โลกนี้ไม่ใช่สวนสวรรค์ และไม่ใช่นรกด้วย ในแนวคิดอิสลามโลกนี้คือพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะของมัน มันมีความชั่วคราวที่วันหนึ่งจะเกิดวันสิ้นโลก และมันถูกสร้างให้อยู่ภายใต้บรรยากาศการหมุนเวียนไปของความสุขความทุกข์ ซึ่งแต่ละอย่างไม่ได้อยู่นาน มันมาแล้วไป ใครที่ไปยึดติดกับมันจะเจอกับความทุกข์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าสิ่งที่ยึดติดนั้นจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม … การที่อิสลามให้ทัศนคติแบบนี้กับเราในการมองโลก มันช่วยโดยพื้นฐานแล้วที่จะทำให้เราเข้าใจและนิ่งลงได้
ในวิธีคิดของโลกที่เป็นแบบนี้นั้น ยังจะบอกอีกว่าวันหนึ่งเราต้องไปยืนรับฟังคำพิพากษา ซึ่งมันจะช่วยหยุดความวุ่นวายของชีวิตในโลกนี้ให้แก่เราได้ทันที ถ้าเราศรัทธาและเชื่อมั่นกับมันจริงๆ มันไม่เพียงแต่ทำให้เราไม่ไปวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นๆ มันยังทำให้เรานิ่งพอที่จะรับมือกับความวุ่นวายที่คนอื่นๆ ก่อขึ้นกับเรา … โลกที่อธิบายว่าวันหนึ่งจะต้องพบเจอกับวันพิพากษา บันทึกความดีความชั่ว ตาชั่งความดีความชั่ว และสะพานศิรอฏ ที่สุดปลายทางของมันคือความผาสุก ส่วนด้านล่างของมันคือความทุกข์ทรมาน โลกที่เป็นเช่นนี้ด้านหนึ่งมันทำให้ชีวิตรู้สึกหวาดหวั่น แต่อีกด้านหนึ่งทำให้ชีวิตนิ่งสงบและเข้าใจว่าควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไร ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ศาสนาห้ามวาดภาพโลกที่เป็นอย่างนี้ (นรก สวรรค์ และวันพิพากษา) ลงในกระดาษ ฝาผนัง หรือวัตถุต่างๆ แต่ให้มันถูกวาดลงไปในความรู้สึกที่เรียกว่าจินตภาพ (อะกีดะฮฺ์นั่นเอง)… ลองจินตนาการเอาก็ได้ว่าโลกที่ถูกมองเห็นว่าเป็นแบบนี้ มันทำให้คนที่เชื่อแบบนี้ควรจะเป็นแบบไหน มันควรจะทำให้คนนั้นนิ่งลึก สงบมั่นคง เข้าใจและเห็นใจ
|อัล อัค|
แหล่งอ้างอิง
