ประวัติศาสตร์การโค่นระบอบลับของสหรัฐฯ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จาก Covert Regime Change ที่สำเร็จและล้มเหลว สู่โลกที่กติกาสากลกำลังถูกฉีกทิ้ง คำถามไม่ใช่แค่ใครคือเป้าหมายต่อไป แต่คือโลกกำลังถูกพาไปในทิศทางใด?
____________
1️⃣ เวเนซุเอลา: เรื่องราวที่ยังห่างไกลจากบทสรุป
2️⃣ โครงการยืดเยื้อ 23 ปี เพื่อโค่นเวเนซุเอลา
3️⃣ เข้าใจเกมยาวของสหรัฐฯ
4️⃣ อิหร่าน อีกหนึ่ง “โปรเจกต์ระยะยาว” ที่อยู่ในเป้า
5️⃣ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ความปั่นป่วนยืดเยื้อและต้นทุนที่ตามมา
6️⃣ งานวิจัยที่เปิดโปงความจริง ทำไมการ “โค่นรัฐบาลด้วยมือสหรัฐฯ” มักจบไม่สวย
7️⃣ เมื่อจีนกลายเป็นเงาใหญ่ และสหรัฐฯ พยายามชุบมอนโรด็อกทรินในศตวรรษที่ 21
8️⃣ ยุโรปกับการยึดติดภาพลักษณ์ มากกว่าหลักการและศีลธรรม
9️⃣ ยูเครน – เวเนซุเอลา: ความขัดแย้งที่มีรากเดียวกันจากอำนาจจักรวรรดินิยม
🔟 “ผู้สร้างสันติภาพจอมปลอม” จุดไฟวิกฤต แล้วอ้างชัยชนะว่าเป็นผู้ยุติสงคราม
____________
1️⃣ เวเนซุเอลา: เรื่องราวที่ยังห่างไกลจากบทสรุป
สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังห่างไกลจากคำว่าปิดฉาก การจับกุมผู้นำประเทศไม่ได้ทำให้เรื่องจบง่าย ๆ ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนระบอบการปกครองที่สหรัฐฯ เคยดำเนินการมามากกว่าร้อยครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ล้วนเต็มไปด้วยรอยเลือด ความรุนแรง ความไม่มั่นคงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ
การรัฐประหาร การลอบสังหาร และหลายครั้งก็ลากยาวไปถึงสงครามกลางเมือง อนาคตของเวเนซุเอลาอาจยังเดาไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ ความป่าเถื่อนทางการเมืองได้ถูกปล่อยออกมาแล้ว และมันไม่ใช่ของใหม่ด้วย
สิ่งที่น่าหนักใจไม่แพ้กันคือท่าทีของสื่อกระแสหลักในสหรัฐฯ ที่แทบไม่ตั้งคำถามกับเหตุการณ์นี้เลย The New York Times ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นกระดาษโน้ตอย่างเป็นทางการของชนชั้นนำอเมริกัน ก็ไม่เคยตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจังว่า การโจมตีประเทศอื่นอย่างเปิดเผยอาจเป็นเรื่องผิดทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม คณะบรรณาธิการยังคงนิ่งเงียบ
สภาคองเกรสที่ควรเป็นสถาบันทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจกลับเหลือเพียงบทบาทเชิงพิธีกรรม มากกว่าจะเป็นกลไกควบคุมจริงๆ นี่ไม่ใช่สัญญาณเล็ก ๆ แต่เป็นพัฒนาการที่รุนแรงและน่ากังวลอย่างยิ่ง
และที่สำคัญ เรื่องของเวเนซุเอลายังไม่จบง่าย ๆ อย่างที่ถูกเล่า ยังมีรัฐบาล ยังมีกองทัพ ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ถูกระดมและพร้อมจะตอบโต้ และยังมีอาวุธอยู่ในสมการนี้ไม่น้อย สถานการณ์นี้จึงไม่มีทางเป็นการยึดครองที่เบ็ดเสร็จและเรียบง่ายอย่างที่ทรัมป์จินตนาการ
____________
2️⃣ โครงการยืดเยื้อ 23 ปี เพื่อโค่นเวเนซุเอลา
ข้ออ้างที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อทำให้การโจมตีเวเนซุเอลาดูชอบธรรม มีให้เลือกใช้ตามฤดูกาล ตั้งแต่ narco-terrorism ไปจนถึงการโยงชื่อฮามาส ฮิซบุลลอฮ์ อิหร่าน รัสเซีย และจีนเข้ามาในสมการ ทั้งหมดนี้คือวาทกรรมที่สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนตามจังหวะเวลา มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนระยะได้จริง
แต่ถ้าตัดถ้อยคำสวยหรูออก เรื่องมันง่ายกว่านั้น และในขณะเดียวกันก็ถูกคำนวณมาอย่างยาวนาน สหรัฐอเมริกาพยายามวางแผนโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่องมากว่า 23 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งคิดได้เมื่อวาน ไม่ใช่ปฏิกิริยาฉับพลันต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
พวกเขาเคยสนับสนุนความพยายามรัฐประหารอูโก ชาเวซ ผู้นำคนก่อนของมาดูโร และค่อย ๆ ผลักเวเนซุเอลาให้กลายเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ของสหรัฐฯ
เหตุผลหลักไม่ได้ซับซ้อนอะไร เวเนซุเอลายืนยันว่าทรัพยากรของประเทศต้องเป็นของประชาชนตนเอง และไม่จำเป็นต้องทำตามวอชิงตันว่าใครควบคุมน้ำมัน ใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์ นี่คือแก่นแท้ของความขัดแย้ง เมื่อปลดเปลื้องวาทกรรมทั้งหมดออกแล้ว
อีกด้านหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัดคือความหมกมุ่นของโดนัลด์ ทรัมป์ เขาเคยพูดตรง ๆ กับผู้นำลาตินอเมริกาในปี 2017 ว่า “ทำไมผมไม่บุกเวเนซุเอลาซะเลยล่ะ?”
ในที่ประชุมนั้นมีประธานาธิบดีสองคนที่ช่วยกันโน้มน้าวให้เขาถอยจากความคิดดังกล่าว และเรื่องนี้ได้รับการยืนยันในภายหลัง ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบ แต่เป็นแนวคิดที่ฝังอยู่ในหัวเขามายาวนานเกือบแปดปี
ผู้ผลักดันคนสำคัญคือมาร์โก รูบิโอ ซึ่งวันนี้ขยับขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ในฟลอริดาก็มีการเฉลิมฉลองจากชุมชนชาวเวเนซุเอลาที่ลี้ภัยและกลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งต่อต้านรัฐบาลเดิม
ความเชื่อมโยงกับการเมืองภายในสหรัฐฯ ชัดเจนมาก เพราะฟลอริดาเป็นรัฐชี้ขาดที่มีประชากรเชื้อสายคิวบาและเวเนซุเอลาจำนวนมาก แต่เหนือไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่เกมเลือกตั้ง นี่คือโครงการระยะยาวที่ถูกผลักดันอย่างเป็นระบบ
เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นข้ออ้างเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยตามสถานการณ์ บางช่วงพูดถึงยาเสพติด บางช่วงพูดถึงภัยก่อการร้าย บางครั้งกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ บางครั้งอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่เป้าหมายจริงแทบไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ต้น และก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยซ้ำ เมื่อโครงสร้างความคิดยังตั้งอยู่บนฐานเดิม
____________
3️⃣ เข้าใจเกมยาวของสหรัฐฯ
ถ้าจะทำความเข้าใจว่าสหรัฐฯ กำลังทำอะไรบนเวทีโลก เราต้องเลิกมองทุกอย่างว่าเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้า หรือเป็นแค่ปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์รายวัน
สหรัฐฯ ไม่ได้เล่นเกมแบบนั้นมานานแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำคือการเดินตามตรรกะของ “โครงการระยะยาว” เป็นยุทธศาสตร์ที่วางไว้ล่วงหน้า เดินเป็นขั้นเป็นตอน ต่อเนื่องข้ามรัฐบาลหลายสมัย
ส่วนคำอธิบายต่อสาธารณะหรือเรื่องเล่าที่ใช้ขาย อาจเปลี่ยนไปเรื่อยตามสถานการณ์ แต่แก่นของโครงการแทบไม่ขยับ
กรณียูเครนคือภาพชัด แผนนี้ลากยาวมากว่า 30 ปี นับตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย เป้าหมายหลักคือดึงยูเครนเข้าไปอยู่ในวงโคจรด้านความมั่นคงและการทหารของสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ผ่านการขยายสมาชิกนาโต การสนับสนุนการปฏิวัติสี และการหนุนการเมืองฝ่ายตะวันตก พร้อมกับการปูทางเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เวเนซุเอลาก็เดินอยู่บนตรรกะเดียวกัน โครงการนี้ดำเนินมากว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่ยุคอูโก ชาเวซ ทั้งการคว่ำบาตร การโดดเดี่ยวทางการทูต การสนับสนุนฝ่ายค้าน และความพยายามรัฐประหารเป็นระยะ เป้าหมายแทบไม่เคยเปลี่ยน ใครควบคุมน้ำมัน และใครเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอธิปไตยของประเทศนี้ เรื่องอื่นเป็นเพียงเครื่องมือเสริมในแต่ละช่วงเวลา
ซีเรียก็เป็นอีกตัวอย่างที่ควรถูกมองในกรอบเดียวกัน การพยายามโค่นระบอบอัสซาดไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นกระบวนการยาวกว่า 13 ปี ภายใต้การดำเนินงานของ CIA และเครือข่ายรัฐพันลึก ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงอาหรับสปริง ผ่านการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านแบบลับๆ การบีบทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการทูตที่ต่อเนื่องยาวนาน
ทั้งหมดนี้จึงควรถูกมองว่าเป็น “โปรเจคต์” มากกว่าชุดเหตุการณ์แยกส่วน เป็นโครงการที่มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ กรณีเวเนซุเอลายิ่งมีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะประเทศนี้มีแหล่งน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะเป็นน้ำมันหนักและมีต้นทุนการผลิตสูง แต่ก็ยังเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ดึงดูดผลประโยชน์ด้านพลังงานและความมั่นคง ซึ่งสหรัฐฯ ไม่มีทางมองข้ามได้
ทรัมป์อาจดูแข็งกร้าว หยาบคาบ และเปิดหน้าโจมตีมากกว่าผู้นำก่อนหน้า แต่พลวัตเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นที่เขา และแทบจะแน่นอนว่าจะไม่จบลงพร้อมเขา สิ่งที่ทรัมป์ทำจริง ๆ คือเร่งให้กระบวนการเสื่อมถอยของระเบียบรัฐธรรมนูญอเมริกันปรากฏชัดขึ้น กระบวนการที่ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมาอย่างยาวนาน เพียงแต่วันนี้มันเริ่มปิดบังได้ยากขึ้นเท่านั้น
____________
4️⃣ อิหร่าน อีกหนึ่ง “โปรเจกต์ระยะยาว” ที่อยู่ในเป้า
อิหร่านคืออีกตัวอย่างคลาสสิกของสิ่งที่เรียกว่า “โครงการระยะยาว” ที่เดินตามพิมพ์เดียวกับเวเนซุเอลาและซีเรีย สหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่แทรกแซงอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 1953 เมื่อ CIA มีบทบาทหลักในการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีมุฮัมหมัด มอสซาเดค
ความผิดที่สหรัฐฯ และอังกฤษรับไม่ได้ ไม่ใช่อุดมการณ์สุดโต่งหรือภัยคุกคามใดๆ แต่เป็นเรื่องเรียบง่ายกว่านั้นมาก มอสซาเดคประกาศชัดว่าน้ำมันใต้แผ่นดินอิหร่านต้องเป็นของอิหร่าน และต้องถูกควบคุมเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อบริษัทต่างชาติ
เมื่อการโอนอำนาจควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันเกิดขึ้นจริง MI6 และ CIA ก็เร่งเดินเกมโค่นล้มรัฐบาลทันที และสถาปนาโมฮัมหมัด เรซา ชาห์ พาห์ลาวี ขึ้นครองอำนาจ โดยพึ่งพาระบอบตำรวจลับ SAVAK ที่ใช้ความรุนแรงและการกดปราบเป็นฐานรองรับอำนาจ
ระบอบนี้ยืนอยู่ได้ถึง 26 ปี ด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ เพื่อแลกกับการเข้าถึงน้ำมันอิหร่านอย่างมั่นคง และใช้เป็นแนวกันชนต่ออิทธิพลโซเวียตในภูมิภาค
เมื่อระบอบชาห์ล่มสลายจากการปฏิวัติปี 1979 สหรัฐฯ ก็เปลี่ยนกลยุทธ์ หันไปหนุนอิรักภายใต้ซัดดัม ฮุสเซน ให้เปิดสงครามกับอิหร่าน สงครามที่ยืดเยื้อถึง 8 ปี คร่าชีวิตผู้คนระดับหลายแสน หรืออาจแตะหลักล้าน สหรัฐฯ ให้ทั้งข่าวกรอง อาวุธ และการคุ้มกันทางการทูต เป้าหมายมีอย่างเดียว ทำให้อิหร่านอ่อนแรงให้ได้มากที่สุด
หลังจากนั้น เกมกดดันก็ไม่เคยหยุด เพียงเปลี่ยนอาวุธหลักมาเป็น “การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ” ที่บีบหนักขึ้นเรื่อยๆ จนครอบคลุมแทบทุกภาคส่วน นี่คือสาเหตุสำคัญของวิกฤตเศรษฐกิจและความไม่พอใจทางสังคมที่เราเห็นในตอนนี้ และต้องพูดตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นระบบที่ถูกออกแบบอย่างตั้งใจ
แม้อิหร่านจะยอมเจรจาและลงนามในข้อตกลง JCPOA เพื่อพิสูจน์ว่าโครงการนิวเคลียร์อยู่ในกรอบสันติภาพ ทรัมป์กลับฉีกข้อตกลงฝ่ายเดียว ทั้งที่อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน พร้อมประกาศอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “เราจะบดขยี้ระบอบนี้” สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความกังวลด้านนิวเคลียร์ แต่คือการเดินหน้าเปลี่ยนระบอบแบบเปิดหน้า
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แรงผลักดันสำคัญของนโยบายแข็งกร้าวต่ออิหร่านในสหรัฐฯ มาจากอิทธิพลของกลุ่มล็อบบี้ไซออนิสต์และรัฐบาลอิสราเอล ซึ่งมองว่าอิหร่านคือภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์หลักในภูมิภาค
อิทธิพลของกลุ่มนี้มีน้ำหนักจริง และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของมาตรการคว่ำบาตร การก่อวินาศกรรม โครงการลอบสังหาร และการขู่ใช้กำลังทหารที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้คือ “แผนระยะยาว” อีกหนึ่งชุด และคนที่อยู่ในเกมก็คงรู้สึกว่าตัวเองกำลังเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น การประท้วงในอิหร่านต้องถูกอ่านในบริบทนี้ ไม่ใช่ว่าผู้คนไม่มีความเดือดร้อนจริง แต่ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจอิหร่านถูกบีบจนแทบพังจากมาตรการที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ประเทศอ่อนแรง ทรัมป์เองก็พูดชัดว่าเป้าหมายคือกดดันให้ระบอบนี้ค่อยๆ พังจากภายใน
สิ่งที่ต้องจับตาคือความเป็นไปได้ของการยกระดับทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีโดยอิสราเอล การปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐฯ หรือรูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรอง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะออกมาแบบไหน แต่สัญญาณเตือนชัดเจน กลไกกำลังถูกจัดวาง เรื่องเล่าความชอบธรรมกำลังถูกเตรียม และความพร้อมทางการเมืองทั้งในวอชิงตันและเทลอาวีฟก็มีอยู่จริง
สำหรับโลกนอกพันธมิตรตะวันตก นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรยืนดูเฉยๆ แต่เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง องค์การสหประชาชาติ แม้วันนี้จะอ่อนแรงในการควบคุมมหาอำนาจ แต่ไม่ควรถูกปล่อยให้หมดบทบาท จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู เสริมพลัง และนำกลับสู่เจตนารมณ์เดิม
แน่นอนว่าสหรัฐฯ จะไม่เป็นฝ่ายเริ่มกระบวนการนี้ เพราะในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ คือหนึ่งในผู้ที่กำลังบ่อนทำลายความชอบธรรมของ UN เอง ขณะที่ยุโรปก็พิสูจน์แล้วว่าไม่พร้อมจะยืนหยัดท้าทายแรงกดดันจากวอชิงตัน
แต่เหนือจากนั้น ยังมีมนุษยชาติอีกกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ควรยอมรับการใช้อำนาจแบบอันธพาลระหว่างประเทศ การทำลายหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และการพาโลกย้อนกลับไปสู่ยุคที่ใครแข็งแรงกว่าก็เป็นคนกำหนดทุกอย่าง
____________
5️⃣ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ความปั่นป่วนยืดเยื้อและต้นทุนที่ตามมา
ความสำเร็จของการโจมตีเวเนซุเอลาจะถูกวัดด้วยความเร็ว ถ้าสหรัฐฯ ปิดเกมได้ไว โค่นรัฐบาลได้ในเวลาไม่นาน ตั้งรัฐบาลใหม่ได้ทันที แสดงพลังแบบไม่ต้องอธิบายมาก และเข้าควบคุมน้ำมันได้อย่างราบรื่น นั่นก็จะถูกนับเป็น “ชัยชนะ” ของทรัมป์ เขาจะประกาศความสำเร็จ เดินหน้าสร้างภาพผู้นำเด็ดขาด และหันไปเล่นเป้าหมายถัดไปโดยไม่ลังเล
แต่ถ้าเรื่องไม่จบง่าย ถ้าการต่อต้านขยายตัว ถ้าความโกลาหลเริ่มกินพื้นที่ ถ้ากองทัพเวเนซุเอลายังยืนอยู่ข้างรัฐบาลเดิม และถ้ากลุ่มติดอาวุธเริ่มตอบโต้จริงจัง ปฏิบัติการนี้จะกลายเป็นภาระทันที และจะเริ่มสร้างต้นทุนทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะกับทรัมป์เอง
ฐานเสียง America First ที่เคยเชื่อว่าเขาจะยุติสงครามนอกประเทศ วันนี้เริ่มแตกเป็นสองฝั่ง หลายคนมองว่านี่คือการหักหลังคนที่เลือกเขาเข้ามา
สุดท้ายแล้ว การจะบอกว่าปฏิบัติการนี้ “สำเร็จหรือพัง” ไม่ได้อยู่ที่วันแรกหรือสัปดาห์แรก แต่อยู่ที่สิ่งที่จะตามมา และถ้ามองจากประวัติศาสตร์ของการโค่นระบอบโดยสหรัฐฯ ซึ่งแทบไม่เคยราบรื่น นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมาก บทเรียนพวกนี้ไม่ได้ซับซ้อน แต่ก็มักถูกมองข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายกรณี สหรัฐฯ สามารถล้มรัฐบาลได้จริง แต่ในกรณีเวเนซุเอลาครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ยังเป็นเพียงการ “ตัดหัวผู้นำ” จับตัวประธานาธิบดีและภริยา แต่รัฐยังไม่ล้ม โครงสร้างการปกครองยังอยู่ กองทัพยังอยู่ พรรคการเมืองยังอยู่ ฐานผู้สนับสนุนก็ยังไม่หายไปไหน การล้มทั้งระบบจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากเหตุการณ์เดียว
แน่นอนว่าจะต้องมีแผนต่อเนื่องตามมา แต่ถ้าดูจากประสบการณ์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก สิ่งที่มักตามหลังการแทรกแซงลักษณะนี้คือความวุ่นวายยืดเยื้อ การรัฐประหารซ้ำซาก ความไร้เสถียรภาพ การลุกฮือ และบ่อยครั้งก็จบลงที่สงครามกลางเมือง เวเนซุเอลาเองมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกดึงเข้าสู่เส้นทางแบบเดียวกันในช่วงเดือนหรือปีข้างหน้า
____________
6️⃣ งานวิจัยที่เปิดโปงความจริง ทำไมการ “โค่นรัฐบาลด้วยมือสหรัฐฯ” มักจบไม่สวย
ถ้าอยากเข้าใจนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แบบไม่หลงไปกับคำโฆษณา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ควรอ่านอย่างจริงจัง คือ Covert Regime Change: America’s Secret Cold War ของ Lindsey O’Rourke นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นศิษย์ปริญญาเอกของ John Mearsheimer งานชิ้นนี้ไม่ใช่บทความเชิงความเห็น แต่เป็นงานวิจัยเชิงระบบที่ไล่ดูข้อเท็จจริงแบบตรงไปตรงมา
O’Rourke ศึกษาปฏิบัติการโค่นระบอบแบบลับของสหรัฐฯ จำนวน 64 ครั้ง ระหว่างปี 1947 ถึง 1989 ครอบคลุมทั้งยุคสงครามเย็น
คำว่า “Covert Regime Change” เมื่อพิจารณาให้ลึกแล้ว แทบจะเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง เพราะทันทีที่รัฐบาลใดถูกโค่นด้วยการแทรกแซงจากภายนอก ไม่มีใครไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง
ดังนั้นคำว่า “ลับ” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงการกระทำที่ไม่มีใครเห็น แต่หมายถึงการโกหกอย่างเป็นระบบของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อประชาชนของตนเองและต่อสาธารณชนโลก เกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของตนในปฏิบัติการเหล่านั้น
พูดให้ชัดก็คือ มีอย่างน้อย 64 ครั้งที่รัฐสหรัฐฯ เลือกจะปกปิดความจริงและบิดเบือนเรื่องเล่าอย่างเป็นทางการ
ในหนังสือเล่มนี้ O’Rourke ไล่ดูทีละกรณี บางปฏิบัติการล้มเหลว บางกรณีเปลี่ยนผู้นำได้แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจหรือระบบการเมืองได้จริง และบางครั้งก็สามารถโค่นรัฐบาลและตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาได้ตามแผน
แต่ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดคือ ต่อให้ในเชิงเทคนิคจะถูกนับว่า “สำเร็จ” ผลลัพธ์ในระยะยาวกลับแทบไม่สวยงาม ประเทศเป้าหมายส่วนใหญ่ต้องเผชิญความวุ่นวายยืดเยื้อ ความรุนแรง ความไร้เสถียรภาพ และความเสียหายทางสังคมการเมืองเป็นเวลานาน
มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่สหรัฐฯ ได้ทั้งเป้าหมายทางการเมือง และได้ผลลัพธ์ที่มั่นคง เอื้อต่อผลประโยชน์ของตนในระยะยาวจริงๆ
แม้จะไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายของสหรัฐฯ เลยก็ตาม หากตั้งคำถามแบบแห้งๆ ในเชิงข้อเท็จจริงว่า “สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือไม่?” คำตอบจากงานวิจัยนี้ค่อนข้างชัด คือแทบไม่เคย ส่วนใหญ่จบลงด้วยผลย้อนกลับ ความโกลาหล และสถานการณ์ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร โดยเฉพาะประชาชนในประเทศที่ถูกแทรกแซง
เมื่อมองกลับมาที่กรณีเวเนซุเอลา ความหวังของสหรัฐฯ จึงเป็นเดิมพันที่เสี่ยงสูงมาก เป้าหมายการโค่นรัฐบาลและยึดการควบคุมน้ำมัน ไม่เพียงผิดทั้งในเชิงศีลธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่แม้จะตัดเรื่องคุณค่าออก แล้วมองแบบเทคนิคเชิงยุทธศาสตร์ล้วนๆ ความคิดที่ว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ฝักใฝ่สหรัฐฯ อย่างมั่นคง และเปิดทางให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตามที่ทรัมป์พูดไว้ ประวัติศาสตร์บอกเราตรงกันว่า โอกาสจะออกมาแบบนั้นต่ำมาก และแทบไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย
____________
7️⃣ เมื่อจีนกลายเป็นเงาใหญ่ และสหรัฐฯ พยายามชุบมอนโรด็อกทรินในศตวรรษที่ 21
หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้สหรัฐฯ แข็งกร้าวกับลาตินอเมริกาในช่วงนี้ คือความจริงที่ชนชั้นนโยบายอเมริกันต้องกลืนลงคออย่างฝืดเฟืองว่า วันนี้สหรัฐฯ แข่งขันกับจีนทางเศรษฐกิจได้ยากมากแล้ว ไม่ว่าจะมองจากการค้า เทคโนโลยี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือกำลังการผลิต จีนไม่ได้แค่ไล่ทัน แต่ในหลายด้านถือว่าแซงหน้าไปเรียบร้อย
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐฯ จึงพยายามชุบชีวิต “มอนโรด็อกทริน” ขึ้นมาอีกครั้ง จากแนวคิดศตวรรษที่ 19 ที่มองว่าโลกซีกตะวันตกต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ
แต่เป้าหมายรอบนี้ไม่ใช่ยุโรปเหมือนในอดีต หากคือจีนโดยตรง เพราะในความเป็นจริง จีนกลายเป็นคู่ค้าหลักของประเทศลาตินอเมริกาส่วนใหญ่ไปแล้ว เงินลงทุนของจีนสูงกว่าสหรัฐฯ อย่างเทียบไม่ติด และโครงการขนาดใหญ่ ทั้งท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงข่ายสื่อสาร ก็กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของทั้งทวีปอย่างเป็นรูปธรรม
นี่คือภาพที่ชนชั้นนโยบายสหรัฐฯ รับได้ยาก เพราะคุ้นชินกับการมองลาตินอเมริกาเป็น “สนามหลังบ้าน” ของตัวเองมานาน แต่เมื่อแข่งด้วยเศรษฐกิจไม่ไหว จะให้เสนอข้อตกลงที่ดีกว่าก็ทำไม่ได้ สหรัฐฯ จึงหันกลับไปใช้สิ่งที่ตนยังถนัดและเหนือกว่า นั่นคือกำลังทหาร
ถ้าบริษัทอเมริกันไม่สามารถชนะสัญญาน้ำมันของเวเนซุเอลาด้วยกระบวนการปกติ ก็เข้าไปยึดเสียเลย เป็นจักรวรรดินิยมที่แทบไม่พยายามพรางตัวอีกต่อไป
เส้นทางนี้พาโลกเข้าใกล้ความเสี่ยงอย่างหนัก การโจมตีประเทศหนึ่งสามารถลากทั้งภูมิภาคให้เข้าสู่ความไร้เสถียรภาพ และเปิดพื้นที่ให้สถานการณ์บานปลายแบบยากควบคุม
แม้รัสเซียและจีนไม่น่าจะยอมเสี่ยงเปิดศึกตรงกับสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกเพียงเพราะเวเนซุเอลา เพราะเดิมพันสูงเกินไปถึงขั้นแตะเส้นสงครามนิวเคลียร์ แต่เพียงการเผชิญหน้าทางอ้อม ความตึงเครียด และการวัดใจกันไปมา ก็เพียงพอแล้วที่จะผลักโลกเข้าใกล้ขอบเหวมากขึ้นทีละนิด
ทั้งรัสเซียและจีนจะออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยอ้างกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ พวกเขาจะใช้เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของสหรัฐฯ ระดมเสียงประเทศอื่นเพื่อต้านอำนาจครอบงำ เสริมกลไกสากลทางเลือก และใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการเคลื่อนไหวในเขตอิทธิพลของตนเอง
ทุกครั้งที่สหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เท่ากับยื่นข้ออ้างชั้นดีให้มหาอำนาจอื่นทำในสิ่งเดียวกัน
หากการรุกรานเวเนซุเอลาลากยาว กลายเป็นความรุนแรงภายในประเทศ ตั้งแต่การสู้รบแบบกองโจร ความขัดแย้งในเมือง ไปจนถึงความแตกแยกทางการเมือง และหากซ้ำเติมด้วยการที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านโดยมีสหรัฐฯ หนุนหลัง โลกอาจเข้าใกล้จุดระเบิดครั้งใหญ่
ความขัดแย้งเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น แรงกระเพื่อมจากพื้นที่หนึ่งสามารถเร่งความรุนแรงในอีกพื้นที่หนึ่งได้ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงที่ไม่มีใครตั้งใจ
หากอิสราเอลอ่านสัญญาณจากเวเนซุเอลาว่า สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนระบอบด้วยกำลัง และเชื่อว่าจะได้รับการหนุนหลังเมื่อโจมตีอิหร่าน โลกก็จะต้องเผชิญสถานการณ์ที่อันตรายและยากคาดเดา
อิหร่านเองไม่ได้อ่อนแอ มีศักยภาพตอบโต้ทั้งขีปนาวุธ โดรน และสงครามแบบอสมมาตร อีกทั้งยังมีพันธมิตรในภูมิภาคอย่างฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มติดอาวุธในอิรักและซีเรีย รวมถึงฮูซีในเยเมน ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อสหรัฐฯ และอิสราเอลในตะวันออกกลาง และอาจไกลกว่านั้น
เมื่อประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกทำลายกติกาสากลอย่างเปิดหน้า มันจะกลายเป็นโรคติดต่อทางการเมือง นี่คือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่เห็นมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อกฎหมายถูกทำให้ไร้ความหมาย การใช้กำลังยึดอำนาจและทรัพยากรถูกทำให้ดูชอบธรรม โลกก็จะยิ่งเปราะบาง เว้นแต่ประชาคมโลกจะตระหนักถึงอันตรายจริงและลุกขึ้นมาจัดการอย่างเป็นระบบ
แต่จนถึงตอนนี้ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือการยืนร่วมกันอย่างจริงจัง ยังมีเพียงเสียงประณามเป็นรายประเทศ ความกังวลแยกส่วน และท่าทีที่กระจัดกระจาย ยังไม่มีแรงรวมศูนย์ที่หนักแน่นพอจะทำให้สหรัฐฯ ต้องจ่ายต้นทุนจริงหรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าทีบนเวทีโลก
____________
8️⃣ ยุโรปกับการยึดติดภาพลักษณ์ มากกว่าหลักการและศีลธรรม
ท่าทีของยุโรปต่อวิกฤตเวเนซุเอลาเผยให้เห็นลำดับความสำคัญที่บิดเบี้ยวอย่างชัดเจน ผู้นำยุโรประดับสูงรายหนึ่งออกมาแสดงความกังวลผ่านสื่อสังคมออนไลน์
แต่สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่การรุกราน ไม่ใช่การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ใช่แบบอย่างอันตรายที่กำลังถูกสร้างขึ้น หากเป็นเรื่อง “การเล่าเรื่อง” เสียมากกว่า
สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจคือการที่วอชิงตันพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “น้ำมันที่ถูกขโมยต้องถูกเอาคืน” ซึ่งฟังดูไม่ต่างจากวาทกรรมของคารากัสที่กล่าวหาบริษัทพลังงานตะวันตกว่ากอบโกยทรัพยากรของเวเนซุเอลา
ปัญหาจึงไม่ใช่เนื้อหาของการกระทำ แต่คือการที่ถ้อยคำดังกล่าวไปทำลายกรอบคำอธิบายเดิมที่ยุโรปคุ้นเคย
ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ยุโรปอึดอัดไม่ใช่การใช้อำนาจจักรวรรดินิยมของสหรัฐฯ หากแต่เป็นการที่ทรัมป์ “ไม่ยอมแต่งเรื่อง” ให้ดูดีเหมือนที่ผ่านมา ความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สร้างบรรทัดฐานมานานว่า การแทรกแซงต้องถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำสูงส่งอย่างประชาธิปไตย มนุษยธรรม และเสรีภาพ เพื่อให้สามารถนำไปขายต่อแก่สาธารณะในประเทศตนเองได้
แต่เมื่อทรัมป์พูดถึงน้ำมันอย่างเปิดเผย แสดงแรงจูงใจเรื่องการช่วงชิงทรัพยากรโดยไม่อ้อมค้อม และประกาศชัดว่าบริษัทอเมริกันจะกลับเข้าไปทำธุรกิจอีกครั้ง ภาพลวงนั้นก็พังทลายลงทันที
ยุโรปจึงตกอยู่ในภาวะอธิบายไม่ได้ และยากจะรักษาภาพว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “คุณค่า” มากกว่า “ผลประโยชน์”
การที่ยุโรปเลือกปกป้อง “เรื่องเล่า” แทนที่จะปกป้อง “หลักการ” สะท้อนความเสื่อมถอยทางจริยธรรมของชนชั้นการเมืองยุโรป พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องหรือความยุติธรรม แต่ต่อสู้เพื่อควบคุมภาพลักษณ์และการรับรู้ของสาธารณะ
ตราบใดที่จักรวรรดินิยมสหรัฐฯ ยังถูกตกแต่งให้ดูดี พวกเขาก็พร้อมสนับสนุนหรืออย่างน้อยก็ทำเป็นไม่เห็นปัญหา ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การใช้กำลัง หากอยู่ที่ความจริงที่ไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป
____________
9️⃣ ยูเครน – เวเนซุเอลา: ความขัดแย้งที่มีรากเดียวกันจากอำนาจจักรวรรดินิยม
กรณียูเครนและเวเนซุเอลาเผยให้เห็นความย้อนแย้งทางศีลธรรมของโลกตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งสองถูกเล่าเรื่องด้วยกรอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบว่าตั้งอยู่บนตรรกะทางอำนาจแบบเดียวกัน
เวเนซุเอลาเป็นกรณีของการใช้กำลังเพื่อโค่นรัฐบาลที่ไม่ได้คุกคามสหรัฐฯ ไม่ได้โจมตีผลประโยชน์ของอเมริกา และไม่มีฐานรองรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ
นี่คือการรุกรานโดยตรง ปราศจากฉากบังและคำอธิบายสวยหรู ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีมนุษยธรรม มีเพียงการใช้อำนาจอย่างโจ่งแจ้ง
ในทางตรงกันข้าม ยูเครนถูกบรรจุอยู่ในกรอบเรื่องเล่าของ “การรุกรานอย่างไร้เหตุผล” “การละเมิดอธิปไตย” และ “การฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ” ซึ่งในเชิงหลักกฎหมายก็มีน้ำหนัก
แต่สิ่งที่ถูกตัดออกจากเรื่องเล่านี้คือบทบาทเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ การขยาย NATO อย่างต่อเนื่อง การผูกยูเครนเข้ากับสถาปัตยกรรมความมั่นคงของตะวันตก และการเพิกเฉยต่อข้อกังวลด้านความมั่นคงของรัสเซียที่ถูกประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่าสามทศวรรษ
พูดให้ตรงที่สุด กรอบที่ถูกต้องไม่ใช่ว่า “สหรัฐฯ กำลังทำกับเวเนซุเอลาเหมือนที่ปูตินทำกับยูเครน” หากแต่คือ “สหรัฐฯ กำลังทำกับเวเนซุเอลาในแบบเดียวกับที่สหรัฐฯ ทำกับยูเครน”
ทั้งสองความขัดแย้งถูกผลักดันจากโครงการทางภูมิรัฐศาสตร์ของวอชิงตัน เป็นผลผลิตของการแทรกแซงทางการเมือง การสร้างและสนับสนุนตัวแทนภายในประเทศ และการใช้กำลังเป็นเครื่องมือจัดระเบียบโลกตามผลประโยชน์ของตน
เมื่อมองให้ทะลุว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ทำงานอย่างไรจริงๆ จะเห็นภาพของรัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการทหาร
เราจะเห็นเครือข่ายผลประโยชน์ร่วมระหว่างกองทัพ บริษัทอาวุธ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และชนชั้นการเมือง ที่เอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างเป็นระบบ โดยแทบไม่มีกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกลไกตรวจสอบที่มีพลังพอ รวมถึงบทบาทของ CIA และหน่วยข่าวกรองที่ทำหน้าที่ผลักดันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จะเห็นชัดว่า “ยูเครน” และ “เวเนซุเอลา” ไม่ใช่เหตุการณ์คนละโลก แต่คือปรากฏการณ์แบบเดียวกัน เป็นโครงการระยะยาวของประเทศที่มุ่งกำหนดทิศทางของโลก เพียงใช้เครื่องมือและสนามปะทะที่ต่างกัน
ทรัมป์อาจมีวิธีจัดลำดับโลกที่แตกต่างจากผู้นำสหรัฐฯ ก่อนหน้า เขาอาจมองว่าสหรัฐฯ ต้องครองอำนาจในทวีปอเมริกา ต้องรักษาอิทธิพลในตะวันออกกลาง แอฟริกายังไม่ใช่ลำดับความสำคัญ และยูเครนกับยุโรปตะวันออกอาจเป็นเพียง “เขตต่อรอง” ที่เปิดให้รัสเซียมีสิทธิความชอบธรรมบางส่วนในดีลระหว่างมหาอำนาจ
ปัญหาคือ มุมมองแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียประกาศอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ มอสโกไม่ได้ยืนยันว่าต้องการครอบงำยุโรปตะวันออกหรือฟื้นจักรวรรดิใหม่อย่างที่คำอธิบายจากตะวันตกพยายามตอกย้ำ หากแต่ภาพดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดของทรัมป์เองมากกว่า วิธีคิดแบบ “แบ่งพื้นที่กันปกครอง”
ในกรอบคิดนี้ พื้นที่ที่เขาให้ความสำคัญคือพื้นที่ที่เขาจะทำอะไรก็ได้ โดยเชื่อว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร และหากมหาอำนาจอื่นจะทำแบบเดียวกันในพื้นที่ของตน ก็ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ นี่คือโลกที่ไม่มีใครเคารพกติกา แต่ตกลงร่วมกันว่าจะยอมรับความไร้กติกาภายใต้เขตอิทธิพลของแต่ละฝ่าย
แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้พาโลกเข้าใกล้สันติภาพ หากแต่พาไปสู่ระเบียบที่ตั้งอยู่บนพลังอำนาจแทนหลักกฎหมาย ประเทศที่แข็งแรงกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ของตน และประเทศมหาอำนาจอื่นก็อ้างสิทธิแบบเดียวกัน
ผลลัพธ์คือสูตรสำเร็จของความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ การกดทับประเทศเล็กและอ่อนแอซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของหลักการที่ควรเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังบทเรียนจากโศกนาฏกรรมในศตวรรษที่ 20
____________
🔟 “ผู้สร้างสันติภาพจอมปลอม” จุดไฟวิกฤต แล้วอ้างชัยชนะว่าเป็นผู้ยุติสงคราม
ไม่ว่าสงครามเวเนซุเอลาจะจบลงด้วยรูปแบบใด การเปลี่ยนขั้วอำนาจ การชะงักงันทางทหาร การเจรจายุติ หรือทางออกอื่น
แทบคาดเดาได้ล่วงหน้าว่า ทรัมป์จะออกมาประกาศว่าตนคือผู้ยุติสงคราม เป็นผู้สร้างสันติภาพ และเป็นคนแก้ไขวิกฤตสำเร็จ เขาจะบันทึกเหตุการณ์นี้เป็น “ผลงาน” เพื่อเสริมภาพลักษณ์ในฐานะนักเจรจาผู้ทำให้โลกสงบ
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่ความบังเอิญ หากเป็นแบบแผนที่เกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีอิหร่านคือหลักฐานชัด หลังคำสั่งปฏิบัติการทางทหารที่ผลักสถานการณ์ไปสู่ขอบเหวของสงครามเต็มรูปแบบ
เขากลับออกมาประกาศว่าเป็นผู้ “ยุติสงคราม” ทั้งที่ต้นตอของวิกฤตคือการตัดสินใจลอบสังหารพลตรีกอซิม สุลัยมานี โดยรัฐบาลของเขาเอง
ในกาซา เขาให้การสนับสนุนอิสราเอลทั้งด้านอาวุธและการทูต ต่อปฏิบัติการที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนจำนวนมากประเมินว่าเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
แต่เมื่อเกิดการหยุดยิงชั่วคราว เขากลับยกเครดิตให้ตนเองราวกับเป็นผู้ยุติความรุนแรง ทั้งที่นโยบายของเขาเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ไฟความขัดแย้งยืดเยื้อ
เขายังพยายามวางตัวเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” ในสงครามยูเครน สร้างภาพดีลเมกเกอร์ผู้ยุติสงคราม ทั้งที่ความขัดแย้งนี้ผูกพันกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน และดำรงอยู่ได้ก็ด้วยแรงหนุนทางทหารและการเมืองจากวอชิงตัน
เมื่อพิจารณารวมกัน จะเห็นรูปแบบที่ชัดเจน ทรัมป์มีบทบาทในการสร้างหรือเร่งความตึงเครียด แล้วหวนกลับมาอ้างความดีความชอบว่าเป็นผู้ช่วยยุติ นี่คือการเมืองแบบ “วางเพลิงทางภูมิรัฐศาสตร์แล้วทำทีว่ามาช่วยดับ” เผาบ้านทั้งหลัง แล้วเรียกร้องคำสรรเสริญเพียงเพราะราดน้ำบางส่วน ทั้งที่ต้นเพลิงมาจากการกระทำของตนเอง
แบบแผนนี้สะท้อนธรรมชาติการใช้อำนาจของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาปัจจุบัน ว่าแทบไม่ต้องอาศัยถ้อยคำการทูตที่ประณีต ไม่ยึดกรอบนโยบายต่างประเทศแบบเดิม
สิ่งที่ปรากฏคือการใช้อำนาจเพื่อยืนยันอำนาจ การใช้กำลังทหารโดยไม่ชัดเจนว่ามีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์จริงเพียงใด ความวุ่นวายไม่ได้ถูกสร้างเพื่อมุ่งสู่จุดหมายที่คิดอย่างรอบคอบ หากกลายเป็นการแสดงความเหนือกว่าในตัวมันเอง
ที่น่าเศร้าคือ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้กระทบกับชีวิตมนุษย์จริงๆ ผู้คนต้องสูญเสียชีวิต ประเทศถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ระบบเศรษฐกิจพังทลาย อนาคตของผู้คนนับล้านถูกพรากไปโดยไร้สิทธิ์ตัดสินใจ ขณะที่อำนาจจากแดนไกลกำลังเล่นเกมที่ประชาชนไม่เคยเลือก
พร้อมกันนั้น ระบบสร้างความชอบธรรมยังทำงานต่อเนื่อง สื่อช่วยขัดเกลาความรุนแรงให้ดู “สวยงาม” วาทกรรมการเมืองแปลงการรุกรานเป็นการช่วยเหลือมนุษยชาติ กรอบคิดทางปัญญาถูกปรับแต่งเพื่อทำให้ความรุนแรงเชิงจักรวรรดินิยมดูมีเหตุผล เรื่องเล่าถูกเขียนใหม่ เหตุผลถูกสับเปลี่ยน เพื่อทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นดูชอบธรรมยิ่งขึ้น
นี่คือโลกที่เราทุกคนกำลังเผชิญ เป็นโลกที่ไร้กติกา อันตราย และไร้เสถียรภาพ สถาบันที่ถูกสร้างมาเพื่อยับยั้งมหาอำนาจแทบไร้พลัง หลักอธิปไตยและการไม่แทรกแซงถูกเพิกเฉย บทเรียนจากสงครามที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติถูกละเลยหรือจงใจลืม
คำถามคือ เส้นทางที่เดินมานี้ยังเลี้ยวกลับไปใหม่ได้อีกหรือไม่ โลกยังสามารถรวมพลังกันเพื่อฟื้นกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างกลไกที่ทำให้มหาอำนาจต้องรับผิดชอบได้หรือไม่ มนุษยชาติยังมีโอกาสถอยจากขอบเหวของความขัดแย้งครั้งใหญ่ได้หรือเปล่า?
ไม่มีใครมีคำตอบชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดคือ ช่วงเวลานี้สำคัญอย่างยิ่งที่จะบอกว่า เราต้องการสันติภาพหรือสงคราม เราจะอยู่ใต้กฎหมายหรืออยู่กันแบบไร้ขื่อไร้แป เราจะร่วมมือกันหรือแตกหักกัน ซึ่งผลลัพธ์ต่อจากนี้จะกำหนดทิศทางของระเบียบโลกอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจาก Jeffrey Sachs: U.S. Attacks Venezuela & Kidnaps President Maduro (ตอนจบ 2/2) โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง
