วันนี้ขอพาไปอ่านบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ที่ฉายภาพความเชื่อมโยงระหว่างคัมภีร์โบราณ อุดมการณ์ทางการเมือง และยุทธศาสตร์ทางทหารที่กำลังกำหนดรูปร่างของตะวันออกกลางในวันนี้
บทความ “ถอดรหัสยุทธศาสตร์ใหญ่ของอิสราเอล” โดย Wadah Khanfar อดีตผู้อำนวยการใหญ่ Al Jazeera และหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมุสลิมขณะนี้ บทความชิ้นนี้พยายามไขปริศนาว่า เหตุใดอิสราเอลจึงเดินหน้าสงครามอย่างที่เห็น และพวกเขามีกรอบความคิดอะไรอยู่เบื้องหลัง
____________
1. เรื่องเล่าจากเปอร์เซียโบราณในคำประกาศสงคราม
2. เงามืดที่ซ่อนอยู่: สรุปแล้วฮามานคือใครกันแน่
3. เมื่อสิทธิจากพระเจ้าถูกยกขึ้นเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ
4. การเจรจาที่ไม่เคยตั้งใจให้เป็นการเจรจา
5. ยุทธศาสตร์ใหญ่ของเนทันยาฮู: ตะวันออกกลางแบบที่เขาต้องการสร้าง
6. ตุรกี: ภัยคุกคามที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
7. รายงานนาเกล: ตัวเลขที่บอกทิศทางยุทธศาสตร์
8. ฉันทามติของการเมืองอิสราเอล แม้แต่ในฝ่ายที่เรียกว่า “สายกลาง”
9. บทเรียนจากสงครามครูเสด: ประวัติศาสตร์ที่ถูกอ่านในฐานะคำเตือนเชิงยุทธศาสตร์
10. บทเรียนจากการล่มสลายของคอวารอซม์
11. นิวเคลียร์กับตรรกะของความกลัวระดับการดำรงอยู่
12. สิ่งที่ทำได้จริง: บทเรียนจากยุทธศาสตร์ซอลาฮุดดีน
13. ความหยิ่งผยองที่จบลงแบบเดิมเสมอ
14. ความล้มเหลวครั้งใหญ่ของความคิดเชิงยุทธศาสตร์ในโลกอาหรับและมุสลิม
15. บทเรียนสุดท้ายจากประวัติศาสตร์
____________
⚫️ 1. เรื่องเล่าจากเปอร์เซียโบราณในคำประกาศสงคราม ⚪️
เช้าวันที่เบนจามิน เนทันยาฮู ขึ้นเวทีประกาศเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยข้อมูลข่าวกรอง ไม่มีการบรรยายสรุปทางทหาร หรือการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงอย่างที่ผู้นำรัฐสมัยใหม่มักทำกัน
สิ่งแรกที่เขาหยิบขึ้นมาคือ “เรื่องเล่า”
ไม่ใช่เรื่องเล่าใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เก่าแก่กว่า 2,500 ปี และเป็นเรื่องเดียวกับที่ชาวยิวทั่วโลกเพิ่งได้ยินในโบสถ์ยิวเมื่อสัปดาห์ก่อน
คือเรื่องของเอสเธอร์
การเลือกเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ ปฏิทินศาสนายิวกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่นำไปสู่เทศกาล Purim เทศกาลที่ระลึกถึงการรอดพ้นจากการล้างเผ่าพันธุ์ในจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณ
ทุกปี ก่อนเทศกาลนี้มาถึง ชุมชนชาวยิวทั่วโลกจะอ่าน Book of Esther ตั้งแต่เทลอาวีฟไปจนถึงนิวยอร์ก
ดังนั้น เมื่อผู้นำรัฐบาลอิสราเอลเปิดคำปราศรัยสงครามด้วยเรื่องนี้ เขาไม่ได้เพียงเล่าประวัติศาสตร์ เขากำลังวางกรอบความหมายให้กับสงคราม
หากต้องการเข้าใจกรอบนั้น ต้องย้อนกลับไปดูที่ตัวเรื่องเล่าเอง
ไม่ใช่ในฐานะตำนานศาสนาที่ลอยอยู่เหนือประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะเรื่องเล่าที่แบกน้ำหนักของความทรงจำ อัตลักษณ์ และโลกทัศน์ของประชาชาติ
– – – –
[ เรื่องราวที่กลายเป็นเทศกาล ]
เรื่องเริ่มต้นในจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อราว 2,500 ปีก่อน ในยุคที่มหาอาณาจักรของไซรัสมหาราชขยายอำนาจครอบคลุมดินแดนกว้างใหญ่ตั้งแต่เอเชียกลางถึงเมดิเตอร์เรเนียน
หลังการเนรเทศแห่งบาบิโลน ชุมชนชาวยิวจำนวนมากกระจายตัวอยู่ภายในจักรวรรดิแห่งนี้ และบางคนก็สามารถไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในโครงสร้างอำนาจของราชสำนักได้
หนึ่งในนั้นคือมอร์เดคัย ชายผู้เลี้ยงดูหลานสาวกำพร้าชื่อฮาดัสซาห์ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ “เอสเธอร์”
คัมภีร์เล่าว่า ความงามของเธอทำให้กษัตริย์เปอร์เซีย อาฮาเชวรัส ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนมากระบุว่าอาจเป็นเซอร์ซีสที่หนึ่ง (Xerxes I) อภิเษกเธอขึ้นเป็นราชินี โดยที่เธอยังคงปกปิดตัวตนความเป็นชาวยิวเอาไว้
ในราชสำนักเดียวกันนั้น ชายอีกคนกำลังก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจ
เขาชื่อ “ฮามาน”
อัครมหาเสนาบดีผู้ทะเยอทะยานและหยิ่งยโสซึ่งคาดหวังให้ทุกคนก้มกราบต่อหน้า
แต่เมื่อเขาเดินผ่านประตูเมือง มอร์เดคัยกลับยืนเฉย
เหตุผลของเขานั้นเรียบง่ายว่า ผู้ศรัทธาย่อมไม่ก้มกราบต่อผู้ใดนอกจากพระเจ้า
การปฏิเสธครั้งนั้นกลายเป็นชนวนของเรื่องราวทั้งหมด
ฮามานไม่ได้ต้องการเพียงชีวิตของมอร์เดคัย เขาต้องการทำลายชาวยิวทั้งจักรวรรดิ
เขาจึงจับสลากเพื่อกำหนดวันสังหารหมู่ สลากนั้นในภาษาฮีบรูเรียกว่า Pur และคำนี้เองที่กลายเป็นชื่อของเทศกาล Purim
ผลการจับสลากกำหนดวันล้างเผ่าพันธุ์ไว้ในอีก 11 เดือนข้างหน้า
ตามคำอธิบายของนักปราชญ์ยิว เวลาที่เว้นไว้ยาวนานนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นพื้นที่ที่พระเจ้าทรงเปิดไว้ก่อนหายนะจะมาถึง
เมื่อมอร์เดคัยล่วงรู้แผนการ เขาส่งสารไปถึงเอสเธอร์พร้อมประโยคที่กลายเป็นหนึ่งในวลีสำคัญของวรรณกรรมศาสนายิว
“ใครจะรู้ บางทีท่านอาจได้ขึ้นสู่ตำแหน่งราชินีก็เพื่อช่วงเวลาเช่นนี้”
ประโยคนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญในเทววิทยายิว ความเชื่อว่าความพลิกผันที่ดูเหมือนจะบังเอิญในชีวิต อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่พระเจ้าวางไว้ล่วงหน้า
เอสเธอร์จึงสั่งให้ชุมชนชาวยิวถือศีลอดสามวัน
จากนั้นเธอเริ่มเกมการเมืองภายในราชสำนักอย่างระมัดระวัง จัดงานเลี้ยงทีละงาน สร้างความไว้วางใจจากกษัตริย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป
และเมื่อถึงจังหวะสำคัญที่สุด เธอก็เปิดเผยทั้งตัวตนของตนเองและแผนการของฮามาน
ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฮามานถูกประหารบนตะแลงแกงที่เขาเองสั่งสร้างไว้สำหรับมอร์เดคัย
มอร์เดคัยได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดีแทน
ชุมชนชาวยิวทั่วจักรวรรดิได้รับสิทธิ์ให้ป้องกันตนเอง และตามเรื่องเล่า ศัตรูของพวกเขาถูกสังหารถึง75,000 คน
เหตุการณ์นี้ถูกจดจำในฐานะการพลิกชะตากรรมของชนชาติยิว
และกลายเป็นเทศกาล Purim ในที่สุด
– – – –
[ เรื่องเล่าที่มากกว่านิทานศาสนา ]
Purim ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความรื่นเริง การสวมหน้ากาก หรือการเฉลิมฉลอง
มันเป็นเรื่องเล่าที่บรรจุโลกทัศน์บางอย่างเอาไว้
โลกที่ประวัติศาสตร์ถูกมองผ่านการต่อสู้ระหว่างประชาชาติยิวที่ถูกคุกคามกับศัตรูที่ต้องถูกทำลาย
โลกที่ความบังเอิญถูกอ่านเป็นการจัดวางของพระเจ้า
และโลกที่การเอาตัวรอดของประชาชาติถูกมองว่าเป็นพันธกิจศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเรื่องเล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาเปิดคำปราศรัยสงครามในศตวรรษที่ 21 มันจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นบทนำทางวาทศิลป์
มันทำหน้าที่เป็นกรอบตีความของสงคราม
และนั่นคือเหตุผลที่เรื่องเล่าจากเปอร์เซียโบราณยังคงถูกเล่าอีกครั้ง บนเวทีการเมืองของโลกปัจจุบัน
____________
⚫️ 2. เงามืดที่ซ่อนอยู่: สรุปแล้วฮามานคือใครกันแน่ ⚪️
เรื่องของเอสเธอร์ไม่ได้จบลงที่งานเลี้ยงในราชสำนักหรือภาพของตะแลงแกง สำหรับเบนจามิน เนทันยาฮู เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานศาสนาที่เล่ากันในเทศกาล แต่เป็นกรอบความคิดที่ใช้มองโลกการเมืองร่วมสมัย
เพื่อเข้าใจเหตุผลนั้น จำเป็นต้องมองลึกเข้าไปในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่อง รายละเอียดที่ดูเหมือนเป็นเพียงคำบรรยายสายสกุล แต่กลับเชื่อมโยงเรื่องราวนี้เข้ากับความทรงจำทางศาสนาที่เก่าแก่และหนักหน่วงกว่านั้นมาก
ในคัมภีร์ ฮามานไม่ได้ถูกระบุเพียงว่าเป็นขุนนางแห่งเปอร์เซีย เขาถูกเรียกว่า “ฮามาน ชาวอากัก”
คำว่าอากักหมายถึงผู้สืบสายจาก “อากัก” กษัตริย์ของชนเผ่า “อามาเลข”
เมื่อเรื่องเล่ามาถึงจุดนี้ มิติทางเทววิทยาก็เริ่มหนักขึ้นทันที เพราะชื่อของอามาเลขไม่ได้เป็นเพียงชื่อชนเผ่าในโลกโบราณ แต่เป็นสัญลักษณ์สำคัญในความทรงจำของคัมภีร์ฮีบรู
– – – –
[ ศัตรูในความทรงจำของพระคัมภีร์ ]
ชนเผ่าอามาเลขปรากฏครั้งแรกในเรื่องราวของเหตุการณ์อพยพใหญ่จากอียิปต์
ตามคำบรรยายในคัมภีร์ พวกเขาโจมตีชาวอิสราเอลระหว่างการเดินทางผ่านทะเลทราย และไม่ได้เผชิญหน้ากับกองกำลังหลัก แต่เลือกโจมตีด้านหลังของขบวน มุ่งเป้าไปยังคนที่อ่อนแอที่สุด
ในกรอบการเล่าของคัมภีร์ นี่ไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่างสองชนเผ่า แต่เป็นการกระทำที่ถูกตีความว่าเป็นความโหดร้ายต่อผู้เปราะบาง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ชื่อของอามาเลขถูกจดจำในฐานะศัตรูของอิสราเอล
หลายศตวรรษต่อมา เรื่องนี้กลับมาปรากฏอีกครั้งในสมัยของกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล
ศาสดาซามูเอลได้รับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าให้ถ่ายทอดคำสั่งไปยังกษัตริย์ซาอูล
คำสั่งนั้นตรงไปตรงมา ให้ทำลายชนเผ่าอามาเลขให้หมดสิ้น
ไม่มีการเว้นชีวิตผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือทารก แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ต้องถูกทำลาย
ในภาษาฮีบรู การทำลายล้างเช่นนี้เรียกว่า Cherem ซึ่งหมายถึงการทำลายทั้งหมดเพื่อถวายแด่พระผู้เป็นเจ้า
ซาอูลนำกองทัพออกสู่สงครามและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออามาเลข แต่เขาหยุดก่อนจะทำภารกิจให้เสร็จสมบูรณ์
เขาไว้ชีวิตอากัก กษัตริย์ของพวกเขา และเก็บปศุสัตว์ที่ดีที่สุดไว้ โดยอ้างว่าจะนำไปถวายเป็นเครื่องบูชา
คำตอบจากพระผู้เป็นเจ้านั้นมาอย่างรวดเร็ว
ซามูเอลได้รับคำสั่งให้ไปแจ้งแก่กษัตริย์ว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยที่ตั้งซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์ เพราะเขาเลือกใช้วิจารณญาณของตนเองแทนการเชื่อฟังพระบัญชา
ในตอนจบของเรื่อง ซามูเอลเป็นผู้หยิบดาบขึ้นมาสังหารอากักด้วยตนเอง
ซาอูลถูกปลดจากตำแหน่งกษัตริย์ และดาวิดได้รับเลือกขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่
– – – –
[ ภารกิจที่ยังไม่เสร็จ ]
เรื่องราวนี้มีความหมายมากกว่าประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์ มันกลายเป็นแกนกลางของแนวคิดทางเทววิทยาที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “อามาเลข”
ในความเข้าใจแบบนี้ อามาเลขไม่ได้เป็นเพียงชนเผ่าในอดีตอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ศัตรูตามแบบในพระคัมภีร์”
ศัตรูที่ต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้น
ศัตรูที่การประนีประนอมถือเป็นความผิด
และศัตรูที่การยังคงมีชีวิตอยู่ของพวกเขาถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าภารกิจยังไม่เสร็จสมบูรณ์
หลังการโจมตีของฮามาสต่ออิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ภาษาเช่นนี้เริ่มปรากฏในคำพูดของผู้นำอิสราเอลอย่างเปิดเผย
เนทันยาฮูใช้คำว่า “อามาเลข” หลายครั้งในสุนทรพจน์ของเขา รัฐมนตรีกลาโหมใช้ ผู้บัญชาการทหารก็ใช้ ราวกับว่ามันเป็นศัพท์ทางการเมืองที่เข้าใจกันทั่วไป
แต่ในความเป็นจริง คำนี้อ้างถึงกรอบความคิดในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายศัตรูอย่างสมบูรณ์
– – – –
[ เมื่อเทววิทยากลายเป็นภาษาการเมือง ]
หากมองตามตรรกะของเรื่องเล่าในพระคัมภีร์ ซาอูลถูกลงโทษเพราะทำภารกิจไม่สมบูรณ์ ขณะที่ซามูเอลได้รับการยกย่องเพราะทำให้คำสั่งนั้นสำเร็จ
ในกรอบความคิดนี้ การทำลายล้างไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ได้รับอนุญาต แต่ถูกมองว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า
ความไม่สมบูรณ์ของภารกิจคือความล้มเหลวทางศาสนา
การปล่อยให้ศัตรูมีชีวิตอยู่คือการฝ่าฝืนพระบัญชา
เมื่อแนวคิดเช่นนี้ถูกนำมาใช้ในภาษาแห่งการเมืองร่วมสมัย ความหมายของมันจึงลึกกว่าการเปรียบเปรยทางวาทศิลป์
มันคือการนำกรอบความคิดจากพระคัมภีร์มาใช้กำหนดวิธีมองศัตรู วิธีมองสงคราม และวิธีมองภารกิจของรัฐ
และกรอบความคิดนั้นกำลังถูกกล่าวถึงโดยผู้นำของประเทศที่ถือครองหนึ่งในกองกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก รวมถึงมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ
____________
⚫️ 3. เมื่อสิทธิจากพระเจ้าถูกยกขึ้นเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ ⚪️
ภาษาทางศาสนาที่ปรากฏในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในอิสราเอล มันได้ข้ามพรมแดนไปสู่เวทีการเมืองของมหาอำนาจโลก และนั่นเองที่ทำให้ช่วงเวลานี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิสราเอล ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดคริสเตียนไซออนิสต์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อโทรทัศน์อเมริกันว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญามอบดินแดนระหว่างแม่น้ำไนล์และแม่น้ำยูเฟรทีสแก่ลูกหลานของอิสราเอล ดังนั้นชาวยิวจึงมีสิทธิจากพระเจ้าในการปกครองพื้นที่นั้น
คำกล่าวเช่นนี้ควรถูกพิจารณาอย่างจริงจัง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศที่โดยหลักการยืนอยู่บนระเบียบโลกแบบรัฐชาติ ซึ่งยอมรับอธิปไตยของรัฐ ยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสหประชาชาติ เพิ่งประกาศต่อสาธารณะว่าพันธสัญญาในพระคัมภีร์เมื่อหลายพันปีก่อนมีน้ำหนักเหนือกว่าระบบกฎหมายระหว่างประเทศที่มนุษยชาติร่วมกันสร้างขึ้นมา
ข้อความที่เขาอ้างถึงมาจากพันธสัญญาของอับราฮัม ซึ่งกล่าวถึงดินแดนตั้งแต่แม่น้ำแห่งอียิปต์ไปจนถึงแม่น้ำยูเฟรทีส
จากการตีความข้อความนี้เองที่ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง “Greater Israel” ซึ่งจินตนาการถึงอาณาเขตที่กว้างไกลกว่ารัฐอิสราเอลปัจจุบันอย่างมาก ครอบคลุมจอร์แดน เลบานอน พื้นที่ส่วนใหญ่ของซีเรีย และบางส่วนของอิรัก
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เขาเชื่ออะไร
ประเด็นอยู่ที่เขาพูดในฐานะอะไร
เขาไม่ได้พูดในฐานะนักวิชาการศาสนา ไม่ได้พูดในฐานะนักเทศน์ แต่พูดในฐานะตัวแทนทางการทูตของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก และรัฐบาลของเขาก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธหรือแก้ไขคำกล่าวนั้น
สิ่งที่เห็นชัดคือการทำงานของมาตรฐานสองชุดในเวทีโลก
เมื่อผู้นำศาสนาอิสลามกล่าวถึงความอยุติธรรมในประวัติศาสตร์จากพระคัมภีร์ระหว่างการเทศนาธรรมวันศุกร์ สื่อตะวันตกมักตีความทันทีว่าเป็นสัญญาณของความหัวรุนแรงหรือการปลุกระดม
แต่เมื่อเอกอัครราชทูตของสหรัฐอ้างพันธกิจจากพระคัมภีร์ไบเบิลเพื่ออธิบายความชอบธรรมของการครอบครองดินแดนในตะวันออกกลาง ปฏิกิริยาของโลกกลับเป็นเพียงการมองว่าเขาอาจพูดเกินไปเล็กน้อย เพราะเขาเป็น “คนที่มีศรัทธา”
ท้ายที่สุด เขายังคงดำรงตำแหน่งเดิม
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความย้อนแย้งเล็กน้อยในวาทกรรมทางการเมือง แต่มันสะท้อนภาพที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการสั่นคลอนของแนวคิดเรื่องระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกฎหมาย
ในทางปฏิบัติ จุดอ้างอิงของนโยบายสหรัฐในภูมิภาคนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้ตั้งอยู่บนกฎบัตรสหประชาชาติ และไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักอธิปไตยของรัฐชาติ
มันตั้งอยู่บนการตีความข้อความทางเทววิทยาจากคัมภีร์ศาสนา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นกรอบอธิบายนโยบายของรัฐในโลกสมัยใหม่
ในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ เหตุการณ์เช่นนี้แทบไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ทำเช่นนั้นคือมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของระบบระหว่างประเทศ
____________
⚫️ 4. การเจรจาที่ไม่เคยตั้งใจให้เป็นการเจรจา ⚪️
สงครามที่เริ่มต้นในเช้าวันนั้น แทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน สัญญาณเตือนต่าง ๆ ปรากฏอยู่ก่อนหน้าอย่างชัดเจน เพียงแต่ถูกบดบังด้วยภาพของเวทีการทูตที่ถูกจัดวางไว้อย่างแนบเนียน
สำหรับผู้ที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ นี่เป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ในการปะทะกับอิหร่านครั้งก่อน หลังจากสู้รบต่อเนื่อง 12 วัน ภาษาของการทูตก็เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง มีการพูดถึงการหยุดยิง ตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ พบปะกัน คำแถลงอย่างเป็นทางการถูกส่งผ่านไปมา แต่ในเวลาเดียวกัน การสู้รบกลับขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
การเจรจามีอยู่จริง แต่ทำหน้าที่เป็นฉากหน้าเท่านั้น
ครั้งนี้รูปแบบเดิมปรากฏกลับมาอีกครั้ง แต่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
ทีมงานของโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศต่อสาธารณะเพียงไม่กี่วันก่อนการโจมตีว่าจะมีการเจรจารอบใหม่ในวันศุกร์ถัดไป ปฏิทินทางการทูตถูกเผยแพร่ต่อสื่อทั่วโลก ราวกับต้องการยืนยันว่าช่องทางทางการเมืองยังคงเปิดอยู่
แต่ในเวลาเดียวกัน ความเคลื่อนไหวทางทหารก็กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ
กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford กำลังเคลื่อนผ่านน่านน้ำสากลมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งอิสราเอล และมันมาถึงพื้นที่ปฏิบัติการในคืนก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นพอดี
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดอาจอยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นในเจนีวา ระหว่างการเจรจาครั้งสุดท้ายเพียงสองวันก่อนการโจมตี
ในการเจรจาครั้งนั้น อิหร่านยอมรับเงื่อนไขเกือบทั้งหมดที่สหรัฐเคยประกาศต่อสาธารณะ
ยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะในระดับร้อยละ 60 ซึ่งเคยถูกประกาศว่าเป็นเส้นแดงสำคัญ จะถูกลดระดับลงสู่มาตรฐานสำหรับเครื่องปฏิกรณ์พลเรือนที่ร้อยละ 3 ถึง 5 ซึ่งใช้สำหรับการผลิตพลังงานเท่านั้น
กระบวนการเสริมสมรรถนะจะถูกระงับ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ International Atomic Energy Agency (IAEA) จะได้รับสิทธิ์ตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ทั้งหมด
แม้แต่กรอบสำหรับการหารือทางเทคนิคในสัปดาห์ถัดไปก็ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
ในช่วงดึกของวันเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางลับระหว่างสหรัฐและอิหร่านมานานหลายทศวรรษ ออกมายืนยันว่ามีข้อตกลงในหลักการเกิดขึ้นแล้ว
อิหร่านยอมลดคลังยูเรเนียม ยอมให้การตรวจสอบจากนานาชาติ และยอมระงับกระบวนการเสริมสมรรถนะ
ทุกข้อเรียกร้องถูกวางไว้บนโต๊ะเจรจา แต่เพียงสองวันหลังจากนั้น สงครามก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไป ข้อสรุปหนึ่งจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้
สงครามครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับยูเรเนียม และไม่ได้เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์
ประเด็นเหล่านั้นเป็นเพียงกรอบคำอธิบายที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาคมโลก และเป็นคำอธิบายที่สื่อกระแสหลักตะวันตกพร้อมจะนำไปขยายความต่อโดยไม่ตั้งคำถามมากนัก
ในระดับที่ลึกกว่านั้น สงครามครั้งนี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจของตะวันออกกลาง
มันเกี่ยวกับคำถามพื้นฐานข้อหนึ่ง “ใครจะเป็นผู้กำหนดสมดุลอำนาจของภูมิภาค”
และวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายใดจะกลายเป็นกรอบใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่นี้
ในความหมายนี้ สงครามไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันทางทหาร แต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดทิศทางของทั้งภูมิภาค
การต่อสู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกับอำนาจ การเมือง และจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตของตะวันออกกลางเอง
____________
⚫️ 5. ยุทธศาสตร์ใหญ่ของเนทันยาฮู: ตะวันออกกลางแบบที่เขาต้องการสร้าง ⚪️
หากต้องการเข้าใจว่าอิสราเอลกำลังพยายามบรรลุอะไรในระยะยาว จำเป็นต้องประกอบภาพวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของเบนจามิน เนทันยาฮูขึ้นมาใหม่
ภาพนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนการคาดเดา แต่ปรากฏอยู่แล้วในคำกล่าวของเขาเอง ในรายงานของสื่ออิสราเอล และในรูปแบบการตัดสินใจที่เกิดซ้ำตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เนทันยาฮูเคยพูดเองในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่ง ซึ่งต่อมาถูกผู้สื่อข่าวอิสราเอลรายงานออกมา ตอนที่มีคนถามถึงความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับ การปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติ และข้อตกลงอับราฮัม
คำถามนั้นว่าด้วยแนวทางการทูต ว่าการได้รับการยอมรับจากภูมิภาคสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหม
คำตอบของเนทันยาฮูตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
หากอิสราเอลสามารถทำให้อิหร่านคุกเข่าลงได้ รัฐอื่น ๆ ในภูมิภาคจะเข้าหาอิสราเอลเอง โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการต่อรอง และไม่มีอำนาจต่อรองใดเหลืออยู่ พวกเขาจะมา เพราะไม่มีทางเลือกอื่น
นี่ไม่ใช่ภาษาของการประนีประนอม แต่เป็นภาษาของการบังคับให้ยอมจำนน
ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนสงครามครั้งล่าสุด เนทันยาฮูยังพูดถึงแนวคิดที่กว้างกว่านั้น เขาเรียกมันว่า “พันธมิตรหกเหลี่ยม” หรือ hexagonal alliance
โครงสร้างพันธมิตรนี้ประกอบด้วยอิสราเอล ไซปรัส กรีซ อินเดีย และรัฐอาหรับกับรัฐแอฟริกาบางประเทศที่ไม่ได้ถูกระบุชื่ออย่างชัดเจน เป้าหมายของมันคือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นภัยคุกคามสองแกน
แกนแรกคือ “กลุ่มชีอะฮ์หัวรุนแรง” ซึ่งเขาระบุว่ามีอิหร่านเป็นศูนย์กลาง
อีกแกนหนึ่งคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “แกนซุนนีหัวรุนแรง”
คำจำกัดความหลังนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอุดมการณ์ทางศาสนา แต่ถูกกำหนดด้วยท่าทีทางการเมือง
รัฐใดก็ตามที่ยังไม่ยอมรับความเป็นผู้นำของอิสราเอลในภูมิภาค สามารถถูกจัดให้อยู่ในหมวดนี้ได้ทันที
ภายใต้กรอบดังกล่าว ประเทศอย่างปากีสถานจึงเข้าข่ายโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นรัฐมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีอาวุธนิวเคลียร์และยังไม่ได้ปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล
ตุรกีก็เข้าข่ายเช่นกัน เนื่องจากกำลังขยายอิทธิพลของตนทั้งในซีเรียและในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
แม้แต่ซาอุดีอาระเบียเองก็ยังอยู่ในพื้นที่สีเทา ตราบใดที่กระบวนการปรับความสัมพันธ์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ในทางปฏิบัติ หมวดหมู่ที่เรียกว่า “ซุนนีหัวรุนแรง” จึงทำหน้าที่เหมือนตาข่ายทางยุทธศาสตร์ที่กว้างมาก มันครอบคลุมรัฐมุสลิมแทบทุกประเทศที่ยังคงรักษาเอกราชทางยุทธศาสตร์ของตนเองไว้
เมื่อมองในภาพรวม สิ่งที่ปรากฏจึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์เชิงป้องกัน
แต่มันคือพิมพ์เขียวของระเบียบภูมิรัฐศาสตร์แบบหนึ่ง
ระเบียบที่อิสราเอลตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุดของภูมิภาคอย่างถาวร ไม่ใช่ผ่านการประสานผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ผ่านการลดทอนหรือกำจัดศูนย์กลางอำนาจทุกแห่งที่สามารถเสนอทางเลือกอื่นให้กับตะวันออกกลางได้
____________
⚫️ 6. ตุรกี: ภัยคุกคามที่ไม่มีใครอยากพูดถึง ⚪️
เพื่อเข้าใจว่าทำไมตุรกีจึงเริ่มถูกมองว่าเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ต่ออิสราเอล จำเป็นต้องพิจารณาวิธีคิดของนักยุทธศาสตร์อิสราเอลจากแหล่งข้อมูลที่เปิดเผยออกมา
หนึ่งในนั้นคือบทความของ โยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายความมั่นคงของประเทศ บทความดังกล่าวสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา
กัลแลนต์เริ่มต้นการวิเคราะห์ด้วยอิหร่าน โดยยอมรับว่าอิทธิพลของเตหะรานในภูมิภาคกำลังลดลง และแรงกดดันเพิ่มเติมก็อาจทำให้ลดลงไปอีก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของเขาไม่ได้อยู่ที่การอ่อนตัวของอิหร่าน แต่อยู่ที่ผลกระทบที่จะตามมา เขาเตือนว่าการเสื่อมถอยของอิทธิพลอิหร่านกำลังสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “สุญญากาศเชิงยุทธศาสตร์” ในตะวันออกกลาง และรัฐที่มีศักยภาพจะก้าวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นมากที่สุดคือ “ตุรกี”
คำถามสำคัญคือเหตุใดจึงเป็นตุรกี ไม่ใช่รัฐอาหรับอื่นในภูมิภาค คำอธิบายของกัลแลนต์ชี้ไปที่ปัจจัยด้านขีดความสามารถของรัฐ ตุรกีมีอุตสาหกรรมการทหารที่พัฒนาอย่างจริงจัง และสามารถผลิตเทคโนโลยีทางทหารของตนเองได้
ตัวอย่างที่ชัดคือโดรน Bayraktar TB2 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบสงครามสมัยใหม่ ตั้งแต่ลิเบีย นากอร์โน-คาราบัค ไปจนถึงยูเครน
นอกจากขีดความสามารถทางทหาร ตุรกียังมีโครงสร้างรัฐที่ทำงานได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของ NATO ซึ่งมอบทั้งหลักประกันด้านความมั่นคงและความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศในระดับที่อิหร่านไม่สามารถมีได้
ตุรกียังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่ายพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย สหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา
ในทางตรงกันข้าม อิหร่านต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และยังเผชิญความหวาดระแวงจากรัฐอาหรับต่อการขยายอิทธิพลของชีอะฮ์ ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตุรกีในระดับเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ กัลแลนต์จึงมองว่าตุรกีอาจกลายเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ต่ออิสราเอลในระยะยาว มากกว่าที่อิหร่านเป็นอยู่ในปัจจุบันเสียอีก
สนามแข่งขันที่เห็นได้ชัดที่สุดคือซีเรีย ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์อิสราเอล ซีเรียที่เหมาะสมต่อดุลอำนาจของภูมิภาคคือซีเรียที่ยังคงแตกเป็นหลายศูนย์กลางอำนาจ ไม่สามารถรวมศูนย์อำนาจหรือฉายอิทธิพลออกไปนอกประเทศได้
แต่พัฒนาการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น การมีฐานทัพของตุรกีในภาคเหนือของซีเรีย อิทธิพลทางการทหารและการเมืองในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจใหม่ในซีเรีย ล้วนทำให้ตุรกีมีบทบาทเป็นศูนย์กลางอำนาจที่มีเอกภาพและได้รับการสนับสนุนจากภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุทธศาสตร์อิสราเอลพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด
อีกมิติหนึ่งของการแข่งขันอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลักนิยม “มาตุภูมิสีน้ำเงิน” หรือ Blue Homeland ของตุรกี ได้ขยายการอ้างสิทธิ์ทางทะเลเข้าสู่ตอนกลางของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านข้อตกลงกับลิเบีย ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิในทรัพยากรพลังงานนอกชายฝั่งของอิสราเอลและไซปรัส
อิสราเอลจึงตอบโต้ด้วยการกระชับความร่วมมือกับกรีซและไซปรัส ซึ่งทั้งสองประเทศเองก็มีข้อพิพาทกับตุรกีมาอย่างยาวนานอยู่แล้ว
เมื่อพิจารณาภาพรวม รูปแบบทางยุทธศาสตร์เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น อิสราเอลกำลังพยายามสร้างแนวร่วมเพื่อถ่วงดุลและจำกัดอิทธิพลของศูนย์กลางอำนาจอิสระทุกแห่งในภูมิภาค
และในสมการใหม่นี้ ตุรกีไม่ได้ถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการแข่งขันทางอำนาจในระยะยาว
____________
⚫️ 7. รายงานนาเกล: ตัวเลขที่บอกทิศทางยุทธศาสตร์ ⚪️
ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ภายในโครงสร้างด้านความมั่นคงของอิสราเอลมีคณะกรรมาธิการวางแผนยุทธศาสตร์ลับที่ประชุมกันทุกปี คณะนี้เรียกว่าคณะกรรมาธิการนาเกล (Nagel Committee) ตั้งชื่อตามประธานคือ ยาคอฟ นาเกล หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการความมั่นคงอิสราเอล
คณะกรรมาธิการนี้รวมผู้บริหารระดับสูงจากทุกหน่วยงานสำคัญ ทั้งข่าวกรองทางทหาร การวางแผนปฏิบัติการ การจัดหาอาวุธ และการประเมินยุทธศาสตร์
สิ่งที่คณะผลิตออกมาคือรายงานลับที่ในทางปฏิบัติก็คือพิมพ์เขียวงบประมาณกลาโหมของอิสราเอล รายงานนี้จะถูกแปลงเป็นตัวเลขและขีดความสามารถจริง ต้องมีเรือดำน้ำกี่ลำ เครื่องบินกี่ฝูง ระบบป้องกันขีปนาวุธแบบไหน หรือศักยภาพโจมตีเชิงรุกระดับใด
บางส่วนของรายงานประจำปี 2025 หลุดออกสู่สื่ออิสราเอล ยังไม่มีใครรู้แน่ว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเป็นการปล่อยข้อมูลเพื่อส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเนื้อหาที่ปรากฏออกมา
รายงานระบุว่าแม้อิสราเอลจะสร้างความสามารถในการยับยั้งศัตรูได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่กำลังเผชิญอยู่ คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้จัดสรรงบประมาณในสัดส่วน 70 ต่อ 30 โดย 70 เปอร์เซ็นต์ใช้สำหรับ “ศักยภาพเชิงรุกและการฉายอำนาจทางทหาร” ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ใช้สำหรับการป้องกัน
นี่ไม่ใช่แนวคิดของประเทศที่เตรียมรับการโจมตีแล้วค่อยตอบโต้ แต่เป็นแนวคิดของประเทศที่เตรียมพร้อมจะโจมตีก่อน และสามารถดำเนินการในหลายสมรภูมิพร้อมกัน
รายงานยังระบุภัยคุกคามหลัก 2 ประเภท ประเภทแรกคืออิหร่านและเครือข่ายชีอะห์ (Shia axis) ซึ่งแม้อิทธิพลจะถูกลดทอนลงแล้ว แต่ยังไม่ถูกทำลายอย่างเด็ดขาด จึงต้องรักษาการลงทุนด้านการโจมตีเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาฟื้นตัว
ส่วนภัยคุกคามประเภทที่สอง ซึ่งแทบไม่เคยถูกพูดถึงในพื้นที่สาธารณะ คือตุรกี รายงานระบุชัดเจนว่าความสามารถด้านโดรนของตุรกีจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ในระดับใหญ่ กองกำลังยานเกราะของตุรกีต้องได้รับการตอบสนองเชิงปริมาณจากอิสราเอล และซีเรีย ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่ตุรกีมีบทบาทอยู่ ต้องถูกปรับให้กลายเป็นพื้นที่ที่อิสราเอลมีอิทธิพลแทน
เพื่อดำเนินยุทธศาสตร์ใหม่นี้ จากการยับยั้งที่มุ่งไปที่อิหร่าน ไปสู่การยับยั้งและฉายอำนาจต่อทั้งอิหร่านและตุรกี คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมอีก “15,000 ล้านเชเกล” ต่อปี ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป
รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติข้อเสนอนี้แล้ว และเงินจำนวนนั้นกำลังถูกจัดสรรในขณะนี้
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่บทวิเคราะห์เชิงทฤษฎีจากนักวิชาการในสถาบันวิจัย แต่คือนโยบายของรัฐที่ผ่านกระบวนการงบประมาณอย่างเป็นทางการ และกำลังถูกนำไปปฏิบัติจริง
ดังนั้น หากมีใครยังกล่าวว่าสงครามครั้งนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ก็มีความเป็นไปได้สองอย่าง คือเขาไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน หรือกำลังทำให้ภาพรวมคลาดเคลื่อนบิดเบือนโดยตั้งใจ
ประเด็นนิวเคลียร์เป็นเพียงเหตุผลที่ใช้ต่อสาธารณะ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของอิสราเอลคือการสร้างความเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค และรายชื่ออุปสรรคต่อเป้าหมายนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่เตหะรานอีกต่อไป
____________
⚫️ 8. ฉันทามติของการเมืองอิสราเอล แม้แต่ในฝ่ายที่เรียกว่า “สายกลาง” ⚪️
ยังมีความเชื่อหนึ่งที่แพร่หลายในโลกอาหรับและโลกมุสลิม ความเชื่อนั้นคือ “ปัญหาอยู่ที่เนทันยาฮูและรัฐบาลขวาจัด” ของเขาเท่านั้น
หลายคนเชื่อว่านี่เป็นแค่ความผิดปกติชั่วคราวของการเมืองอิสราเอล และภายในระบบนั้นยังมีคนที่มีเหตุผล มีคนที่ต้องการสันติภาพ และเข้าใจการอยู่ร่วมกัน หากคนเหล่านั้นได้มีอำนาจ ทิศทางของอิสราเอลก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ความหวังเช่นนี้มักผูกอยู่กับการเลือกตั้ง ถ้าเมื่อไหร่ที่ยาอีร์ ลาพิด (Yair Lapid) ชนะ หรือเมื่อไหร่ที่กลุ่มสายกลางขึ้นมาบริหารประเทศ
ลาพิดคือผู้นำฝ่ายค้านอิสราเอล และในสายตาสื่อระหว่างประเทศ เขามักถูกอธิบายว่าเป็นนักการเมืองสายกลาง มีเหตุผล และเป็นทางเลือกที่สมดุลกว่ารัฐบาลปัจจุบัน
แต่ในสุนทรพจน์สำคัญครั้งหนึ่ง เขาอธิบายวิธีคิดของตัวเองไว้ตรง ๆ ว่า
อิสราเอลพยายามมาหลายปีแล้วที่จะทำให้ผู้คนในภูมิภาครักตนเอง แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ามันจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีทางเลือกเพียงสามทาง คือ
“ทำให้พวกเขากลัว” “ทำให้พวกเขาเคารพอำนาจและยอมรับการครอบงำ” หรือ “ทำให้อิสราเอลเป็นประโยชน์ต่อมหาอำนาจที่สนับสนุนตน” ซึ่งก็คือสหรัฐอเมริกา
ในกรอบความคิดนี้ ไม่มีทางเลือกที่สี่ ไม่มีแนวคิดเรื่องการยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่มีการพูดถึงการอยู่ร่วมกันในฐานะที่เท่าเทียม
ผู้คนในภูมิภาคถูกมองได้เพียงสามสถานะเท่านั้น ศัตรูที่ต้องถูกทำให้กลัว ผู้ชมที่ต้องถูกทำให้ยอมรับอำนาจ หรือปัจจัยที่จัดการได้ผ่านการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา
สิ่งนี้เผยให้เห็นความจริงที่มีมานานแต่ตอนนี้ชัดเจนขึ้นมาก นั่นคือฉันทามติร่วมกันของชนชั้นการเมืองอิสราเอล ตั้งแต่กลุ่มชาตินิยมศาสนาในรัฐบาล ไปจนถึงกลุ่มเสรีนิยมในฝ่ายค้าน
ฉันทามตินั้นประกอบด้วยแนวคิดหลักหลายอย่าง ช่วงเวลาทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบันเป็นโอกาสที่ต้องใช้ให้เต็มที่ เวสต์แบงก์ไม่ใช่เรื่องที่จะมีการเจรจาอย่างจริงจังอีกต่อไป นโยบายภูมิภาคต้องอาศัยการยับยั้งและพลังทางทหารมากกว่าการทูต และความแตกแยกของโลกอาหรับและโลกมุสลิมถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปัญหา
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำอาหรับจำนวนมากพยายามพิสูจน์ว่าตนไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล ทั้งลงนามในข้อตกลง เปิดการติดต่อทางการเมือง ลดการพัฒนาทางทหาร เสนอความร่วมมือด้านข่าวกรอง และปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติในหลายด้าน
แต่ในสายตาของนักยุทธศาสตร์อิสราเอล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หลักประกันใด ๆ ผู้นำที่เป็นมิตรในไคโรวันนี้ อาจถูกแทนที่ด้วยผู้นำที่ไม่เป็นมิตรในอีก 10 หรือ 15 ปีข้างหน้า
ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยที่สุดในสายตาของพวกเขาคือ ทำให้ศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคอย่างไคโร ริยาดห์ อังการา และอิสลามาบัด อ่อนแอเกินกว่าจะท้าทายได้ แตกแยกเกินกว่าจะรวมพลังกันได้ และยุ่งอยู่กับปัญหาภายในมากเกินกว่าจะกลายเป็นภัยคุกคาม
ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล หากมองจากประวัติศาสตร์และความรู้สึกเปราะบางด้านความมั่นคงของอิสราเอล
แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ทำให้สันติภาพถาวรแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะสันติภาพที่ต้องอาศัยความอ่อนแอถาวรของเพื่อนบ้านไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริง
มันเป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่สมดุล และประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นเสมอว่าความไม่สมดุลเช่นนั้นย่อมถูกปรับแก้ในที่สุด บางครั้งก็ด้วยความรุนแรงที่เกินกว่าใครจะคาดคิด
และคนที่พูดสิ่งเหล่านี้คือผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ทางเลือกที่มีเหตุผล”
____________
⚫️ 9. บทเรียนจากสงครามครูเสด: ประวัติศาสตร์ที่ถูกอ่านในฐานะคำเตือนเชิงยุทธศาสตร์ ⚪️
ในอิสราเอล ยุคสงครามครูเสดไม่ได้ถูกศึกษาในฐานะประวัติศาสตร์โบราณเท่านั้น แต่ถูกวิเคราะห์ในฐานะบทเรียนด้านยุทธศาสตร์โดยตรง มีศูนย์วิจัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองซึ่งศึกษาเรื่องรัฐครูเสด (Crusader kingdoms) อย่างจริงจัง
ทั้งวิธีที่รัฐเหล่านั้นก่อตัว วิธีบริหารอำนาจ ความขัดแย้งภายใน และเหตุผลที่ทำให้โครงการครูเสดในตะวันออกกลางล่มสลาย จุดสนใจหลักไม่ใช่เรื่องอดีต แต่คือคำถามว่ารัฐแบบไหนถึงจะอยู่รอดในภูมิภาคนี้ได้
ก่อนสงครามครูเสด ยุโรปแทบไม่มีเอกภาพทางการเมืองเลย ทวีปนี้เต็มไปด้วยรัฐเล็ก ๆ หลายร้อยแห่ง เมืองต่าง ๆ แทบเป็นอาณาจักรของตัวเอง ขุนนางแต่ละคนมีทหารของตัวเอง และพรมแดนเกือบทุกแห่งเต็มไปด้วยสงครามระหว่างเพื่อนบ้าน
แม้จะมีกษัตริย์ในอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี แต่ในความเป็นจริงอำนาจของพวกเขาจำกัดอยู่เพียงระบบศักดินารอบตัว ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ยุโรป และยังไม่มีโครงการทางการเมืองร่วมกันของทั้งทวีป
ในช่วงเวลาเดียวกัน โลกอิสลามแม้จะมีความแตกแยกทางการเมืองระหว่างราชวงศ์ต่าง ๆ แต่ในเชิงอารยธรรมกลับอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งกว่าอย่างชัดเจน
เมืองอย่างแบกแดด ไคโร และคอร์โดบา เป็นศูนย์กลางความรู้ของโลก มีมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และหอดูดาว วิทยาศาสตร์และปรัชญากำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ความรู้จำนวนมากในยุโรปถูกถ่ายทอดผ่านการแปลจากโลกอิสลาม แม้รัฐการเมืองในโลกมุสลิมจะแตกออกเป็นหลายอาณาจักรอย่างอเลปโป ดามัสกัส และฮามา แต่ในระดับอารยธรรม โลกอิสลามยังมีศักยภาพสูงกว่าอย่างเถียงไม่ได้
สงครามครูเสดจึงมีผลสำคัญต่อยุโรปในแบบที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง มันกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นเอกภาพ พระสันตะปาปาต้องการภารกิจที่ทำให้ความขัดแย้งภายในยุโรปถูกพักไว้ชั่วคราว เขาใช้แนวคิดการปลดปล่อยสุสานศักดิ์สิทธิ์ (Holy Sepulchre) เป็นศูนย์กลางการระดมกำลัง
เรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกเผยแพร่ผ่านเครือข่ายของคริสตจักรทั่วทวีป ผลลัพธ์คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บรรดาขุนนางที่เคยทำสงครามกันเองกลับรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับศัตรูร่วม ความรุนแรงที่เคยเกิดภายในยุโรปถูกเบี่ยงออกไปสู่ภายนอก และอำนาจของราชวงศ์ก็เริ่มรวมศูนย์มากขึ้น
สงครามครูเสดครั้งที่สาม (Third Crusade) ซึ่งนำโดยริชาร์ดใจสิงห์ (Richard the Lionheart) ฟิลิปแห่งฝรั่งเศส (Philip of France) และบาร์บารอสซา (Barbarossa) เป็นตัวอย่างชัดเจนของการประสานกำลังระหว่างกษัตริย์ยุโรประดับใหญ่ และกองทัพเหล่านั้นเกือบจะทำลายอำนาจของซอลาฮุดดีนได้สำเร็จ
คำถามที่นักยุทธศาสตร์อิสราเอลสนใจมากที่สุดคือ “เหตุใดรัฐครูเสดจึงล่มสลายในที่สุด”
คำตอบที่ถูกสรุปในเชิงยุทธศาสตร์คือ “ความเป็นเอกภาพของฝ่ายมุสลิม” เมื่อซอลาฮุดดีนสามารถรวมอียิปต์กับภูมิภาคลิแวนต์ (ชาม) ภายใต้อำนาจเดียวได้สำเร็จ โครงการครูเสดก็เริ่มสูญเสียข้อได้เปรียบที่สำคัญ
นโยบายนี้เริ่มต้นโดยนูรุดดีน ซังกีย์ และซอลาฮุดดีนเป็นผู้ที่ทำให้สมบูรณ์ เมื่อไคโรกับดามัสกัสไม่แข่งขันกันอีกต่อไป รัฐครูเสดก็ไม่สามารถใช้ความแตกแยกนั้นเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ได้อีก
ครูเสดเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงพยายามโจมตีอียิปต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อป้องกันไม่ให้การรวมตัวนั้นเกิดขึ้น ในขณะที่ฝ่ายมุสลิมก็เข้าใจดีเช่นกันว่า การรวมตัวทางการเมืองคือเงื่อนไขพื้นฐานของการปลดปล่อยดินแดน
นักยุทธศาสตร์อิสราเอลจำนวนมากอ่านประวัติศาสตร์นี้ในลักษณะเดียวกัน พวกเขามองว่าความเป็นเอกภาพของโลกอิสลามอาจกลายเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อรัฐอิสราเอล คล้ายกับที่การรวมตัวของอียิปต์กับซีเรียภายใต้ซอลาฮุดดีนเคยเป็นภัยต่อรัฐครูเสด
ดังนั้นความแตกแยกภายในโลกอาหรับและมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นความต่างทางนิกาย ชาติพันธุ์ หรือการเมือง จึงมักถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อความมั่นคงของอิสราเอล
บทเรียนที่ถูกดึงจากยุคครูเสดจึงไม่ใช่แค่คำเตือนทางประวัติศาสตร์ แต่กลายเป็นหลักคิดทางยุทธศาสตร์ กล่าวคือ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดการรวมตัวทางการเมืองในภูมิภาคในระดับเดียวกับที่ซอลาฮุดดีนเคยสร้างขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ความพยายามใดก็ตามที่นำไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐอาหรับหรือมุสลิมจึงมักถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
และพันธมิตรระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นตุรกีกับกาตาร์ ซาอุดีอาระเบียกับปากีสถาน หรืออียิปต์กับซีเรีย มักกลายเป็นประเด็นที่อิสราเอลใช้เครื่องมือทางการทูตและข่าวกรองเข้าไปติดตามหรือพยายามจำกัดอิทธิพล
____________
⚫️ 10. บทเรียนจากการล่มสลายของคอวารอซม์ ⚪️
ประวัติศาสตร์บางเหตุการณ์มีลักษณะเหมือนคำเตือนที่สะท้อนมาถึงปัจจุบัน และการล่มสลายของจักรวรรดิคอวารอซม์ในศตวรรษที่ 13 ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ในเวลานั้น คอวารอซม์ (Khwarazmian Empire) คือมหาอำนาจสำคัญของโลกอิสลามทางตะวันออกของแบกแดด ครอบคลุมดินแดนกว้างใหญ่ตั้งแต่อุซเบกิสถาน ผ่านอิหร่านตอนเหนือไปจนถึงอัฟกานิสถาน มีทั้งกองทัพเข้มแข็ง เศรษฐกิจมั่งคั่ง และอารยธรรมที่พัฒนาแล้ว
เมื่อกองทัพมองโกลของเจงกิสข่านเริ่มบุกโจมตี โลกอิสลามในขณะนั้นกลับไม่ได้เป็นเอกภาพ เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ในแบกแดดกำลังมีความขัดแย้งทางการเมืองกับผู้ปกครองของคอวารอซม์
ความเป็นคู่แข่งนี้ทำให้เขาไม่ได้มองรัฐมุสลิมทางตะวันออกเป็นพันธมิตร เมื่อคอวารอซม์พ่ายแพ้ต่อมองโกล เขากลับสั่งให้มีการเฉลิมฉลองในเมืองหลวงของตน ผู้คนในแบกแดดจัดงานเลี้ยงและแสดงความยินดีต่อการล่มสลายของรัฐคู่แข่ง
แต่ความยินดีนั้นอยู่ได้ไม่นาน
เพียงไม่กี่ปีต่อมา กองทัพมองโกลก็เดินทางมาถึงแบกแดด การล่มสลายของคอวารอซม์ได้ทำลายกำแพงกันชนเพียงแห่งเดียวที่คอยขวางเส้นทางการรุก เมื่อกำแพงนั้นหายไป เมืองหลวงของจักรวรรดิอับบาซียะฮ์ก็ไม่มีสิ่งใดคุ้มกันอีกต่อไป
ในปี ค.ศ. 1258 แบกแดดถูกทำลาย เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายถูกสังหาร และหอสมุดบัยตุลฮิกมะฮ์ ศูนย์กลางความรู้ของโลกในยุคนั้นถูกเผาทำลายสิ้น
บทเรียนชัดเจนอย่างยิ่ง เคาะลีฟะฮ์ได้เฉลิมฉลองการล่มสลายของพลังที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันของตัวเอง เพราะความบาดหมางทางการเมือง เขาไม่ตระหนักว่าความแข็งแกร่งของคอวารอซม์แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบ ก็ยังช่วยป้องกันภัยที่ใหญ่กว่าอยู่
เหตุการณ์ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงในลักษณะที่น่ากังวล ความรู้สึกยินดีต่อการอ่อนแอลงของอิหร่านเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะนโยบายของอิหร่านในหลายพื้นที่ได้สร้างความเสียหายต่อสังคมอาหรับและทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคยืดเยื้อ
แต่คำถามที่สำคัญไม่ใช่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลอิหร่าน คำถามที่สำคัญกว่าคือ หากอำนาจของอิหร่านพังทลาย ใครจะเข้ามาแทนที่
ในความเป็นจริง โครงสร้างพันธมิตรของรัฐอาหรับที่มีเอกภาพและวิสัยทัศน์ร่วมกันยังไม่เกิดขึ้น
ขณะที่ความหวังว่าอิหร่านจะกลายเป็นรัฐที่เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างสันติก็เป็นแค่การคาดหวังมากกว่าความจริงทางการเมือง
ในสุญญากาศของอำนาจ ผู้ที่เตรียมพร้อมที่สุด มีกำลังมากที่สุด และมีเป้าหมายชัดเจนที่สุด มักเป็นฝ่ายที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นเสมอ
ในภูมิภาคนี้ รัฐที่มีคุณสมบัติดังกล่าวคือ “อิสราเอล”
ประวัติศาสตร์ของคอวารอซม์จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าจากอดีต มันคือคำเตือนว่า
“อย่าเฉลิมฉลองการล่มสลายของเกราะป้องกันของตัวเอง”
____________
⚫️ 11. นิวเคลียร์กับตรรกะของความกลัวระดับการดำรงอยู่ ⚪️
มีประเด็นสำคัญหนึ่งที่แทบไม่ถูกพูดอย่างตรงไปตรงมาในพื้นที่สาธารณะ นั่นคือสถานะนิวเคลียร์ของอิสราเอล
แม้จะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ในโลกยุทธศาสตร์ทุกฝ่ายรับรู้กันดีว่านี่คือความจริง สถานะเช่นนี้ถูกเรียกว่า “ความคลุมเครือนิวเคลียร์” (nuclear ambiguity) ซึ่งหมายถึงการมีขีดความสามารถจริง แต่หลีกเลี่ยงการประกาศอย่างเป็นทางการ
สำหรับนักยุทธศาสตร์ นิวเคลียร์คือหลักประกันขั้นสุดท้าย ความได้เปรียบทางทหารในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบ รถถัง ข่าวกรอง หรือระบบสนับสนุนกำลัง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในสงครามแบบดั้งเดิม
แต่ทั้งหมดนั้นยังอยู่ในระดับที่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน ต่างจากนิวเคลียร์ที่สามารถกำหนดผลลัพธ์ของสงครามได้เบ็ดเสร็จ หากฝ่ายหนึ่งมีและอีกฝ่ายไม่มี
ในโลกมุสลิม รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการมีเพียงปากีสถาน ปากีสถานจึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าที่มักถูกพูดถึง ประเทศนี้มีขนาดใหญ่ มีกำลังนิวเคลียร์ และยังไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล
นอกจากนี้ ในทางทฤษฎีปากีสถานยังสามารถทำหน้าที่เป็นร่มป้องปรามนิวเคลียร์ให้แก่พันธมิตรมุสลิมอื่นได้ เพียงแค่การมีปากีสถานในพันธมิตรใดก็ตาม ก็ทำให้ความขัดแย้งนั้นมีมิตินิวเคลียร์ทันที
ด้วยเหตุนี้ ปากีสถานจึงถูกระบุอยู่ในกรอบประเมินภัยคุกคามของคณะกรรมาธิการนาเกล (Nagel Committee) ไม่ใช่เพราะกำลังเตรียมโจมตีอิสราเอล แต่เพราะมันเป็นตัวแปรเดียวในภูมิภาคที่ทำลายการผูกขาดนิวเคลียร์ของอิสราเอลในหมู่รัฐมุสลิม
ตรรกะของการป้องปรามแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) ปี 1990
หลังจากอิรักของซัดดัม ฮุสเซน บุกคูเวต รัฐบาลสหรัฐอเมริกากังวลว่าอิรักอาจใช้อาวุธเคมี จึงส่งข้อความเตือนโดยตรงจากประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ว่าหากมีการใช้อาวุธเคมี สหรัฐจะตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์ ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ถูกเตรียมไว้ในภูมิภาคจริง และคำสั่งใช้งานก็ถูกเตรียมพร้อม ซัดดัมจึงไม่ใช้อาวุธเคมีต่อกองกำลังพันธมิตร
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่านิวเคลียร์จะถูกใช้ในสงครามปัจจุบันหรือไม่ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่าอำนาจดังกล่าวมีอยู่จริง และอยู่ในมือของรัฐที่ผู้นำใช้ภาษาทางศาสนาเกี่ยวกับการทำลายล้างในระดับอารยธรรม
นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังเคยอ้างถึงเรื่องราวของกษัตริย์ซาอูลและชนเผ่าอามาเลขในคำปราศรัยเกี่ยวกับสงคราม ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ว่าด้วยการทำลายศัตรูให้สิ้นซาก
เมื่อกรอบความคิดทางศาสนาเช่นนั้นรวมเข้ากับอำนาจนิวเคลียร์ การพูดถึงการป้องปราม เส้นแดงทางยุทธศาสตร์ และสิ่งที่จำกัดการใช้กำลังของรัฐนั้น จึงกลายเป็นคำถามสำคัญที่โลกควรพูดถึงอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
____________
⚫️ 12. สิ่งที่ทำได้จริง: บทเรียนจากยุทธศาสตร์ซอลาฮุดดีน ⚪️
หลังจากทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดศาสนาที่พูดถึงการทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง สงครามที่พยายามจัดระเบียบภูมิภาคใหม่ คณะกรรมาธิการยุทธศาสตร์ที่เพิ่มงบประมาณถึง 15,000 ล้านเชเกล หรือแม้แต่เอกอัครราชทูตสหรัฐที่อ้างสิทธิ์ในดินแดนจากพระคัมภีร์
คำถามสำคัญก็ตามมาทันที แล้วในความเป็นจริง ยังมีอะไรที่โลกมุสลิมสามารถทำได้บ้าง
คำตอบไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหน ประวัติศาสตร์เคยให้คำตอบมาแล้ว และบุคคลที่แสดงคำตอบนั้นได้ชัดเจนที่สุดคือซอลาฮุดดีน อัล-อัยยูบีย์
สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นไม่ได้มีแค่ความสามารถทางทหาร แต่คือความเข้าใจเชิงยุทธศาสตร์ว่าการเอาชนะพวกครูเสด ไม่ได้เริ่มจากอาวุธที่เหนือกว่าหรือกองทัพที่ใหญ่กว่า แต่เริ่มจากเอกภาพ และปัญญาทางการเมืองที่สามารถสร้างเอกภาพนั้นขึ้นมาได้โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ
ซอลาฮุดดีนไม่ได้ยึดเอกภาพด้วยกำลัง เขาสร้างมันขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระหว่างที่เขาพยายามรวบรวมอำนาจในภูมิภาคเลแวนต์ (ชาม) เมืองโมซุลยังคงปฏิเสธที่จะเข้าร่วม
เขาใช้การทูตอยู่หลายปี เคยล้อมเมืองช่วงหนึ่งแล้วก็ถอนทัพ มีรายงานว่าเขาล้มป่วย และตีความความเจ็บป่วยนั้นว่าเป็นสัญญาณว่าพระเจ้าไม่พอใจต่อการทำสงครามกับเมืองมุสลิม
ที่ปรึกษาคนสำคัญของเขา อัล-กอฎีย์ อัล-ฟาฎิล ชาวเมืองอัสกะลอนในปาเลสไตน์ หนึ่งในนักยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม ได้ให้คำแนะนำที่ยังมีความหมายมาจนถึงทุกวันนี้
“ท่านไม่จำเป็นต้องสู้กับมุสลิม จงประกาศญิฮาดต่อต้านพวกครูเสด แล้วมุสลิมจะมาหาท่านเอง”
ความเข้าใจสำคัญอยู่ตรงนี้ ประชาชนในเลแวนต์ไม่เคยหยุดต่อต้านการยึดครองของครูเสดเลย แม้ผู้ปกครองบางคนจะยอมจำนน แต่สังคมระดับล่างยังคงต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ชุมชนมัสยิด หรือเครือข่ายการต่อต้านในชีวิตประจำวัน
เมื่อซอลาฮุดดีนยกเป้าหมายร่วมขึ้นมา ไม่ใช่คำสั่งให้สยบ ไม่ใช่การเรียกร้องให้ถวายสัตย์ภักดีต่อเขา แต่เป็นภารกิจร่วมที่มุ่งสู่ศัตรูเดียวกัน ผู้ปกครองทั้งหลายก็ไม่อาจฝืนกระแสของประชาชนตนเองได้ กองทัพของโมซุลซึ่งก่อนหน้านั้นปฏิเสธการเข้าร่วมทางการเมือง กลับเดินทัพเข้าร่วมทันทีเมื่อมีการเรียกระดมกำลังสู่สมรภูมิฮิฏฏีน
เมื่อเขาเขียนจดหมายถึงเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ เพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ของตน เขาพูดตรง ๆ ว่า
“ในการสงคราม การปกครองที่ถูกต้องไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเอกภาพ หากการนำร่วมกันเป็นสิ่งที่ดีกว่า ข้าจะเป็นคนสุดท้ายที่ต้องการอำนาจเพื่อตัวเอง แต่การปลดปล่อยต้องอาศัยเอกภาพ”
นี่ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกสังคมเหมือนกันหมด ไม่ได้หมายความว่าชาวอาหรับและมุสลิมต้องลบความแตกต่างของตนไป ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา การเมือง ชาติ หรือวัฒนธรรม
แต่นั่นหมายความว่าเมื่อภัยคุกคามชัดเจน เมื่อเป้าหมายร่วมถูกกำหนดอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อผู้คนเข้าใจว่าผลประโยชน์ของพวกเขามาบรรจบกันตรงไหน พลังของเป้าหมายร่วมจะมีแรงดึงดูดมากพอที่จะเอาชนะแรงเสียดทานของความขัดแย้งภายใน
ปัญหาคือบทเรียนนี้ไม่ได้ถูกลืมเพราะไม่มีใครรู้ มันถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ที่ผู้คนอ้างถึงอยู่เสมอ
แต่ในทางปฏิบัติ บทเรียนนี้กลับถูกลดความสำคัญลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะการคำนวณทางการเมืองระยะสั้น ความขัดแย้งส่วนตัว ความหวาดระแวงทางนิกาย และความสะดวกชั่วคราวในการประนีประนอมกับอำนาจเดียวกันนั้นเอง ที่กำลังทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เอกภาพเช่นนั้นเกิดขึ้น
____________
⚫️ 13. ความหยิ่งผยองที่จบลงแบบเดิมเสมอ ⚪️
นโปเลียน โบนาปาร์ต เคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำไรน์พร้อมกองทัพกว่า 600,000 นาย พิชิตแทบทั้งยุโรปแผ่นดินใหญ่ เปลี่ยนแผนที่ ตั้งเครือญาติขึ้นครองราชย์ และทำให้มหาอำนาจของยุคนั้นต้องยอมจำนน
แต่ความสำเร็จที่ต่อเนื่องโดยไม่มีขีดจำกัด มักสร้างความเชื่อผิด ๆ ว่าชัยชนะจะดำเนินต่อไปตลอด นโปเลียนจึงเชื่อว่ารัสเซียก็เป็นเพียงอีกหนึ่งสมรภูมิ เขานำกองทัพบุกตะวันออกในปี ค.ศ. 1812 จากกองทัพใหญ่ที่เรียกว่ากร็องดาร์เม (Grande Armée) มีทหารไม่ถึง 30,000 คนที่สามารถกลับมาได้ ส่วนที่เหลือกลายเป็นรากต้นมะม่วงของผืนดินรัสเซีย
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยเส้นโค้งแบบเดียวกัน จักรวรรดิออตโตมันเคยปกครองดินแดนครอบคลุมสามทวีปและบริหารหนึ่งในระบบรัฐที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ในที่สุดการขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็ทำให้มันยืดตัวเกินกว่าที่ศูนย์กลางอำนาจจะควบคุมได้
ชาวมองโกล ผู้ทำลายกรุงแบกแดด ก็พบขีดจำกัดของตนเองเช่นกัน ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ พวกเขาถูกหยุดยั้งที่อัยน์ญาลูต ในปาเลสไตน์ โดยกองทัพมัมลู๊ก ซึ่งเป็นกำลังที่พวกเขาแทบไม่เคยมองว่าเป็นภัยคุกคาม
จักรวรรดิทุกแห่งที่เคยครองความเป็นมหาอำนาจ ล้วนต้องเผชิญขีดจำกัดของอำนาจนั้น และมักพบมันในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด
ในปัจจุบัน อิสราเอลกำลังเข้าสู่ระดับของความหยิ่งผยองทางยุทธศาสตร์ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในประวัติศาสตร์ของตนเองและในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของภูมิภาค
ผู้นำรัฐบาลที่เริ่มคำปราศรัยทางทหารด้วยเรื่องราวเชิงเทววิทยาของอามาเลข ไม่ได้กำลังแสดงความมั่นใจ แต่กำลังแทนที่การคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ด้วยความเชื่อมั่นทางศาสนา และประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นเสมอว่าเมื่อความเชื่อเช่นนั้นเข้ามาแทนที่การคิดเชิงยุทธศาสตร์ จุดจบมักตามมาในไม่ช้า
รัฐที่กำลังวางแผนเผชิญหน้ากับอิหร่าน ในขณะเดียวกันก็เตรียมแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับตุรกี พยายามลดศักยภาพนิวเคลียร์ของปากีสถานผ่านอินเดีย สนับสนุนการแตกสลายของรัฐอาหรับที่อาจกลายเป็นพันธมิตร และยังขอให้ประชาชนเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่พระเจ้ากำหนด ย่อมเป็นรัฐที่กำลังแบกรับภาระเกินกว่าที่ระบบของตนจะรองรับได้
เมื่อความทะเยอทะยานขยายตัวเร็วกว่าขีดความสามารถ ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์จึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่เพราะศัตรูฝ่ายใดแข็งแกร่งเกินไป แต่เพราะการสะสมของศัตรู การร่อยหรอของทรัพยากร การเสื่อมถอยของความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ และความขัดแย้งภายในสังคมที่ถูกจัดระเบียบอยู่รอบแนวคิดสงครามเชิงศาสนา
จะค่อย ๆ มาบรรจบกันเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครควบคุมได้
คำถามสำคัญสำหรับประเทศอื่นในภูมิภาคจึงไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือจะปล่อยให้มันดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง ซึ่งอาจใช้เวลายาวนาน หรือจะมีการตอบสนองที่มีการจัดระเบียบอย่างจริงจัง มีความอดทน และมีการคิดเชิงยุทธศาสตร์มากพอที่จะเร่งให้จุดเปลี่ยนนั้นมาถึงเร็วขึ้น
____________
⚫️ 14. ความล้มเหลวครั้งใหญ่ของความคิดเชิงยุทธศาสตร์ในโลกอาหรับและมุสลิม ⚪️
ถึงเวลาที่ต้องทบทวนอย่างซื่อสัตย์ และการทบทวนนั้นไม่ควรมุ่งโทษอิสราเอลหรือสหรัฐอเมริกาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องหันกลับมามองภายในโลกอาหรับและมุสลิมเอง
สถานการณ์วันนี้ที่อิสราเอลสามารถพูดอย่างเปิดเผยถึงการจัดระเบียบตะวันออกกลางใหม่ ที่เอกอัครราชทูตอเมริกันสามารถอ้างคำสัญญาในพระคัมภีร์เพื่อสนับสนุนนโยบายภูมิภาค และที่ศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลกอิสลามกำลังแตกแยก อ่อนแรง และบางครั้งก็ทำงานขัดแย้งกันเอง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
มันเกิดจากการตัดสินใจที่สะสมมาหลายทศวรรษ
การเลือกเจรจาแบบทวิภาคีกับอิสราเอลมากกว่าการสร้างยุทธศาสตร์ร่วมของโลกมุสลิม การกดทับเสียงของประชาชนเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการทูตของชนชั้นนำที่ไม่เคยสร้างความมั่นคงที่แท้จริง และการเฉลิมฉลองความอ่อนแอของรัฐมุสลิมอื่นเพียงเพราะความขัดแย้งทางนิกายหรือการแข่งขันทางการเมือง โดยไม่เคยถามว่าหลังจากรัฐนั้นอ่อนแอลงแล้ว ใครจะเป็นผู้เติมเต็มช่องว่างทางอำนาจ
อีกความผิดพลาดหนึ่งคือการหมกมุ่นกับตัวบุคคล ผู้นำคนนี้ดูสายกลาง ผู้นำคนนั้นดูแข็งกร้าว ควรรอการเลือกตั้งครั้งถัดไป ทั้งที่ความจริงคือยุทธศาสตร์ของอิสราเอลดำเนินต่อไปได้โดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล เพราะมันเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐ
มีคำตอบหนึ่งจากยุคหลังการล่มสลายของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ซึ่งเคยปกครองดินแดนตั้งแต่สเปนจนถึงพรมแดนจีน ขุนนางคนหนึ่งถูกถามว่าเหตุใดราชวงศ์จึงล่มสลาย
เขาตอบว่า…
“เราเอาเรื่องใหญ่ไปฝากไว้กับคนที่มีปัญญาน้อยที่สุด และเอาคนที่มีปัญญามากที่สุดไปใช้กับเรื่องเล็กน้อย เราดึงศัตรูเข้ามาใกล้ หวังจะได้มิตรภาพจากเขา และเราผลักมิตรออกไปเพราะคิดว่าพวกเขาจะยังคงอยู่กับเรา สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทั้งมิตรและศัตรู และบ้านของเราก็พังลง”
คำวินิจฉัยนี้สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันอย่างแทบสมบูรณ์
การมอบการตัดสินใจสำคัญให้กับผู้ที่มองไกลได้เพียงงานเลี้ยงทางการทูตครั้งถัดไป การใช้สติปัญญาของผู้มีความสามารถไปกับการจัดการภาพลักษณ์และการแสวงหาการยอมรับจากโลกตะวันตก
การดึงศัตรูเข้ามาใกล้ด้วยความหวังว่าการแสดงท่าทีไม่เป็นภัยจะนำไปสู่ความมั่นคง และหลังจากผ่านไปห้าสิบปี ก็พบว่ายุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามไม่เคยพิจารณาจากเจตนาของคุณเลย แต่พิจารณาจากพลังที่คุณมีจริง ๆ
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่พยายามพูดความจริงกลับถูกผลักออกไป ถูกป้ายสีว่าพวกสุดโต่งหรือผู้สร้างฟิตนะฮ์ความวุ่นวาย
ผลลัพธ์ของแนวทางเช่นนี้ตลอดครึ่งศตวรรษคือภาพที่เห็นในปัจจุบัน อิสราเอลกำลังวางแผนแบ่งแยกภูมิภาคเชิงยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย โดยมีทั้งการสนับสนุนทางการเมือง ศาสนา และทางทหารจากสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ปฏิกิริยาของโลกมุสลิมมีตั้งแต่ความนิ่งนอนใจ ไปจนถึงการให้ความร่วมมืออย่างเงียบ ๆ
____________
⚫️ 15. บทเรียนสุดท้ายจากประวัติศาสตร์ ⚪️
สงครามที่เริ่มขึ้นวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับชะตากรรมของอะลี คาเมเนอี เพียงคนเดียว เนทันยาฮูเองก็รู้ดีว่าการมีชีวิตอยู่หรือการเสียชีวิตของเขาไม่ได้กำหนดผลลัพธ์ของสงคราม
ประเทศที่มีประชากรเกือบร้อยล้านคน มีสถาบันของรัฐที่หยั่งรากลึก และมีประเพณีทางยุทธศาสตร์ยาวนานสามพันปีอย่างอิหร่าน ย่อมสร้างผู้นำคนใหม่ขึ้นมาได้เสมอ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) จะยังคงทำงานต่อไป และรัฐก็จะปรับตัว
สัญญาณของสิ่งนี้เห็นได้ทันที หลังการโจมตีครั้งแรก อิหร่านสามารถจัดระเบียบโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง และเริ่มโจมตีตอบโต้ต่อฐานทัพของสหรัฐอเมริกาและเป้าหมายของอิสราเอลก่อนที่ความตกใจจากการโจมตีครั้งแรกจะจางหายไปเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่สงครามนี้เกี่ยวข้องจริง ๆ คือการจัดระเบียบอำนาจครั้งใหม่ของภูมิภาค ว่าใครจะเป็นผู้กำหนดกติกา ใครจะมีอำนาจ และความชอบธรรมจะอยู่กับใคร
คำถามคือรัฐ ประชาชน และพลังทางการเมืองในภูมิภาคนี้จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันเวลาหรือไม่ และจะสามารถจัดระเบียบการตอบสนองที่มีเอกภาพได้หรือไม่
ซอลาฮุดดีนไม่ได้เอาชนะพวกครูเสดภายในวันเดียว มันต้องใช้เวลาหลายสิบปีของการสร้างกำลังอย่างอดทน การทำให้อียิปต์แข็งแรง การร่วมมือกับนูรุดดีน ซังกีย์ การรวมเมืองอะเลปโป การรอจังหวะที่เหมาะสม และการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรต่อสู้ เมื่อไหร่ควรเจรจา
ยุทธศาสตร์นั้นถูกกำหนดอย่างชัดเจนโดยอัล-กอฎีย์ อัล-ฟาฎิล และได้รับพลังจากความชอบธรรมของประชาชน เพราะซอลาฮุดดีนไม่เคยร่วมมือกับผู้ยึดครอง และไม่เคยขอให้ประชาชนยอมรับสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
ดังนั้นเมื่อธงถูกยกขึ้นที่ฮิฏฏีน การตอบสนองจึงเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เพราะมันเป็นผลลัพธ์ของการสะสมกำลังมานาน
สถานการณ์ในวันนี้ไม่ได้ปิดโอกาสของการตอบสนองแบบนั้น สิ่งที่ขาดคือความชัดเจน
ต้องมองให้เคลียร์ว่าอิสราเอลกำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร ต้องเลิกเชื่อภาพลวงตาที่ปลอบใจตนเอง เช่นความเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปในอิสราเอลจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือความเชื่อว่าการแสดงท่าทีไม่เป็นภัยจะนำไปสู่ความมั่นคง
ต้องเลิกให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางนิกายมากกว่าการจัดแนวทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน และต้องเลิกเฉลิมฉลองการอ่อนแอของรัฐมุสลิมอื่น เพียงเพราะความโกรธหรือความบาดหมางทางการเมือง
สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือความกล้าที่จะพูดความจริง และลงมือทำตามความจริงนั้น
เพราะแผนที่ที่กำลังถูกวาดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นแผนที่ที่ยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงในวันพรุ่งนี้
และเวลาที่จะเข้าใจมันได้ดีที่สุดคือตอนนี้เท่านั้น ไม่ใช่หลังจากนี้
____________
◉ สรุปและแปลเรียบเรียงเนื้อหาจาก شرقٌ يرسم بالنار: إيران ميدان الحسم | ديوان الشرق مع وضاح خنفر (The East Drawn in Fire: Iran — The Arena of Decision | Diwan Al-Sharq with Wadah Khanfar) โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง
