𝐌𝐁𝐙 𝐯𝐬 𝐌𝐁𝐒: สรุปความสัมพันธ์และจุดแตกหักระหว่าง MBZ กับ MBS จากรอยร้าวที่เขย่าดุลอำนาจตะวันออกกลาง สู่ความหวังใหม่ของโลกมุสลิม?
____________
🔳 เยเมนใต้กับรอยร้าวที่ซ่อนไม่อยู่ของสองพันธมิตรอ่าว
🔳 ยูเออีกับเป้าหมายที่ไม่เคยเปลี่ยนในเกมอำนาจภูมิภาค
🔳 ช่วงเวลาที่บินซัลมาน “ต้องพึ่งยูเออี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🔳 การหลุดพ้นของบินซัลมาน
🔳 ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ครั้งร้ายแรงของยูเออี
🔳 หมัดสวนของบินซัลมานที่ไม่มีใครคาดคิด
🔳 การปะทะที่ลุกลามแบบหยุดไม่อยู่
🔳 แรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้หยุดแค่เยเมน
🔳 ภาพใหญ่ของการจัดระเบียบอำนาจใหม่ในภูมิภาค
🔳 ทางแยกที่บินซัลมานยังหาคำตอบไม่ได้
🔳 ความหวังของประชาชาติมุสลิม
🔳 คำถามเดียวกันจากทั้งภูมิภาค: นี่คือจุดเปลี่ยนจริงหรือไม่
____________
🔺\ เยเมนใต้ กับรอยร้าวที่ซ่อนไม่อยู่ของสองพันธมิตรอ่าว \🔻
ตอนที่ริยาดทิ้งระเบิดลงบนเยเมนตอนใต้ พื้นที่ที่ควบคุมโดยสภาการเปลี่ยนผ่านภาคใต้ (Southern Transitional Council) หรือ STC กลุ่มติดอาวุธที่ทุกคนรู้ดีว่า “ยูเออี” คือผู้อยู่เบื้องหลัง นี่ไม่ใช่แค่เหตุปะทะธรรมดาในสนามรบที่ยุ่งเหยิง แต่เป็นสัญญาณว่าอะไรบางอย่างระหว่างสองมหาอำนาจอ่าวอาหรับกำลังแตกหัก และอาจจะแตกแบบไม่มีทางกลับ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พิเศษคือซาอุดีอาระเบียไม่ได้ซ่อนอะไรอีกต่อไป ริยาดเอ่ยชื่อยูเออีตรงๆ ไม่มีการอ้อมค้อมด้วยภาษาการทูต ที่เคยเป็นธรรมเนียมระหว่างพี่น้องในกลุ่มรัฐอ่าว นี่คือการก้าวข้ามเส้นแบ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน เหมือนเปิดฉากใหม่ที่ทุกคนยอมรับว่า “เรากำลังทะเลาะกัน และเราไม่สนว่าทั้งโลกจะเห็น”
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งเคลื่อนจากวาทกรรมสู่การกระทำ มีการโจมตีเส้นทางลำเลียงบริเวณท่าเรือ ข่าวสารจากช่องทางการของซาอุฯ เริ่มแข็งกร้าว พุ่งเป้าตรงๆ ไปที่อาบูดาบีโดยไม่เกรงใจ
แม้ยูเออีจะประกาศว่ากำลัง “ถอนกำลัง” ออกจากเยเมนใต้ แต่ภาพในสนามจริงกลับเล่าเรื่องตรงกันข้าม STC ยังคงได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการทหาร การเมือง และโลจิสติกส์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความเห็นต่างทางยุทธศาสตร์ธรรมดา หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางอำนาจระหว่างมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (MBS) กับ มุฮัมมัด บิน ซายิด (MBZ) สองผู้นำตัวจริงรุ่นใหม่ที่เคยเดินคู่กัน แต่ตอนนี้แต่ละคนต่างก็มี vision ของตัวเองที่เหมือนจะขัดแย้งกันรุนแรง
หัวใจของความขัดแย้งครั้งนี้คือฮัดรามาวต์ ดินแดนที่ในโลกอิสลามถือว่ามีความหมาย มีประวัติศาสตร์ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีทรัพยากร และที่สำคัญ มันคือส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์คาบสมุทรอาหรับมาหลายศตวรรษ
ผู้ที่ครอบครองฮัดรามาวต์ได้ ไม่ได้แค่ควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ แต่ได้ทั้ง symbolic capital ที่ใช้อ้างอำนาจทางศาสนาและวัฒนธรรม นี่คือเหตุผลที่ทั้งซาอุฯ และยูเออีจ้องมองมันแบบไม่กระพิบตา
แต่ในภาพใหญ่ ปัญหาของซาอุดีอาระเบียในเยเมนไม่ใช่ตัวแสดงในสนาม หากคือการขาด “ภาพปลายทาง” ที่ชัดเจน ริยาดไม่เคยตอบคำถามพื้นฐานที่สุดได้ว่า “ซาอุฯ อยากเห็นเยเมนจบลงแบบไหนกันแน่?”
ทางเลือกที่ ️1 : สนับสนุนรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับระดับสากล
ฟังดูดี แต่ปัญหาใหญ่คือ พรรคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาลนั้นคือพรรคอิศลาห์ (Islah Party) กลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ซึ่งซาอุฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบกษัตริย์ นี่คือไอรอนี่ขั้นสุด รัฐบาลที่ริยาดควรจะหนุนหลังกลับมีกลุ่มที่ริยาดเกลียดอยู่ในแกนหลัก
ทางเลือกที่ 2 : ปล่อยให้เยเมนแยกเป็นสองรัฐ
นี่เป็นแนวคิดเก่าของซาอุฯ “แยกเหนือ-ใต้” เหมือนสมัยก่อนปี 1990 ปัญหาคือถ้าเกิดรัฐใต้ขึ้นมาจริง ผู้ครองอำนาจก็คือ STC ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของยูเออีจะแทรกซึมลึกเข้าไปในพื้นที่ที่ซาอุฯ เคยมองว่าเป็น backyard ของตัวเอง การสนับสนุนทางเลือกนี้คือการยอมให้ MBZ ชนะในเกมหมากรุกตะวันออกกลาง
ทางเลือกที่ 3 : ตกลงกับฮูษี (Houthis)
ซาอุฯ เคยทำข้อตกลงกับฮูษีมาแล้วในปี 2009 และรวมถึงก่อนหน้านั้น แต่ปัญหาคือฮูษีมีปัญหาเรื่องผิดคำพูดมาตลอด และตอนนี้ฮูษีที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับอิหร่าน ทำให้ฮูษีเป็นคู่เจรจาที่ริยาดไม่ไว้ใจ โดยเฉพาะในบริบทของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างซาอุฯ กับเตหะรานที่กำลังร้อนระอุทั่วภูมิภาค
ผลลัพธ์ของความสับสนนี้คือซาอุดีอาระเบียกลายเป็นประเทศที่โจมตีทุกฝ่ายในเยเมน ไม่ใช่เพราะมียุทธศาสตร์ชัดเจน แต่เพราะไม่มียุทธศาสตร์เลย
ตอนปี 2019 ซาอุฯ ทิ้งระเบิดใส่กองกำลังรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ที่มีสัมพันธ์กับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม เพราะพวกเขาพยายามเข้ายึดเมืองเอเดน ขณะเดียวกันตลอดระยะเวลาของสงคราม ซาอุฯ ก็โจมตีฮูษีอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ซาอุฯ กำลังโจมตี STC ซึ่งเป็นพร็อกซีของยูเออี
ทุกขั้วอำนาจหลักในเยเมนเคยโดนซาอุฯ ทุบมาแล้วทั้งนั้น นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ divide and rule นี่คือภาวะ strategic paralysis (อัมพาตทางยุทธศาสตร์) การกระทำที่ไม่สอดประสานกันเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าริยาดติดอยู่ในสภาวะ “ไปต่อไม่ได้ ถอยกลับไม่เป็น”
____________
🔺\ ยูเออี กับเป้าหมายที่ไม่เคยเปลี่ยนในเกมอำนาจภูมิภาค \🔻
เมื่อเทียบกับความลังเลและสับสนของซาอุดีอาระเบีย ยูเออีคือรัฐที่รู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร ทั้งในเยเมนและในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของยูเออีเริ่มชัดเจน
ตั้งแต่ช่วงอาหรับสปริงในปี 2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนในโลกอาหรับออกมาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเขาต้องการเสรีภาพ และต้องการเลือกผู้นำของตนเองผ่านการเลือกตั้ง
สิ่งที่อาบูดาบีเรียนรู้จากอาหรับสปริงมีเพียงข้อเดียว และเป็นข้อสรุปที่เด็ดขาดนั่นคือ เสรีภาพทางการเมืองในโลกอาหรับเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง ประชาชนต้องเชื่อฟังอำนาจรัฐ และอำนาจนั้นต้องอยู่ในมือของผู้นำเผด็จการ ไม่ใช่เผด็จการแบบอ่อนโยนด้วย แต่เป็นผู้นำที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง กดขี่ และทำลายทุกความพยายามที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาธิปไตย
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดขู่ แต่หลักฐานของแนวนโยบายนี้กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค
ในซูดาน: ยูเออีอัดฉีดเงินทุนให้กับความรุนแรงที่มีลักษณะเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่ออะไร? เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนซูดานได้เลือกผู้นำของตนเอง ความกลัวหลักคือถ้ามีการเลือกตั้งจริง อำนาจอาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มอิสลามิสต์หรือกลุ่มที่เชื่อมโยงกับภราดรภาพมุสลิม
ในลิเบีย: ยูเออีสนับสนุน คอลิฟา ฮัฟตาร์ อย่างเต็มรูปแบบ นายพลที่ไม่เคยปกปิดว่าเขาเกลียดประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลและความหวาดระแวงแบบเดียวกันว่า การเลือกตั้งจะเปิดทางให้รัฐบาลที่มีแนวคิดอิสลามิสต์เข้ามามีอำนาจ
ในตูนิเซีย: ยูเออีคือแรงสนับสนุนจากภายนอกที่สำคัญที่สุดของการรัฐประหาร ซึ่งได้บดขยี้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็น “ความสำเร็จ” อาจจะเพียงแห่งเดียวของอาหรับสปริง ประเทศที่เกือบจะพิสูจน์ได้ว่าประชาธิปไตยในโลกอาหรับนั้นเป็นไปได้ แต่ความฝันนั้นก็ต้องถูกทำลาย
รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ทำซ้ำอย่างมีแบบแผน ทุกครั้งที่กระบวนการประชาธิปไตยเริ่มเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเลือกเส้นทางการเมืองของตัวเอง ยูเออีจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อทำลายความเป็นไปนั้นทันที
กลับมาที่เยเมน ยูเออีเดินเกมอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรก แผนคือแยกประเทศออกเป็นสองส่วน เหนือกับใต้ จากนั้นก็ตั้งระบอบเผด็จการในภาคใต้ ภายใต้อิทธิพลของตนเอง ผ่าน STC และขณะเดียวกัน ในภาคเหนือ ก็เก็บไว้เป็นช่องเจรจาตรงกับอิหร่านผ่านฮูษี ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ทับซ้อนและไม่ผูกติดกับความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ กับอิหร่าน
ย้อนกลับไปในช่วง 2017–2018 ซาอุฯ กับยูเออียังดูเหมือนเป็นพันธมิตรแนบแน่น มีเหตุผลสองข้อที่ทำให้พวกเขาเดินคู่กัน ณ เวลานั้น
เหตุผลที่ 1: ความกลัวอาหรับสปริง
ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าอุดมการณ์ของอาหรับสปริงคือภัยคุกคามโดยตรงต่อระบอบกษัตริย์ในอ่าว ศัตรูร่วมคือกาตาร์ โดยเฉพาะ Al Jazeera ที่ถูกมองว่ากำลังเผยแพร่ “ไวรัส” ของอาหรับสปริงกลับเข้ามาสู่รัฐอ่าวเอง
ฝันร้ายของริยาดคือภาพที่ประชาชนซาอุฯ เริ่มออกมาประท้วงเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ความยากจน และพัฒนาไปสู่การตั้งคำถามกับตัวระบอบการปกครอง นี่คือเส้นแดงที่ห้ามข้าม และเป็นเหตุผลที่ซาอุฯ ต้องประสานงานกับยูเออีอย่างใกล้ชิดเพื่อกดทับกระแสดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง
เหตุผลที่ 2: MBS ต้องการพันธมิตร
หลังการสังหารจามาล คาช็อกกี ที่อิสตันบูล MBS กลายเป็นบุคคลที่ถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลกอย่างแท้จริง เขาต้องเผชิญหน้ากับแอร์โดอันอย่างเปิดเผย อยู่ในภาวะปะทะกับกาตาร์ซึ่งมีพลังสื่อระดับโลกในมือ และต้องรับแรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลยุโรป
เมืองหลวงตะวันตกที่เคยต้อนรับผู้นำซาอุฯ กลับปิดประตูใส่เขาแทบทั้งหมด และในช่วงเวลานั้นเอง ยูเออีคือหนึ่งในไม่กี่พันธมิตรที่ยังคงยืนอยู่ข้างเขา ทั้งในเชิงการเมืองและเชิงยุทธศาสตร์
____________
🔺\ ช่วงเวลาที่บินซัลมาน “ต้องพึ่งยูเออี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ \🔻
หลังการสังหารจามาล คาช็อกกี ที่กงสุลซาอุฯ ในอิสตันบูล บินซัลมาน กลายเป็น persona non grata ในเวทีโลก เขาไม่สามารถเดินทางไปสหรัฐฯ ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีเมืองหลวงตะวันตกไหนอยากให้เขามาเยือน เพราะการพบเขาในที่สาธารณะเท่ากับการลงนามในใบสั่งตายทางการเมืองของตัวเอง
และในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดนั้น ยูเออีจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับแรงกดดันจากกลุ่มล็อบบี้ของกาตาร์ และเครือข่ายอื่น ๆ ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อบ่อนทำลายเขาในแวดวงการเมืองอเมริกัน
อาบูดาบีใช้ทั้งเงินทุนและอิทธิพลทางการเมือง เพื่อผลักดันเรื่องเล่าว่า บินซัลมานคือผู้นำที่โลกตะวันตกควรสนับสนุน ผู้นำที่จะทำให้ซาอุดีอาระเบีย “พ้นจากอิสลามการเมือง” (Political Islam) ต่อต้านลัทธิหัวรุนแรง และเดินหน้าการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมตาม Vision 2030
หากไม่มีการหนุนหลังจากยูเออีในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น บินซัลมานเชื่ออย่างจริงจังว่าเขาอาจหลุดจากอำนาจได้ทุกเมื่อ เขาหวั่นว่าบุคคลในราชวงศ์ที่ตนเองเคยกวาดล้างและคุมขัง อย่างมุฮัมหมัด บินนาเยฟ ซึ่งเคยเป็น “ตัวเลือกที่วอชิงตันชื่นชอบ” อาจถูกดันกลับขึ้นมามีอำนาจ ผ่านแรงกดดันจากต่างประเทศ หรือการเคลื่อนไหวภายในราชสำนัก
ในความหมายนี้ การล็อบบี้ของยูเออีคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความชอบธรรมของบินซัลมานในเวทีนานาชาติ และเป็นประกันชีวิตทางการเมืองของเขา
แต่เมื่อมองจากวันนี้ ภาพทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บินซัลมานไม่ได้อยู่ในสภาพโดดเดี่ยวอีกต่อไป ศัตรูเก่าอย่างแอร์โดอัน ไม่เพียงเลิกเป็นศัตรูกับบินซัลมาน หากแต่หันกลับมาคืนดีกันอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางเหตุการณ์ในเยเมน ผู้นำทั้งสองกำลังหารือเรื่องการซ้อมรบทางเรือและความร่วมมือทางทหาร ซาอุดีอาระเบียกำลังเจรจาเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงของตุรกี
ความสัมพันธ์ที่เคยปะทะกันอย่างเปิดเผย กลายเป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด สะท้อนว่าดุลอำนาจในตะวันออกกลางเคลื่อนไปไกลจากจุดเดิมมากขนาดไหน
ในทิศทางเดียวกันนี้ หลังรัฐบาลไบเดนเข้ามา บินซัลมานตัดสินใจคืนดีกับกาตาร์แบบเดินเกมฝ่ายเดียว โดยไม่ปรึกษายูเออี นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าเขาเริ่มหลุดออกจากกรอบเดิม มีอิสระในการกำหนดทิศทางของตัวเองมากขึ้น
แล้วกาตาร์ก็ลงทุนเต็มที่กับความสัมพันธ์ใหม่กับซาอุฯ สื่อกาตาร์เลิกวิจารณ์มุฮัมหมัด บิน ซัลมานโดยสิ้นเชิง รักษาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงทุกการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้มกุฎราชกุมารซาอุฯ ไม่พอใจ กล่าวได้ว่ากาตาร์ “เล่นตามเกม” อย่างไม่มีข้อกังขา
ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามจากอิหร่านก็อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด อิหร่านสูญเสียเสาหลักในซีเรีย เมื่อระบอบอัสซาดอ่อนแอลงอย่างหนัก ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนถูกบั่นทอนกำลังอย่างมากจากการเผชิญหน้ากับอิสราเอล และเครือข่ายกลุ่มตัวแทนของอิหร่านในหลายพื้นที่ถูกโจมตีจนแทบเสียรูป
แม้ฮูษีในเยเมนจะยังอันตราย แต่ก็ไม่สามารถก่อแรงกดดันแบบเป็นระบบเหมือนในอดีตได้อีกแล้ว โดยภาพรวม อิหร่านกำลังอยู่ในช่วงตั้งหลัก ฟื้นตัวจากความสูญเสีย และไม่มีศักยภาพมากพอจะบีบซาอุฯ ได้เหมือนที่ผ่านมา
หากเมื่อก่อนซาอุฯ เคยรู้สึกเหมือนถูกบีบจากทุกทิศทางโดยเครือข่ายของอิหร่าน วันนี้เครือข่ายเหล่านั้นกลับอ่อนแรงลงในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
และนั่นคือบริบทใหม่ที่บินซัลมานกำลังตัดสินใจเดินเกมของเขา และในบริบทนี้ ยูเออีไม่ได้เป็น “เส้นเลือดใหญ่” อีกต่อไป
____________
🔺\ การหลุดพ้นของบินซัลมาน \🔻
หัวใจของเรื่องทั้งหมดคือ วันนี้บินซัลมานไม่จำเป็นต้องพึ่งยูเออีให้ช่วย “พีอาร์ขายของ” ผ่านช่องทางอิสราเอลเพื่อเข้าถึงวอชิงตันหรือโลกตะวันตกอีกต่อไป เขาสร้างสายตรงของตัวเองกับอิสราเอลแล้ว โดยไม่ต้องมีอาบูดาบีเป็นตัวกลาง
ตอนนี้เขามีดีลลงทุนมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์กับจาเร็ด คุชเนอร์ และยังทุ่มเงินเข้าเศรษฐกิจอิสราเอลโดยตรงผ่านหลายกลไก ผลคืออิสราเอลเริ่มแยกซาอุฯ ออกจากยูเออีอย่างชัดเจน และหันมาเกี้ยวริยาดแบบตรง ๆ เพื่อผลักดันการปรับความสัมพันธ์ (normalization) โดยไม่ต้องอ้อมผ่านโครงสร้างสามเส้าแบบเดิม
จุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งกว่าคือการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ การมีทรัมป์ในทำเนียบขาวทำให้บินซัลมานสามารถกลับไปวอชิงตันได้โดยไม่ต้องพึ่ง “เกราะการทูต” จากยูเออีอีกแล้ว การเยือนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนคือภาพชัดของการ “ฟื้นฟูสถานะ” เขาได้รับการต้อนรับจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบผู้นำโลก และถูกปฏิบัติในฐานะผู้นำที่ถูกยอมรับ ไม่ใช่คนนอกคอกเหมือนช่วงหลังเหตุการณ์คาช็อกกี
ทรัมป์คือคนที่ไม่เคยตัดขาดจากบินซัลมาน แม้ในช่วงวิกฤตที่สุด การกลับมาของทรัมป์นับว่าได้เปลี่ยนสมการการเมืองระหว่างประเทศไปโดยสิ้นเชิง นั่นทำให้ซาอุฯ ไม่ต้องพึ่งยูเออีเหมือนที่เคยจำเป็นต้องทำเหมือนในช่วงปี 2017–2020 อีกต่อไป
ความเป็นอิสระใหม่นี้สะเทือนตรงไปถึงสนามรบเยเมน ปี 2023 เมื่อ STC พยายามบุกยึดฮัดรามาวต์ การบุกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขยายอาณาเขต แต่คือการทดสอบว่าซาอุฯ จะยอมให้การบุกนี้เกิดขึ้นหรือไม่ STC คือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ที่ยังฝันถึงการแยกเยเมนกลับเป็นสองประเทศ เหมือนยุคก่อนการรวมชาติ
กลุ่ม STC ได้รับอาวุธและการสนับสนุนจากยูเออี ใช้จังหวะที่ซาอุฯ ยังลังเล เข้ายึดพื้นที่สำคัญไปแล้วหลายแห่ง ทั้งเอเดน ดาละอ์ และลาฮัจญ์ ที่สำคัญคือ พวกเขาไม่คิดจะรบกับกองกำลังฮูษี พร้อมบอกชัด ๆ ว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา พวกคุณจัดการกันเอง” แต่พวกเขารู้ดีว่า หากจะสร้างรัฐภาคใต้ให้ยืนได้จริง ฮัดรามาวต์ที่อุดมด้วยทรัพยากร คือเป้าหมายที่ขาดไม่ได้
ตอนที่ STC พยายามบุกฮัดรามาวต์ในปี 2023 ซาอุฯ เห็นชัดทันทีว่า ถ้าปล่อยให้เมืองนี้หลุดมือไป เกมจะจบเร็วมาก เพราะมันจะเปิดทางให้ STC ประกาศตั้งรัฐภาคใต้แยกตัวได้แทบจะในทันที และริยาดยังไม่พร้อมรับมือกับระเบิดลูกนั้น ไม่ว่าจะในเวทีการทูตหรือด้านความมั่นคง
ฮัดรามาวต์ไม่ใช่แค่พื้นที่การเมือง แต่เป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของซาอุฯ แบบจับต้องได้ ซาอุฯ ต้องการสร้างท่อส่งน้ำมันผ่านเมืองนี้ไปออกที่ท่าเรือมุกัลลา เพื่อหลบกับดักทางภูมิรัฐศาสตร์ หากวันหนึ่งอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือถ้าบ๊าบอัลมันดับตรงปากทางทะเลแดงถูกปิด น้ำมันซาอุฯ ก็ยังมีเส้นทางสำรองผ่านฮัดรามาวต์ออกสู่ทะเลแดงได้อยู่ดี
เพราะเหตุนี้ ซาอุฯ จึงบอก STC แบบตรง ๆ ว่า “อย่าไปยุ่งกับฮัดรามาวต์” ที่นั่นมีคนของริยาดคุมอยู่แล้ว แต่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ซึ่งได้แรงหนุนจากอาบูดาบี กลับคิดว่าคำเตือนนี้เป็นแค่การขู่ พวกเขาเชื่อว่าบินซัลมานคงไม่กล้าปฏิเสธยูเออี หลังจากร่วมมือกันมานาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เขาเคยต้องพึ่งการสนับสนุนจากอาบูดาบีอย่างหนัก
เมื่อ STC ข้ามเส้นไปยุ่งจริง ๆ และเริ่มยึดพื้นที่ในฮัดรามาวต์ คำตอบของบินซัลมานมาแบบเร็วและแรง เขาตั้งหน่วยทหารใหม่ชื่อ “ดิรอุล วะฏ็อน” หรือกองกำลัง “โล่แห่งชาติ” ที่ดึงชนเผ่าท้องถิ่นและกองกำลังที่ภักดีต่อริยาด เข้ามาสกัดการรุกของ STC พร้อมส่งสารสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่าให้ถอยกำลังกลับไปที่เอเดนเดี๋ยวนี้
ฝั่งยูเออีอ่านเกมออก และไม่ต้องการปะทะตรง ๆ กับซาอุฯ ในจังหวะนั้น จึงเลือกถอยหนึ่งก้าว แล้วบอกตัวแทนของตนให้ถอนกำลังกลับเอเดนไปก่อน แล้วค่อยรอโอกาสใหม่ในภายหลัง
____________
🔺\ ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ครั้งร้ายแรงของยูเออี \🔻
หลังจากขยายอำนาจในภูมิภาคมาเกือบสิบปีโดยแทบไม่เคยถูกขวาง ยูเออีมั่นใจว่าในปี 2024 คงไม่มีใครหยุดพวกเขาได้ พวกเขาทำอะไรก็ผ่านหมด ในซูดานก็หนุนกองกำลัง RSF ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง ในลิเบียก็อุ้มฮัฟตาร์ยึดภาคตะวันออก หลังจับมือกับอิสราเอลในปี 2020 ก็ยิ่งใกล้ชิดกับวอชิงตันและเทลอาวีฟมากขึ้น ยึดท่าเรือเบอร์เบราในโซมาลิแลนด์ ทำดีลกับเอธิโอเปียและเอริเทรีย แผ่อิทธิพลรอบทะเลแดง แข่งขันกับตุรกีในโซมาเลีย พร้อมวางตัวเองเป็นอำนาจการค้าทางทะเลแบบ “เวนิสยุคใหม่” ในฐานะมหาอำนาจหลักของแหลมแอฟริกาและลุ่มทะเลแดง
ด้วยผลงานแบบนี้ อาบูดาบีจึงเชื่อว่าไม่มีอะไรที่บินซัลมานจะทำได้จริง เลยตัดสินใจว่าได้เวลาปิดเกมเยเมนแล้ว แยกประเทศออกเป็นสองส่วนตามที่ยูเออีต้องการ แบบไม่ต้องซาอุฯ พร้อมส่งสัญญาณไปยังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้อีกครั้งว่า โอกาสมาถึงแล้ว ให้จัดการยึดฮัดรามาวต์เลย
STC จึงเดินหน้าบุกเร็วและยึดพื้นที่ได้ต่อเนื่อง และถึงขั้นเปลี่ยนตัวผู้ว่าการจังหวัด ไล่คนของริยาดออก แล้วตั้งคนของตัวเองที่ยูเออีหนุนหลัง การรุกหน้าครั้งนี่จึงไม่ใช่แค่การขยายอิทธิพล แต่คือการประกาศท้าทายซาอุ” ตรง ๆ ว่าฮัดรามาวต์อยู่ภายใต้อำนาจของอาบูดาบีแล้ว ไม่ว่าริยาดจะคิดยังไงก็ตาม
ช่วงแรก ๆ ซาอุฯ ยังเล่นตามตำราเดิมอยู่ ออกแถลงการณ์ขอให้ถอนกำลัง แต่พอไม่ฟัง ก็ขอให้ “ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง STC” ช่วยเข้ามาปรามหน่อย และสุดท้ายก็ระบุตรง ๆ ถึง “ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพี่น้อง” ชัดขึ้น โดยที่ยังรักษามารยาททางการทูตอยู่
แต่บินซายิดยังมั่นใจว่าบินซัลมานจะไม่กล้าลงมือทำอะไรจริง เขาเชื่อว่าต่อให้บินซัลมานจะใกล้ชิดแอร์โดอันมากขึ้น บินซัลมานก็ยังไม่ไว้ใจกลุ่มภราดรภาพมุสลิมอยู่ดี ซึ่งมีพรรคอิศลาห์เป็นตัวแทนอยู่ ไม่ว่ายังไงบินซัลมานคงจะไม่โอบรับจุดยืนเชิงภูมิภาคของตุรกีอย่างเต็มที่ และต่อให้คืนดีกับกาตาร์แล้วตอนนี้ ความสัมพันธ์นั้นก็เป็นแค่การปรับตัวเฉพาะหน้า ไม่ใช่การเปลี่ยนยุทธศาสตร์
อาบูดาบีจึงสรุปว่าบินซัลมานไม่มีทางเลือกอื่น และคงไม่เสี่ยงหักกับยูเออีอย่างเต็มรูปแบบ
____________
🔺\ หมัดสวนของบินซัลมานที่ไม่มีใครคาดคิด \🔻
แต่การตอบโต้ครั้งนี้ของบินซัลมานต้องทำให้ทุกฝ่ายช็อก แม้แต่คนเยเมนเอง บินซัลมานสั่งโจมตีทางอากาศรอบตำแหน่งของ STC โดยเจตนาไม่ฆ่านักรบ แต่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “จะทิ้งระเบิดแล้วนะ ให้ถอยเดี๋ยวนี้ กลับเอเดนไปซะ” นี่คือการยิงเตือน แสดงให้เห็นทั้งศักยภาพและความตั้งใจจะใช้กำลังจริง
เมื่อฝั่งเอมิเรตส์มองว่าเขาแค่ขู่ แถมยังยังยุให้ STC เดินหน้ารุกเข้าไปในเขตฮัดรามาวต์ การตอบสนองของซาอุฯ ก็ยกระดับทันที
หลังจากนั้น ซาอุฯ ออกแถลงการณ์เอ่ยชื่อยูเออีตรง ๆ ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในโลกการทูตของรัฐอ่าว แล้วบินซัลมานก็สั่งถล่มท่าเรือมุกัลลา ทำลายเรือสองลำ โดยระบุชัดว่าเป็นเรือที่ขนอาวุธจากยูเออีให้ STC นี่ไม่ใช่แค่การใช้กำลัง แต่คือการชี้หน้า กล่าวหา และเปิดโปงต่อสาธารณะ
พร้อมกันนั้น สื่อซาอุฯ ก็เปลี่ยนโหมดข้ามคืน ยูเออีถูกวาดภาพเป็น “ผู้ส่งออกความสุดโต่งและการก่อการร้าย” คำกล่าวหาทั้งหมดที่เคยใช้กับอิหร่าน ไม่ว่าเรื่องกองกำลังตัวแทน การบ่อนทำลายเสถียรภาพประเทศเพื่อนบ้าน ความทะเยอทะยานที่จะครอบงำภูมิภาค ถูกย้ายเป้ามาใส่อาบูดาบีแทบทั้งหมด
ยูเออีที่เชื่อว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าซาอุฯ ในสนามรบเยเมน และมองว่าบินซัลมานอ่อนแอ จึงตอบโต้ด้วยการกล่าวหาซาอุฯ ว่า พวกนี้หนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิม หนุนอัลกออิดะห์ และหนุนการก่อการร้าย สื่อและนักวิจารณ์ฝั่งยูเออีเปิดฉากโจมตีความน่าเชื่อถือของบินซัลมานเต็มที่ การคำนวณของอาบูดาบีชัดเจนว่า ต่อให้ซาอุฯ ถล่มจากอากาศได้ แต่กองกำลังตัวแทนของเราคุมภาคพื้นดิน และเราทนแรงปะทะนี้ได้
หลังซาอุฯ ถล่มท่าเรือมุกัลลา หลักฐานของการท้าทายก็โผล่ขึ้นมาทันที อัยดะรูส อัซ-ซูไบดีย์ ผู้นำ STC ออกทีวีและประกาศเรื่องใหญ่แบบไม่ไว้หน้าใครว่า STC จะออกปฏิญญารัฐธรรมนูญ และภายในสองปีจะจัดประชามติเพื่อตั้งรัฐเอกราชภาคใต้ การประกาศนี้แทบไม่ต่างจากการที่ยูเออีบอกซาอุฯ ว่า “ไปให้พ้น” สารชัดมากว่า อย่าไปแยแสกับคำคัดค้านของริยาด เดินหน้าตั้งรัฐใหม่ได้เลย ริยาดทำอะไรเราไม่ได้หรอก
ก่อนหน้านั้น ยูเออีเคยอ้างว่าได้ถอนกำลังออกจากเยเมนตอนใต้ไปแล้ว เพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้องให้ดูดีต่อสายตานานาชาติ แน่นอนว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมันชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเป็นการประกาศถอนกำลังในภาพสาธารณะ แต่ในพื้นที่ก็ปล่อยให้กลุ่มตัวแทนเดินหน้าแยกประเทศในนามของตัวเอง และทันทีที่ STC ประกาศแผนเอกราช ซาอุฯ ก็เลิกยิงเตือน แต่เปลี่ยนเป็นยิงถล่มกองกำลังของ STC โดยตรง
จากนั้น ซาอุฯ ก็ประกาศจัดประชุมใหญ่ที่ริยาด เชิญทุกฝ่ายในสงครามเยเมนเข้าร่วม การประชุมนี้ถูกจัดขึ้นเพียงสองวันก่อนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ และอัซ-ซูไบดีย์เองก็รู้ดีว่าการถูกเรียกไปริยาดนั้นหมายถึงอะไร เพราะซาอุฯ มี “ประวัติ” ชัดเจนในเรื่องนี้
ตอนที่ซาอุฯ ไม่พอใจผู้นำเยเมน ซาอุฯ ก็เชิญไปริยาดแล้วกักบริเวณจนต้องยอมลงจากตำแหน่ง ตอนที่ไม่พอใจนายกฯ เลบานอน ซาอุฯ ก็เชิญไปริยาดแล้วกักบริเวณ แม้ว่าสถานกักบริเวณจะเป็นเหมือนพระราชวังหรูหราที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม แต่ยังไงมันก็คือการกักบริเวณอยู่ดี และประสบการณ์ตรงตอนที่อัซ-ซูไบดีย์เคยไม่ยอมเซ็นข้อตกลงริยาดในปี 2020–2021 เขาก็ถูกกักบริเวณในริยาดนานสี่เดือน จนยอมเซ็น ถึงจะถูกปล่อยกลับบ้าน
เขารู้ดีว่าถ้ารับคำเชิญครั้งนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะโดนกักตัวอีก จนกว่าเขาจะยอมตามเงื่อนไขของซาอุฯ แต่ขณะที่เดียว เขาก็ปฏิเสธคำเชิญไม่ได้เช่นกัน เพราะถ้าปฏิเสธ ซาอุฯ อาจเปิดฉากโจมตี STC แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งมันหนักและรุนแรงกว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้หลายเท่า
สุดท้าย สถานการณ์นี้บีบให้อัซ-ซูไบดีย์ต้องพยายาม “จับไม้จากตรงกลาง” ตามสำนวนภาษาอาหรับ กล่าวคือ พยายามถ่วงดุลระหว่างการไม่ยอมจำนนโดยสิ้นเชิง กับการไม่แสดงท่าทียั่วยุจนเกินไป
____________
🔺\ การปะทะที่ลุกลามแบบหยุดไม่อยู่ \🔻
ทางเลือก “ตรงกลาง” ของอัซ-ซูไบดีย์ คือการบอกว่าจะไม่ไปริยาดด้วยตัวเอง แต่จะส่งคณะผู้แทน STC ไปแทน 50 คน ทว่าในเวลาเดียวกัน เขาก็ขยับหมากอีกด้านทันที ด้วยการเคลื่อนกำลังทหารไปตั้งแนวรับในเขตดาละอ์ เป้าหมายชัดเจนคือ กันไม่ให้ “กองกำลังโล่แห่งชาติ” ที่ซาอุฯ หนุนหลัง บุกลงใต้ไปถึงเอเดน เพราะตอนนี้เป้าจริงของบินซัลมานไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการยึดและควบคุมเมืองหลวงภาคใต้ด้วยตัวเอง
ซาอุฯ ตอบโต้แทบจะทันที ด้วยการเปิดฉากทิ้งระเบิดอย่างหนักในดาละอ์ เล่นงานที่มั่นและฐานกำลังของ STC ทั่วทั้งจังหวัด เจ้าหน้าที่ STC ที่อยู่ในอาบูดาบี โดยเฉพาะ ฮานี บิน บุร็อยก์ ออกมากล่าวหาซาอุฯ ต่อสาธารณะตรง ๆ ว่าทรยศและหักหลัง เขาบอกซาอุฯ ทิ้ง “อุดมการณ์ภาคใต้” และขายพันธมิตรของตัวเอง
ฝั่งสื่อและนักวิเคราะห์ของยูเออีเองก็สะท้อนอาการสับสนและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด บางคนโจมตีซาอุฯ ตรง ๆ กล่าวหาว่า “รุกราน” และ “แทรกแซง” แต่ขณะเดียวกัน อีกกลุ่มกลับใช้ภาษาอีกแบบหนึ่งว่า ตอนนี้ยูเออีกำลังถอนตัวจากเยเมนทั้งหมด ประมาณว่า “เราขอถอนตัว ทิ้งพื้นที่ให้พวกคุณไปจัดการกันเอง” ราวกับพยายามล้างมือและปัดความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของ STC
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการกลับตาลปัตรทางยุทธศาสตร์ของยูเออีอย่างสิ้นเชิง ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ยูเออีค่อย ๆ สร้างกองกำลังตัวแทนในเยเมน ลงเงินมหาศาล ฝึกฝน ให้อาวุธ และอุ้ม STC มาโดยตลอด แต่โครงการสิบปีนั้นถูกทำลายแทบหมดสิ้นภายในเวลาแค่ห้าวัน จากการตัดสินใจของบินซัลมาน เพียงไม่กี่จังหวะ สิบปีที่ค่อย ๆ ปั้น ต้องพังลงในเวลาไม่ถึงสัปดาห์
งานนี้ยูเออีเล่นเกมเกินตัว และอ่านบินซัลมานผิดพลาดแบบร้ายแรง ทั้งในแง่ศักยภาพและความกล้าที่จะลงมือ
ผลลัพธ์คือ ในทางปฏิบัติ ไม่เพียงแค่เขาสามารถลบอิทธิพลของยูเออีออกจากเยเมนตอนใต้ได้แทบจะในคราวเดียว ซ้ำตอนนี้ กองกำลังที่ซาอุฯ หนุนหลังกำลังรุกเข้าคืบเข้าไปยังเอเดน เมืองที่ยูเออีเคยมั่นใจว่าอยู่ในมือของตัวเอง ระหว่างที่บทวิเคราะห์นี้ออกมา ก็มีรายงานว่าที่เอเดนมีการประกาศเคอร์ฟิว และกองกำลังบางส่วนของอัซ-ซูไบดีย์เริ่มวางอาวุธ เพราะหวาดกลัวการถล่มเต็มรูปแบบจากซาอุฯ
____________
🔺\ แรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้หยุดแค่เยเมน \🔻
การหย่าขาดระหว่างซาอุฯ กับยูเออีครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่เยเมน แต่กำลังเขย่าดุลอำนาจทั้งภูมิภาค แรงกระเพื่อมอาจลามไปถึงโซมาเลียและโซมาลีแลนอีกด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยูเออีฝังรากอิทธิพลไว้ลึก นอกจากนี้ ความสัมพันธ์กับตุรกีก็อาจเปลี่ยนหน้าใหม่ทั้งหมด แอร์โดอันเองดูจะตื่นเต้นกับภาพนี้ เพราะมันเปิดช่องให้ตุรกีขยายอิทธิพลเข้าไปแทนที่พื้นที่ที่ยูเออีอาจถูกบีบให้ถอนตัว
อียิปต์เองก็กำลังจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และไม่น่าจะเก็บอาการพอใจไว้ได้ คำถามสำคัญสำหรับไคโรและผู้เล่นระดับภูมิภาคอื่น ๆ คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นการ “ปรับแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” ของตะวันออกกลาง หรือที่จริงแล้วมันเป็นแค่ “เรื่องทะเลาะเชิงเทคนิค” ที่จำกัดอยู่ในเยเมนเท่านั้น
แต่สัญญาณหลายอย่างก็บอกว่า เรื่องนี้อาจลึกกว่านั้นมาก ในวันเดียวกับที่ซาอุฯ ทิ้งระเบิดใส่ STC ในเยเมน รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน เดินทางไปพบมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่วอชิงตัน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดเกมชิงเวลา เปิดทางให้ซาอุฯ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสหรัฐฯ เกี่ยวกับพฤติกรรมของยูเออี ก่อนที่อาบูดาบีจะระดมล็อบบี้ผ่านอิสราเอลในวอชิงตัน
รูบิโอมีความสำคัญมากในเกมนี้ เพราะเขาคือเสียงที่ดังที่สุดคนหนึ่งในวอชิงตันที่ออกมาวิจารณ์ยูเออีเรื่องซูดานอย่างเปิดเผย รวมถึงการสนับสนุนกองกำลังที่ก่ออาชญากรรมต่อพลเรือน การที่คนแบบรูบิโอขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ หมายความว่ามีคนในตำแหน่งสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ “มีประวัติ” กับพฤติกรรมของยูเออีอยู่แล้ว การที่บินฟัรฮานเลือกเจอรูบิโอโดยตรง จึงเป็นสัญญาณชัดว่า ซาอุฯ ต้องการเล่าเรื่อง “ยูเออีผู้บ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาค” ให้สหรัฐฯ ฟัง ก่อนที่อาบูดาบีจะได้ตั้งเกมตอบโต้
พร้อมกันนั้น ในวันเดียวกัน รองรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ก็ไปพบกับอับดุลฟัตตะห์ บูรฮาน ผู้นำกองทัพซูดาน คนเดียวกับที่ยูเออีพยายามโค่นล้มด้วยการหนุนกองกำลัง RSF ของฮะมีดตีย์ ซึ่งกำลังก่อความรุนแรงและสังหารพลเรือนไปทั่วซูดาน ภาพที่เห็นจึงชัดมาก ซาอุฯ กำลังบอกว่า ศึกนี้ไม่จบแค่เยเมน แต่จะลามไปถึงซูดานด้วย
และตอนนี้ ในลิเบียก็เริ่มมีความหวาดระแวงจริงจังว่าไฟอาจจะลามมาถึงตรงนี้ด้วย คอลิฟา ฮัฟตาร์ ผู้นำทหารฝั่งตะวันออกที่ยูเออีหนุนหลัง เริ่มต้องถามตัวเองแล้วว่า บินซัลมานจะหันมาเล่นงานผลประโยชน์ของยูเออีในลิเบียหรือไม่? เพราะตอนนี้บินซัลมานอาจมองว่า เขาไม่มีเหตุผลจะต้องช่วยบดขยี้ความฝันประชาธิปไตยของชาวซูดานและลิเบียอีกต่อไป การร่วมมือกับยูเออีในอดีตอาจเป็นแค่ความจำเป็นตามสถานการณ์ ซึ่งวันนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
____________
🔺\ ภาพใหญ่ของการจัดระเบียบอำนาจใหม่ในภูมิภาค \🔻
ลองนึกภาพดูว่า ถ้าบินซัลมานสามารถพลิกภาพลักษณ์ตัวเองได้ทั้งหมด จากคนที่ถูกมองว่าเป็นผู้เขียนความพินาศให้หลายรัฐ กลายเป็นผู้นำที่ยืนขึ้นมาจัดการอิทธิพลเชิงทำลายของยูเออีได้จริง และถ้าเขาสามารถดึงแอร์โดอัน กาตาร์ และแม้แต่ซีซีของอียิปต์ ซึ่งกำลังจับตาดูศึกซาอุฯ–ยูเออี แบบตาไม่กะพริบ ให้มานั่งโต๊ะเดียวกันได้ เพื่อออกแบบโครงสร้างอำนาจใหม่ของตะวันออกกลาง?
ไม่นานมานี้ ซีซีเล่าว่าอียิปต์ได้รับ “ข้อเสนอสุดพิเศษ” จากยูเออีให้ลงทุนในท่าเรือรอบคลองสุเอซ โดยอาบูดาบีต้องการถือสิทธิ์ควบคุมถึง 90% นี่ไม่ใช่แค่การลงทุนธรรมดา ยูเออีไม่พอใจกับการคุมเพียงเบอร์เบรา เอเดน หรือท่าเรือในทะเลแดงเท่านั้น แต่ยังต้องการกุมคลองสุเอซเองด้วย จุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก เส้นเลือดใหญ่ระหว่างยุโรปกับเอเชีย แต่อียิปต์ปฏิเสธทันที สัญญาณชัดว่าไคโรกำลังรอดูว่า ใครจะชนะในศึกซาอุฯ–ยูเออี ก่อนจะวางเดิมพันระยะยาว
หากจะเข้าใจว่าทำไมมุฮัมหมัด บิน ซายิด ถึงคำนวณแบบนั้นกับบินซัลมาน เราอาจต้องย้อนไปดูถึงโครงสร้างการเมืองอ่าวอาหรับ ยูเออีคือรัฐเล็ก ที่รวมเอมิเรตส์ไม่กี่แห่ง แต่ซาอุฯ คือยักษ์ใหญ่ ทั้งพื้นที่ ทรัพยากร และอำนาจตามจารีต สิ่งที่ซาอุฯ ต้องการ จึงต้องมักได้ตามนั้น แม้จะมีธรรมเนียมปรึกษาหารือกันแบบเบดูอิน มีการฟังความเห็นทุกฝ่าย แต่สุดท้าย “เสียงพี่ใหญ่” ก็คือเสียงชี้ขาด
สำหรับผู้นำที่ทะเยอทะยานอย่างบินซายิด โดยเฉพาะหลังเห็นบทเรียนจากอาหรับสปริง ความเป็นพี่ใหญ่ของซาอุฯ แบบนี้คือสิ่งที่รับไม่ได้โดยสัญชาตญาณ การหนุนบินซัลมานของบินซายิดไม่ใช่เพื่อสร้างซาอุฯ ให้แข็งแกร่ง แต่เป็นการเดิมพันว่าเขาจะอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และทำลายโครงสร้างอำนาจเดิมของซาอุฯ เสียเอง โครงสร้างที่เคยกดรัฐอ่าวเล็ก ๆ อย่างยูเออีมาตลอด
หัวใจของการเดิมพันคือการกันไม่ให้มุฮัมหมัด บิน นาเยฟ ผู้นำที่มีประสบการณ์และได้รับการยอมรับจากตะวันตกขึ้นมาครองอำนาจ เพราะซาอุฯ เวอร์ชั่นนั้นจะเป็นอิสระ เด็ดขาด และไม่จำเป็นต้องแคร์อาบูดาบี วัฒนธรรมการเมืองซาอุฯ แบบ “พี่ใหญ่–น้องเล็ก” คือสิ่งที่บินซายิดมองว่าไม่อาจทนได้ และทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่วันนี้กำลังปะทุขึ้นอย่างเปิดหน้า
มีเรื่องเล่าเล็ก ๆ จากราวปี 2012–2013 สมัยที่ยังเข้าไปเยือนซาอุฯ ได้ไม่ยาก เจ้าหน้าที่กระทรวงซาอุฯ คนหนึ่งพาเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กษัตริย์อับดุลอะซีซในริยาด แล้วหยุดที่ภาพถ่ายภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพกษัตริย์อับดุลอะซีซนั่งกับอะมีรแห่งบาห์เรนในยุคนั้น ก่อนจะพูดย้ำ ๆ ว่า
“ดูภาพนี้ดี ๆ คุณเห็นอะไรจากท่านั่งของสองคนนี้บ้าง?” สุดท้ายเขาก็เฉลยเองว่า “อะมีรแห่งบาห์เรนนั่งต่ำกว่ากษัตริย์อับดุลอะซีซ เพราะในภูมิภาคนี้ เราชาวซาอุฯ คือพี่ใหญ่”
ทัศนคติแบบนี้ การมองตัวเองเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ เป็นพี่ใหญ่ที่คนอื่นต้องเดินตาม คือสิ่งที่บินซายิดเกลียดเข้าไส้ และพยายามจะรื้อถอนมันมาโดยตลอด
การเดิมพันของบินซายิดกับบินซัลมานคือการเชื่อว่า หากดันเจ้าชายหนุ่มที่น้อยประสบการณ์ คนที่วัน ๆ เอาแต่เล่นวิดีโอเกมเป็นหลัก มาขึ้นสู่อำนาจ เขาจะต้องทำลายโครงสร้างราชวงศ์อัซ-ซะอู้ดด้วยมือตัวเองเพื่อเอาตัวรอด เพราะเขาไม่ได้อยู่ในสายสืบทอดอำนาจแบบดั้งเดิม ไม่มีฐานหนุนในราชวงศ์เหมือนรุ่นก่อน ๆ ทางเดียวคือเหยียบญาติพี่น้องตัวเอง และหาคนค้ำจากภายนอก
เมื่อซาอุฯ มีปัญหากับกาตาร์และตุรกี ยูเออีก็จะกลายเป็นที่พึ่งจากต่างประเทศเพียงแห่งเดียวของเขา แผนนี้ดูเวิร์ก บินซายิดจะได้คุมซาอุฯ แบบอ้อม ๆ หรืออย่างน้อยทั้งสองประเทศก็ต้องเสมอกัน และในความเป็นจริง ยูเออีอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ เพราะอำนาจของบินซัลมานจะผูกติดกับการอุ้มชูจากอาบูดาบี
ในสมการนี้ บินซัลมานไม่ควรจะโต ไม่ควรจะเป็นอิสระ และไม่ควรจะกล้าหันมาท้าทายคนที่ปั้นเขาขึ้นมา นี่เองที่ทำให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้เป็นเรื่องช็อกครั้งใหญ่สำหรับยูเออี เพราะพวกเขาไม่เคยคิด ไม่เคยเตรียมใจ และไม่เคยมีแผนรับมือกับมุฮัมหมัด บิน ซัลมานที่ยืนด้วยขาของตัวเองได้จริง
____________
🔺\ ทางแยกที่บินซัลมานยังหาคำตอบไม่ได้ \🔻
ตอนนี้ยูเออีเองก็เหมือนยืนงงอยู่หน้าทางแยก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมุฮัมหมัด บิน ซัลมาน จะชนตรง ๆ ดีมั้ย? แล้วต่อให้ชน ยูเออีจะมีกำลังพอที่จะหยุดเขาได้หรือเปล่า? บินซัลมานเพิ่งนั่งคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ ตอนนี้เขาสนิทกับจาเร็ด คุชเนอร์ มีช่องทางกับอิสราเอลโดยตรง ไม่ต้องผ่านอาบูดาบี ที่สำคัญที่สุด คนอย่างบินซัลมาน เป็นคนที่คิดแบบนักเอาตัวรอดและนักรวบอำนาจ วันหนึ่งอาจเลือกจับมือกับแอร์โดอันและกาตาร์ได้ แม้จะไม่ลงรอยกันทางอุดมการณ์ก็ตาม
มีฉากหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนเกมได้ดี บนโซเชียลมีเดียซาอุฯ มีการแชร์คลิปบินซายิดกอดกับยาอีร์ ลาพิด ผู้นำฝ่ายค้านอิสราเอลในขณะนี้ พร้อมแคปชันประมาณว่า “นี่แหละคือพี่น้องของพวกเขา” การทำให้ความสัมพันธ์กับอิสราเอล ซึ่งซาอุฯ เคยขายว่าเป็นอนาคตของภูมิภาค กลายเป็นเครื่องมือโจมตีและประณามยูเออี ถือเป็นการพลิกกรอบเรื่องเล่าที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
คำถามคือ บินซัลมานจะเล่นเกมนี้ไปไกลแค่ไหน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา การปกครองของเขาเต็มไปด้วยการ “ดับไฟเฉพาะหน้า” และการรับมือวิกฤต มากกว่าการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระยะยาวที่เป็นระบบ
โครงการ Vision 2030 ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ไม่ได้คืบหน้าอย่างที่คาดหวัง การลงทุนจากต่างชาติยังต่ำกว่าที่แผนต้องการ เขาต้องต่อสู้เชิงอำนาจกับยูเออีอย่างต่อเนื่องมากกว่าจะร่วมมือกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยูเออียังเคยพยายามฉวยโอกาสจากข้อพิพาทชายแดนเพื่อยึดพื้นที่ของซาอุฯ และพยายามเขียนแผนที่ใหม่ คล้ายกับสิ่งที่เคยทำกับคาบสมุทรมูซันดัมของโอมาน
จากมุมของบินซัลมาน ทุกอย่างดูซับซ้อนและอันตราย ยูเออีเคยเป็นคนช่วยปั้นเขา ช่วยล็อบบี้โลกตะวันตก เปิดทางอิสราเอลให้ยื่นมือช่วยช่วงวิกฤตคาช็อกกี ทำให้เขาดูเป็นผู้นำหนุ่มหัวก้าวหน้า ผู้เปลี่ยนซาอุฯ ให้มีคอนเสิร์ต มี Nicki Minaj มี Cardi B มีอุตสาหกรรมบันเทิงภายใต้ตุรกี อัช-ชีค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นเครื่องมือปรับโฉมสังคมซาอุฯ
แต่วันนี้เขาต้องถามใจตัวเองว่า จะไปจับมือกับแอร์โดอันจริงหรือ? คนที่มีหัวคิดไปทางสายอิสลามิสต์แบบแอร์โดอันดึงดูดชาวซาอุฯ จำนวนไม่น้อย และนั่นแหละคือฝันร้ายตั้งแต่ยุคอาหรับสปริง แนวทางแบบอิสลามการเมืองที่อาจจุดประกายความหวังให้ประชาชนอยากได้ผู้นำแบบอื่น และจะไปร่วมมือกับกาตาร์จริงหรือ? ที่กลับมาคืนดีกันได้ ก็เพราะกาตาร์อ่อนกำลังจากการเพลี้ยงพล้ำเชิงยุทธศาสตร์ในอียิปต์และตูนิเซียหลังอาหรับสปริง
สุดท้ายแล้ว บินซัลมานยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องการอะไรในเยเมน หลังที่เข้าไปพัวพันมาหลายปี เขาไม่รู้จะจัดการอิรักอย่างไร เมื่อกลุ่มตัวแทนอิหร่านยังคงอยู่ แม้ตอนนี้อิหร่านจะอ่อนแรงลงไปมากแล้วก็ตาม ตอนนี้เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะประเมินอะห์มัด อัช-ชัรเราะอ์ ผู้นำคนใหม่ของซีเรียอย่างไร ในเมื่อเขาอาจถูกอิสราเอลเด็ดหัวได้ทุกเมื่อ สถานการณ์อาจย้อนกลับไปเซ็ทศูนย์ใหม่ ความสับสนยังคงเป็นหัวใจของการคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเขา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ “ทางแยกนี้” อันตรายยิ่งนัก
____________
🔺\ ความหวังของประชาชาติมุสลิม และความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนทิศ \🔻
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าบินซัลมานจะคืนดีกับยูเออีหรือไม่ แต่คือเขาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม หรือกำลังกลายเป็นผู้นำอีกแบบหนึ่ง คนที่พูดกับตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันแข็งแรงพอแล้ว ลองดูสิว่าจะยืนด้วยขาตัวเองได้ไกลแค่ไหน”
โลกมุสลิมจำนวนมาก รวมถึงผู้สังเกตการณ์นอกภูมิภาค ต่างคาดหวังว่านี่จะเป็น “การหย่าขาดถาวร” ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งชั่วคราว และเป็นโอกาสที่บินซัลมานจะปรับเส้นทางชีวิตทางการเมืองของตนใหม่ทั้งหมด มีความเข้าใจผิดเรื้อรังเกี่ยวกับหลักการอิสลามว่าด้วย “การเชื่อฟังผู้นำ” มานาน
หลักการนี้ไม่ใช่การเชื่อฟังอย่าง “ไร้เงื่อนไข” หากมุสลิมเห็นความชั่ว เขามีหน้าที่ต้องกล่าวว่านั่นคือความชั่วและควรถูกยุติ แต่หากเห็นสิ่งที่ก่อประโยชน์ต่ออุมมะฮ์ เขาก็ต้องสนับสนุนสิ่งนั้น ผู้นำจะได้รับการหนุนหลัง ตราบใดที่การกระทำของเขานำมาซึ่งคุณประโยชน์ต่อสังคมมุสลิมโดยรวม
ในความเป็นจริง เงินมหาศาลจากอาบูดาบีถูกใช้เพื่อทำลายชุมชนมุสลิมในยุโรปและอเมริกา ทำลายซูดาน ลิเบีย และโซมาเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังผลักดันให้ชนเผ่าอิซฮากในโซมาลีแลนด์ตอนเหนือปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล พร้อมทั้งซ้ำเติมความแตกแยกในสังคมที่เปราะบางอยู่แล้ว พวกเขากดดันมาเลเซีย บูลลี่ปากีสถาน และพยายามลากปากีสถานเข้าสู่สงครามที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ใดต่อตัวเองเลย
เหตุใดยูเออีถึงไปกดดันอาศิม มุนีร ให้จัดหาอาวุธแก่ฮัฟตาร์ในลิเบีย? ชาวลิเบียเคยทำอะไรให้ปากีสถานต้องเข้าไปมีส่วนในการสังหารและสถาปนาระบอบเผด็จการตระกูลเดียว? ปากีสถานเคยเป็นที่ภาคภูมิใจว่าเป็นพลังค้ำจุนอุมมะฮ์ ไม่ใช่เครื่องมือทำลายมัน
ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามใหญ่ผุดขึ้นมา ใครกันแน่ที่กำลังทำลายอุมมะฮ์ และใครที่อาจเริ่มถอยออกจากเส้นทางนั้น
ดังนั้น เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเยเมนมีแนวโน้มเชิงบวก มันสมควรถูกสนับสนุน แม้บินซัลมานยังมีปัญหาอีกมากภายในประเทศของตัวเอง แต่หากความมั่นคงใหม่เปิดพื้นที่ให้เขาทำสิ่งที่ถูกต้องมากขึ้น เช่น หากวันใดวันหนึ่งเขารู้สึกมั่นคงพอที่จะตัดสินใจปล่อยตัวเชค ซัลมาน อัล-เอาดะฮ์ เปิดเผยชะตากรรมของเชค สุไลมาน อัด-ดุวัยช์ หรือปล่อยตัวเชคอาวัฎ อัล-ก็อรนีย์ และคนอื่น ๆ
การปล่อยตัวอุละมาอ์ที่ถูกจองจำ เปิดเผยความจริงที่ถูกปิดบัง หรือยุติการปราบปรามทางความคิด สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นพัฒนาการที่ควรถูกยอมรับและชื่นชม
รายงานการปรากฏตัวต่อสาธารณะของเชค มุฮัมมัด อัล-อะรีฟีย์ เมื่อไม่นานมานี้ ถูกตีความโดยยูเออีว่าเป็นสัญญาณอันตราย เพราะมันบอกว่า บินซัลมานกำลังเปิดพื้นที่ให้แนวคิดนักวิชาการอิสลามสายที่เคยถูกปราบปราม และอาจเป็นสัญญาณว่าเขาไม่จำเป็นต้องปิดประตูเหล่านั้นเพียงเพื่อเอาใจอาบูดาบีอีกต่อไป และหากเป็นเช่นนั้นจริง นี่อาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจเชิงอุดมการณ์ของทั้งภูมิภาค
หากประตูที่บินซัลมานเปิด นำผลดีมาสู่ชุมชนมุสลิมและนักวิชาการ ต่อให้ใครไม่ศรัทธาในตัวเขา ก็ไม่อาจปฏิเสธแรงสั่นสะเทือนเชิงบวกที่ตามมาได้ ความฝันของมุสลิมแทบทุกคนมีเหมือนกันคือ การได้เห็นพันธมิตรตุรกี–ซาอุฯ–ปากีสถาน เทคโนโลยีที่ไหลเวียนระหว่างกัน ความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจ และโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมอังการา เจดดาห์ มะดีนะฮ์ ไปจนถึงอิสลามาบัด
เราเห็นการเดินทางไปมาในเขตเชงเก้นของสหภาพยุโรป แล้วทำไมอุมมะฮ์จะคิดแบบนั้นไม่ได้ ทำไมจะไม่มีวันหนึ่งที่เราสามารถขับรถจากอิสตันบูลถึงเจดดาห์โดยไม่ต้องหยุดที่ด่านใด ๆ หากวิสัยทัศน์เช่นนี้ถูกประกาศออกมา คงไม่มีใครที่จะกล้าบอกว่านี่คือไอเดียที่ไม่เข้าท่า
การเมืองไม่ใช่ศาสนาที่ตายตัว มันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ ตามความจำเป็น และตามดุลอำนาจ เช่นเดียวกับมนุษย์ นี่ไม่ใช่การอวยว่าบินซัลมานกลับใจเป็นนักบุญ แต่เป็นการยอมรับความจริงง่าย ๆ ว่า สิ่งที่เขาทำในเยเมนต่อยูเออี ควรได้รับการมองว่า “ถูกต้อง” แม้โดยคนที่ไม่ชอบเขาเลยก็ตาม
การทำลายโครงการสิบปีของยูเออีภายในไม่กี่วัน ถูกเฉลิมฉลองโดยผู้คนที่ยังคงเกลียดนโยบายกดขี่ภายในซาอุฯ นั่นแปลว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “ตัวบุคคล” แต่อยู่ที่ “การกระทำ” หากการกระทำนั้นเป็นความชั่ว มันสมควรต้องถูกต่อต้านและประณาม และเมื่อใดที่ “การกระทำ” นั้นก่อประโยชน์ มันสมควรได้รับการสนับสนุน นี่จึงไม่ใช่เรื่องการขับเร้าทางอารมณ์ แต่คือหลักการพื้นฐานที่ตรงไปตรงมาต่างหาก
____________
🔺\ คำถามเดียวกันจากทั้งภูมิภาค: นี่คือจุดเปลี่ยนจริงหรือไม่ \🔻
วันนี้ ทั่วทั้งภูมิภาค ถามคำถามเดียวกันพร้อมกันว่า: “บินซัลมาน คุณเพิ่งให้เวลาหายใจแก่พวกเราด้วยการชกยูเออีแสกหน้าเข้าเต็มแรง คุณจะเดินต่อหรือหยุดแค่นี้?”
สำหรับอังการา คาร์ทูม เบงกาซี และตริโปลี นี่ไม่ใช่เกมอำนาจ แต่คือเรื่องชีวิต มีประชาชนหลายคนที่ถูกฆ่าโดยกองกำลังที่ยูเออีป้อนอาวุธ ถูกทำลายโดยนโยบายที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย และแล้วจู่ ๆ ก็มีคนลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน คำถามจึงตรงไปตรงมาว่า “นี่คือยุคใหม่” หรือจะเป็น “แค่ฉากหนึ่งในละครเรื่องเดิม”
ความหวังไม่ได้อยู่ที่ศีลธรรมของบินซัลมาน แต่คือการยอมรับว่าโครงสร้างของดุลอำนาจได้เปลี่ยนไป และหากยูเออีถูกโดดเดี่ยว ถูกจำกัด ถูกควบคุม และถูกบอกอย่างชัดเจนว่า การจับมือกับอิสราเอลและกลุ่มขวาจัดเพื่อทำลายชุมชนมุสลิมทั่วโลกเป็นเส้นที่ข้ามไม่ได้ ผลลัพธ์นี้จะก่อประโยชน์มหาศาลต่ออุมมะฮ์
มีเพียงคนที่เชื่อว่าการเมืองไม่เคยเปลี่ยนเท่านั้นที่จะประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่บินซัลมานทำคือการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่เฉียบคม แสดงให้เห็นว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ยูเออีทุ่มไป สามารถสลายหายได้ด้วยการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวจากริยาด และอำนาจที่ยูเออีสร้างขึ้นนั้นเปราะบางเหมือนใยแมงมุม แม้จะดูเหมือนแข็งแรง ซับซ้อน แต่ก็พร้อมที่จะพังทุกเมื่อ หากมีใครกล้าแตะต้องมันจริง ๆ
โจทย์ต่อไปไม่ใช่แค่ว่าเขาจะไปไกลแค่ไหน แต่คือ ภูมิภาคและประชาชนจะส่งสัญญาณอย่างไรให้เขาเดินต่อโดยไม่ปล่อยผ่านการกระทำที่ยังเป็นพิษ เดือนข้างหน้าจะตอบเองว่านี่คือจุดพลิกผันระดับโครงสร้างดุลอำนาจ หรือจะเป็นเพียงการทะเลาะกันชั่วคราวก่อนที่จะกลับมาจับมือกันใหม่
แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่มีอยู่คือ “ความหวัง” ที่ไม่ใช่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ หากแต่เป็นความหวังที่ระมัดระวัง และตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงว่า “มีบางสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ”
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจาก Power Play: Venezuela, the New MBS and Trump’s World | Sami Hamdi โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง

Source: Power Play: Venezuela, the New MBS and Trump’s World | Sami Hamdi published by The Thinking Muslim
https://www.youtube.com/watch?v=lnhgnVm-peE