ความขัดแย้งระหว่างซุนนีและชีอะฮ์คือหนึ่งในบาดแผลที่เรื้อรังที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ มันไม่ได้เริ่มต้นจากความแตกต่างทางหลักความเชื่อ มันเริ่มต้นด้วยการเมือง แล้วค่อยๆ ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นความเชื่อทางศาสนาในภายหลัง
กว่า 1,400 ปีที่ผ่านมา มีทั้งการใช้กำลัง กดปราบ ห้ำหั่น และตัดขาด ทว่าทุกครั้งก็ล้มเหลว เพราะความขัดแย้งนี้ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยตัวมันเอง มันถูกหล่อเลี้ยงและรักษาไว้โดยผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแตกแยกของประชาชาติอิสลาม
ความคลั่งนิกายจึงกลายเป็น “กับดัก” ทางการเมืองที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีคนคอยขีดเส้นแบ่งนั้นให้เราเดินอยู่ตลอดเวลา
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหยุด หยุดเป็นเบี้ยในกระดานภูมิรัฐศาสตร์ของผู้อื่น หยุดรับหลักการที่ถูกบิดเบือน และหยุดวงจรความเกลียดชังที่คนนอกเป็นคนออกแบบ
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของนิกาย แต่คือเรื่องของ “ความรับผิดชอบ” ที่ประชาชาติอิสลามต้องแบกรับร่วมกัน
บทความชิ้นนี้เป็นการสังเคราะห์เรียบเรียงจากเนื้อหาของ Dr. Tareq Al-Suwaidan และ Dr. Ovamir Anjum เพื่อพยายามหาคำตอบให้กับเรื่องความขัดแย้งระหว่างนิกายอย่างตรงไปตรงมาที่สุด นี่ไม่ใช่การชวนมาสามัคคีกันแบบโลกสวย หรือจะบอกว่าความต่างทางศาสนาไม่มีอยู่จริง
แต่นี่เป็นความพยายามคิดวิเคราะห์อย่างซื่อสัตย์ โดยมองผ่านทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ หลักศีลธรรมตามแนวทางอิสลาม และความเป็นจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้น เพื่อดูว่าอะไรกันแน่ที่มันพังไม่เป็นท่า อะไรบ้างที่เราเคยพยายามแล้วแต่มันไม่ได้ผล
และสุดท้าย… ยังมีทางออกไหนอีกบ้างที่พอจะเป็นไปได้จริง?
____________
1️⃣ รากเหง้าของรอยร้าว สิ่งที่มักเข้าใจผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มคุย
2️⃣ อิหร่านไม่เท่ากับชีอะฮ์ทั้งหมด สองเรื่องที่ต้องมองแยกจากกัน
3️⃣ สิ่งที่ประวัติศาสตร์สอนเราจริงๆ และสิ่งที่เรามโนไปเอง
4️⃣ สิ่งที่เคยลอง สิ่งที่พัง และทำไมมันถึงไม่ได้ผล
5️⃣ สิ่งที่เป็นไปได้ การอยู่ร่วมกันและหุ้นส่วนทางอารยธรรม
6️⃣ ประเด็นเรื่องการด่าทอซอฮาบะฮ์
7️⃣ ใช้หลักศีลธรรมอิสลามนำทางในโลกที่วุ่นวายสับสน
8️⃣ เครื่องมือของศัตรูและความรับผิดชอบของเรา
9️⃣ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และทำไมเราถึงต้องเริ่มเดี๋ยวนี้
🔟 เมล็ดพันธุ์ที่ควรค่าแก่การเพาะปลูก
____________
1️⃣ รากเหง้าของรอยร้าว สิ่งที่มักเข้าใจผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มคุย
ความแตกแยกระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาในยุคใหม่ และมันก็ไม่ได้เกิดจากการปั่นหัวของต่างชาติเป็นหลักด้วย ถึงแม้ว่าพวกมหาอำนาจจะเรียนรู้วิธี “ฉวยโอกาส” จากความขัดแย้งนี้มาใช้ให้มุสลิมห้ำหั่นกันเองอย่างเจ็บแสบก็เถอะ
แต่นี่คือรอยร้าวที่เก่าแก่และฝังรากลึกที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์อิสลาม มันเหมือนบาดแผลที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอักเสบ แล้วก็เย็บใหม่สลับไปมาแบบนี้ตลอด 1,400 ปีของอารยธรรมที่เรามีร่วมกันและขัดแย้งกันมา
ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเรื่อง “ที่มา” ของแผลนี้ ซึ่งความเข้าใจผิดนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเราเข้าใจจุดเริ่มต้นผิด เราก็จะมองไม่ออกเลยว่าทางออกในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร
ถ้าจะสืบย้อนไปจริงๆ รอยแยกนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปีฮิจญเราะฮ์ที่ 40 หรือกว่า 1,400 ปีก่อน ในเหตุการณ์ “สงครามศิฟฟีน” ระหว่างท่านมุอาวียะฮ์ บิน อบีซุฟยาน กับท่านอาลี บิน อบีฏอลิบ เคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมท่านที่ 4 ผู้เป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและลูกเขยของท่านนบี ﷺ
แต่อยากให้เราหยุดสังเกต “ภาษา” ที่ใช้ในตอนนั้นนิดนึง เพราะมันบอกอะไรเราได้หลายอย่าง เดิมทีคำว่า “ชีอะฮ์” ไม่ได้แปลว่านิกายทางศาสนา แต่มันแปลตรงๆ ว่า “พลพรรค” หรือ “กลุ่มผู้สนับสนุน”
ในยุคนั้นจึงมีทั้ง “ชีอะฮ์ฝั่งท่านอาลี” และ “ชีอะฮ์ฝั่งท่านมุอาวียะฮ์” พูดง่ายๆ คือมันเริ่มจากการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองเรื่องการเป็นผู้นำ ไม่ได้เริ่มจากการเป็นโลกศาสนาสองใบที่คุยกันไม่รู้เรื่องอย่างในทุกวันนี้
การแตกแขนงทางความเชื่อและนิกายมันค่อยๆ เกิดขึ้นตามมาทีหลัง กินเวลาหลายชั่วอายุคน กว่าที่การตีความเรื่องความชอบธรรมและประวัติศาสตร์จะค่อยๆ แข็งตัวจนกลายเป็นคนละชุมชนที่มีหลักความเชื่อ วัตรปฏิบัติ และตำราแยกจากกันชัดเจนอย่างที่เราเห็นในวันนี้
ความจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้บอกอะไรเราบ้าง? มันบอกว่าถ้าต้นตอของความแตกแยกนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักความเชื่อมาตั้งแต่แรก แต่เป็นเรื่อง “การเมือง” ล้วนๆ
ดังนั้น ใครที่บอกว่าความขัดแย้งนี้มันถาวร แก้ไขไม่ได้ หรือต้องรบกันไปตลอดกาล จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่มีประวัติศาสตร์รองรับ แต่มันเป็นแค่ความเชื่อที่เกิดจากความแค้นที่พอกพูนมานานนับร้อยๆ ปี จนมันตกตะกอนกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นมาตั้งแต่ต้น
– – – –
[ ชีอะฮ์ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างที่คิด ]
ถ้าจะคุยเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือรื้อความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “ชีอะฮ์” เป็นกลุ่มก้อนเดียวที่เหมือนกันไปหมดทิ้งไปก่อน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแก้คำผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือประเด็นหลักที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวหลังจากนี้ทั้งหมด
ในความเชื่อแบบชีอะฮ์เอง มีนิกายย่อยที่ต่างกันมากจนถ้าคนนอกมองเข้ามา อาจจะรู้สึกว่านี่แทบจะเป็นคนละศาสนาด้วยซ้ำ อย่างกลุ่ม “ญะอ์ฟะรี” ที่เราเห็นกันบ่อยที่สุดในอิหร่าน อิรัก เลบานอน หรือแถบอ่าวเปอร์เซีย พวกเขาเชื่อในสายวงศ์ของอิมาม 12 ท่านที่สืบเชื้อสายมาจากท่านอาลี
โดยอิมาม 11 ท่านมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ส่วนท่านที่ 12 เชื่อกันว่าท่านเข้าสู่สภาวะ “เร้นลับ” ไปจากโลกนี้และจะกลับมาอีกครั้งในยุคสุดท้าย ความเชื่อเรื่องอิมามที่ซ่อนตัวอยู่แบบนี้แหละที่กำหนดทุกอย่างในชีวิตพวกเขา ตั้งแต่เรื่องศาสนาไปจนถึงการเมืองและสังคม
ส่วนกลุ่ม “ซัยดี” ในเยเมน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นชีอะฮ์เหมือนกัน แต่แนวคิดกลับต่างกันคนละเรื่อง พวกเขาไม่ได้เชื่อเรื่องอิมาม 12 ท่านแบบนั้น ในหลายๆ แง่ ชาวซัยดีมีความใกล้เคียงกับฝั่งซุนนีมากกว่ากลุ่มญะอ์ฟะรีเสียอีก ไหนจะยังมีกลุ่ม “อิสมาอีลี” (7 อิมาม) ที่เคยยิ่งใหญ่ถึงขั้นปกครองอียิปต์และแอฟริกาเหนือในนามราชวงศ์ฟาฏิมียะฮ์
แต่ในสายตาของอุละมาอ์มุสลิมจำนวนมากมองว่า แนวคิดของชีอะฮ์อิสมาอีลีนั้นไปในทิศทางสุดโต่ง และแยกตัวออกห่างจากหลักการอิสลามกระแสหลัก (อะฮฺลุซซุนนะฮ์) ไปไกลมากๆ จนต้องแยกออกมาพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แบบหมายเหตุท้ายเล่ม แต่มันคือสาระสำคัญที่คนจะคุยเรื่องซุนนี-ชีอะฮ์แบบจริงจังจะมองข้ามไม่ได้เลย เวลาได้ยินใครพูดว่า “พวกชีอะฮ์ทำแบบนั้น” หรือ “พวกชีอะฮ์เชื่อแบบนี้”
คำถามแรกที่ต้องผุดขึ้นมาในหัวคือ หมายถึงชีอะฮ์กลุ่มไหน? เพราะการเหมาเข่งรวมกันไปหมด นอกจากจะเป็นความมักง่ายทางความคิดแล้ว ยังเป็นการช่วยเติมเชื้อไฟให้ความเกลียดชังระหว่างนิกายทำงานได้ดีขึ้นไปอีก
– – – –
[ ระบบมัรญะอ์: กลไกที่เปลี่ยนวิธีมองโลกชีอะฮ์ไปอย่างสิ้นเชิง ]
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ “ระบบมัรญะอ์” ซึ่งเป็นสถาบันทางศาสนาที่ฝั่งซุนนีไม่มี และระบบนี้เองคือคำตอบว่าทำไมท่าทีทางการเมืองของชาวชีอะฮ์ถึงออกมาในรูปแบบที่เราเห็นกัน
ในจารีตของซุนนี มุสลิมสามารถเลือกปฏิบัติตามอุละมาอ์ท่านใดก็ได้ที่ตนเห็นว่ามีเหตุผลน่าเชื่อถือ หากทัศนะของอุละมาอ์ท่านนั้นไม่เป็นที่โน้มน้าวใจ มุสลิมผู้นั้นก็สามารถหันไปหาอุละมาอ์ท่านอื่นได้ โดยไม่มีข้อบังคับว่าต้องยึดติดกับตัวบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียว แต่ระบบของชีอะฮ์นั้นคนละเรื่องเลย
ชาวชีอะฮ์ถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตาม “มัรญะอ์ อัต-ตักลี้ด” หรือปราชญ์สูงสุดที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านใดท่านหนึ่งเป็นที่ยึดถือเพียงคนเดียว โดยปราชญ์อาวุโสเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “เอกสิทธิ์แห่งการอ้างอิงข้อกฎหมายทางศาสนาทั้งหมด” ปัจจุบันทั้งโลกมีผู้ดำรงตำแหน่งระดับนี้อยู่แค่ประมาณ 7 ท่านเท่านั้น
ในบรรดาผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ “อายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี” (ก่อนที่จะเสียชีวิต) ของอิหร่าน กับ “อายะตุลลอฮ์ ซิสตานี” ของอิรัก ทั้งสองท่านนี้มีมุมมองเรื่องอำนาจทางศาสนาและการเมืองที่ต่างกันชัดเจน และบางครั้งก็แข่งบารมีกันด้วยซ้ำ
ฝั่งคาเมเนอีเชื่อในหลัก “วิลายะตุล ฟะกีฮ์” หรือการที่ปราชญ์ศาสนาต้องลงมาปกครองรัฐและมีอำนาจการเมืองโดยตรง
ส่วนฝั่งซิสตานีมีแนวคิดแบบ Quietism คือเชื่อว่านักการศาสนาไม่ควรเข้าไปมีตำแหน่งในโครงสร้างบริหารประเทศโดยตรง ควรเป็นเพียงผู้คอยชี้แนะสังคมอยู่ห่างๆ มากกว่าจะลงมาเล่นการเมืองเอง
ความต่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่มันคือรอยแยกขนาดใหญ่ในโลกชีอะฮ์ที่คนมักจะละเลยเวลาเหมารวมเอาชาวชีอะฮ์ทั้งหมดไปผูกไว้กับอุดมการณ์ของรัฐบาลอิหร่าน
ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมากและไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อเรียก แต่มันสะท้อนว่า “เป้าหมายทางการเมืองของอิหร่าน” กับ “หลักความเชื่อแบบชีอะฮ์” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
การเอาสองอย่างนี้มาปนกัน นอกจากจะเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงทางการเมืองอย่างมหาศาลด้วย
____________
2️⃣ อิหร่านไม่เท่ากับชีอะฮ์ทั้งหมด สองเรื่องที่ต้องมองแยกจากกัน
อิหร่านสร้างความเสียหายอย่างหนักและต่อเนื่องไปทั่วโลกมุสลิม การเข้าไปแทรกแซงอิรักหลังปี 2003 มีส่วนสำคัญในการเติมเชื้อไฟให้เกิดการนองเลือดระหว่างนิกายจนชาวซุนนีต้องล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล
นี่คือการปั่นหัวคนในสังคมที่กำลังอ่อนแอเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่มีหลักจริยธรรมข้อไหนจะมาสร้างความชอบธรรมให้ได้เลย
ส่วนสงครามตัวแทนในซีเรียก็ทำให้ความขัดแย้งลากยาวจนทำลายศูนย์กลางอารยธรรมอิสลามที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งลง ในเลบานอน อธิปไตยของประเทศก็ถูกจับมัดไว้กับการคำนวณยุทธศาสตร์ของเตหะรานมานานหลายสิบปี
ในเยเมน การหนุนกลุ่มฮูษีก็เปลี่ยนวิกฤตการเมืองให้กลายเป็นหายนะทางมนุษยธรรม หรือแม้แต่ข้างในอิหร่านเอง ชาวซุนนีโดยเฉพาะในแถบบาลูจิสถานและเคอร์ดิสถาน ก็ถูกผลักให้เป็นคนชายขอบและโดนกดขี่มาตลอด
สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยัน และไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ มาล้างความผิดได้ พฤติกรรมของอิหร่านในภูมิภาคถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางนิกายที่มองว่า การที่ชีอะฮ์ต้องขึ้นมาเป็นใหญ่ทั้งด้านการเมืองและศาสนานั้นเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องมโนไปเอง แต่มันคือหลักการที่ผู้นำอิหร่านประกาศออกมาเองอย่างโจ่งแจ้ง ใครก็ตามที่เคยนั่งคุยกับแกนนำทางศาสนาและการเมืองของอิหร่าน หรือได้คลุกคลีกับผู้นำชุมชนชีอะฮ์ทั่วภูมิภาค และศึกษาโครงสร้างโครงการของอิหร่านจากข้างใน จะรู้ซึ้งทันทีว่าลัทธิฝักใฝ่นิกายของอิหร่านนั้นเข้มข้น ฝังรากลึก และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในนโยบายต่างประเทศของเขา
แต่คำถามที่ต้องถามกลับอย่างเป็นธรรมก็คือ ความผิดบาปและอาชญากรรมของรัฐอิหร่าน ทำให้มุสลิมชีอะฮ์ทุกคนบนโลกต้องกลายเป็นผู้ต้องหาร่วมด้วยหรือไม่?
คำตอบคือ “ไม่” และการจะบอกว่า “ใช่” มันควรเป็นอย่างนั้นแหละ นี่ไม่ใช่ความเคร่งครัดทางศาสนา แต่มันคือความอยุติธรรม
ลองนึกถึงสตรีชีอะฮ์ในอิรักที่เคร่งครัด มีการศึกษา และรู้จักคิดคนหนึ่ง เธออาจจะศึกษาศาสนาตามแนวทางญะอ์ฟะรีมาอย่างดี เป็นคนมีศีลธรรมและศรัทธาแรงกล้า เธอไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการแผ่อิทธิพลของอิหร่าน และยังมองว่าพิธีกรรมทรมานตัวเองในที่สาธารณะที่คนบางกลุ่มทำเพราะความไม่รู้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ด้วยซ้ำ
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่อิหร่าน และเธอไม่ได้ก่ออาชญากรรม การไปโทษเธอในสิ่งที่รัฐบาลเตหะรานทำ ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปโทษชาวซุนนีทุกคนจากการสังหารหมู่ในยุคอับบาซียะฮ์ หรือโทษความโหดเหี้ยมของ อบู อับบาส อัซ-ซัฟฟาห์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ฆ่าล้างทุกคนที่ขวางทาง หรือโทษความผิดของรัฐซุนนีใดๆ ก็ตามที่เคยทำเรื่องเลวร้ายไว้
ประวัติศาสตร์มันเต็มไปด้วยรอยเลือดที่กระทำในนามของศาสนาด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำและไม่ได้สนับสนุน
ถ้าเราจะใช้ตรรกะ “เหมาเข่งความผิดตามนิกาย” มาเป็นตัวตั้ง ก็คงไม่มีมุสลิมคนไหน ไม่ว่าซุนนีหรือชีอะฮ์ ที่จะหนีพ้นความผิดไปได้สักคนเดียว จุดยืนเดียวที่ซื่อตรงและยุติธรรมที่สุดคือการดูเป็นรายบุคคลไป ใครทำคนนั้นรับผิดชอบ อิหร่านก็ส่วนอิหร่าน แต่ชาวชีอะฮ์ทั้งหมดไม่ใช่รัฐบาลอิหร่าน
– – – –
[ มองอิหร่านในฐานะรัฐ ไม่ใช่แค่นิกาย ]
ถ้าอยากจะเข้าใจท่าทีของอิหร่านให้ถูกต้อง แทนที่จะมองผ่านฟิลเตอร์เรื่องนิกายที่มักจะบิดเบือนภาพความจริง การมองผ่านกรอบสัจนิยมทางการเมืองจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นเยอะ
อิหร่านคือรัฐชาติที่เกิดจากการปฏิวัติและขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ โดยมีโครงสร้างหลักเป็นศาสนาอิสลามชีอะฮ์แบบการเมือง
อิหร่านมองว่าตัวเองถูกล้อมด้วยศัตรูและมีมหาอำนาจของโลกจ้องจะเล่นงานอยู่ตลอดเวลา รัฐนี้จึงมีลักษณะขยายอิทธิพลเหมือนกับรัฐอุดมการณ์อื่นๆ ที่พยายามจะส่งออกโมเดลของตัวเองและขยายอำนาจออกไป เพราะความชอบธรรมของรัฐฝากไว้กับสิ่งนี้
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ อิหร่านก็คล้ายกับที่ซาอุดีอาระเบียเคยเป็นตอนส่งออกลัทธิวะฮ์ฮาบีย์ หรือเหมือนอียิปต์ในยุคนัสเซอร์ และตุรกีในยุคเคมาลนั่นแหละ
ทุกรัฐเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นที่อุดมการณ์เป็นตัวนำทาง และพอเวลาผ่านไป โครงสร้างของรัฐก็ผูกติดกับทิศทางนั้นไปโดยปริยาย แม้ว่าวิธีคิดข้างในจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์บ้างก็ตาม
ลองนึกดูว่าตอนเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลา ซึ่งอิหร่านไม่ได้รู้เห็นล่วงหน้าด้วยเลย อิหร่านมีทางเลือกทางยุทธศาสตร์อะไรเหลือบ้าง?
ถ้าจะให้เลิกสนับสนุนปาเลสไตน์เพื่อเอาใจอิสราเอลหรืออเมริกา ความชอบธรรมของรัฐบาลอิหร่านคงพังพินาศทั้งในบ้านตัวเองและในสายตาคนทั้งภูมิภาค แถมทำไปแล้วศัตรูก็คงไม่ไว้ใจอยู่ดี อีกอย่าง อิทธิพลที่อิหร่านมีต่อฮิซบุลลอฮ์ กลุ่มฮูษี หรือพันธมิตรอื่นๆ คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงและอัตลักษณ์ของพวกเขา
ดังนั้น เวลาอิหร่านบอกว่าหนุนหลังปาเลสไตน์ มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องความใจบุญสุนทาน แต่มันคือผลประโยชน์เชิงโครงสร้างและตัวตนของรัฐไปแล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเรียกร้องความเป็นหนึ่งเดียวของโลกมุสลิม ถึงไม่ใช่เรื่องโลกสวย แต่มันคือสัจจนิยมทางยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ เพราะถ้าเราเอาผลประโยชน์ร่วมกันมาเป็นตัวตั้ง แทนที่จะใช้อารมณ์เรื่องนิกาย รัฐอย่างอิหร่านก็สามารถเข้ามาอยู่ในกรอบความร่วมมือที่รับใช้คนทั้งอุมมะฮ์ได้ มากกว่าจะทำเพื่ออุดมการณ์ของตัวเองฝ่ายเดียว
การเสียอิทธิพลในซีเรียสร้างความเสียหายต่อ “แกนฝ่ายต่อต้าน” ของอิหร่านอย่างหนัก โดยเฉพาะในฐานะเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมจากเลบานอนกลับไปอิหร่าน เรื่องนี้เถียงไม่ได้เลย
แต่เรื่องที่เถียงไม่ได้พอๆ กันก็คือ อัสซาดคือปีศาจร้าย และการที่อิหร่านคอยอุ้มเขาไว้เป็นเรื่องที่ผิดหลักศีลธรรมอย่างรุนแรง รวมถึงสิ่งที่อิหร่านทำในอิรัก ทั้งการฉวยโอกาสหลังปี 2003 เพื่อล้างแค้นเรื่องสงครามในอดีต และการแทรกแซงการเมืองจนทำให้อิรักอ่อนแอ รวมถึงการปล่อยให้มีการสังหารหมู่ชาวซุนนีเกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้คือการทรยศ ไม่ใช่แค่ต่อชาวซุนนี แต่เป็นการทรยศต่ออุดมการณ์การต่อต้านที่ตัวเองป่าวประกาศไว้ ดังคำกล่าวของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ ที่ว่า “เราชนะได้เพราะบาปของศัตรู” และในทางกลับกันมันก็จริงที่สุดเช่นกันว่า บาปที่เราก่อต่อกันเองนั่นแหละ คือสาเหตุที่ทำให้เราตกอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แบบนี้
____________
3️⃣ สิ่งที่ประวัติศาสตร์สอนเราจริงๆ และสิ่งที่เรามโนไปเอง
เทคนิคการพูดที่พบบ่อยที่สุดเวลาคนทะเลาะกันเรื่องนิกาย คือการ “หยิบเฉพาะประวัติศาสตร์ส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์” มาพูด
ทุกฝ่ายต่างมีลิสต์ความผิดของอีกฝ่ายเตรียมไว้พร้อมสรรพ ทั้งเรื่องการหักหลัง การรุกล้ำ รอยเลือด และความเชื่อใจที่พังทลายตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา
และไม่ว่าใครจะปักใจเชื่อแบบไหนมา ก็มักจะหาหลักฐานในประวัติศาสตร์มาสนับสนุนความเชื่อตัวเองได้เสมอ แต่นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ มันคืออุดมการณ์ที่เอาประวัติศาสตร์มาสวมทับต่างหาก
ถ้าย้อนไปดูสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ตัวจริงที่ศึกษาโลกอิสลาม คนที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลดิบและโครงสร้างสังคมมุสลิมในแต่ละยุคสมัยจริงๆ เขามักจะเจอความจริงที่ซับซ้อนกว่า และอาจจะไม่ถูกใจคนที่ชอบแบ่งพรรคแบ่งพวกเท่าไหร่
ความจริงที่ว่าก็คือ การที่ซุนนีกับชีอะฮ์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่จริงๆ แล้วการอยู่ร่วมกันอย่างสันตินั่นแหละคือ “เรื่องปกติ” ที่เกิดขึ้นในหลายยุคสมัยและในหลายพื้นที่
– – – –
[ วีรบุรุษที่ถูกลืมแห่งอเลปโป ]
ลองมาดูเรื่องราวของ “อบุล ฟัฎล์ อิบนุ อัล-ค็อชชาบ” ปราชญ์และผู้พิพากษาแห่งเมืองอเลปโปที่เสียชีวิตไปเมื่อเกือบ 900 ปีก่อน (ฮ.ศ. 519 / ค.ศ. 1125)
ในช่วงที่กองทัพครูเสดจากยุโรปบุกเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมื่อปี 1099 และไล่ฆ่าทั้งมุสลิม ยิว และคริสเตียน เพื่อสร้างอาณานิคมในเยรูซาเลม คนที่ลุกขึ้นมาจัดตั้งกองกำลังต่อต้านอย่างจริงจังคนแรกๆ ก็คือ อิบนุ อัล-ค็อชชาบ นี่เอง
เขาเดินทางไปถึงแบกแดดเพื่อขอแรงสนับสนุนจากเคาะลีฟะฮ์ ระดมเหล่านักวิชาการและกลุ่มซูฟีให้มาร่วมต่อสู้ และพอเจ้าเมืองอเลปโปผู้ทรยศเสียชีวิตลง เขาก็เป็นคนนำชาวเมืองออกไปรบกับกองทัพครูเสดด้วยตัวเองในปี 1119
ตอนแรกเขาก็โดนสบประมาทว่าจะไหวเหรอ เป็นแค่ “โต๊ะครู” ใส่ผ้าโพกหัวจะมานำทัพได้ยังไง แต่สุดท้ายเขาก็พิสูจน์ตัวเองจนเป็นวีรบุรุษ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นญิฮาดครั้งแรกๆ ที่เอาชนะพวกครูเสดได้สำเร็จ ต่อจากชัยชนะของสุลต่านกือลิช อาร์สลาน แห่งอาณาจักรเซลจู๊กในอนาโตเลีย
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดที่คนมักจะลืมกันไปก็คือ อิบนุ อัล-ค็อชชาบ ไม่ใช่ชาวซุนนี แต่เขาเป็นปราชญ์และผู้นำทางศาสนาของฝั่งชีอะฮ์สิบสองอิมาม และเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว
อย่างราชวงศ์ฮัมดานียะฮ์ในซีเรียที่เป็นชีอะฮ์ ก็เคยรบป้องกันชายแดนเพื่อสู้กับพวกไบแซนไทน์ในนามของอาณาจักรเคาะลีฟะฮ์ซุนนีแห่งอับบาซียะฮ์มาอย่างยาวนาน ภาพของปราชญ์และผู้นำชีอะฮ์ที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของโลกอิสลามเคียงข้างพี่น้องซุนนี จึงมีให้เห็นตลอดในประวัติศาสตร์
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ แต่มันคือเครื่องยืนยันว่าอารยธรรมอิสลามในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด คือยุคที่สามารถอยู่กับความต่างได้โดยไม่ปล่อยให้ความต่างนั้นมาทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
– – – –
[ บรรทัดฐานจากยุคเคาะลีฟะฮ์อัล-มะอ์มูน ]
ถ้าจะย้อนไปให้ไกลกว่านั้นอีก มีเหตุการณ์หนึ่งในยุคเคาะลีฟะฮ์อัล-มะอ์มูน แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ที่น่าประหลาดใจมาก
หลังจากที่เขารบชนะพี่ชายตัวเองในสงครามฟิตนะฮ์ชิงบัลลังก์หลังการเสียชีวิตของเคาะลีฟะฮ์ ฮารูน อัร-รอชีด
เขาก็ทำในสิ่งที่โลกอิสลามยุคนั้นต้องตะลึง และเป็นเรื่องที่คนสมัยนี้แทบจะลืมกันไปหมดแล้ว นั่นคือแทนที่เขาจะเลือกลูกชายหรือคนในตระกูลอับบาซียะฮ์ขึ้นมาเป็นรัชทายาทตามธรรมเนียมที่ทำกันมาตลอด
เขากลับเลือก “อิมามอะลี อัร-ริฎอ” หนึ่งในสิบสองอิมามของชีอะฮ์ ซึ่งเป็นทายาทสายตรงของท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ ให้ขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดอำนาจแทน
กลายเป็นว่าในช่วงเวลานั้น ผู้นำทางการเมืองของอาณาจักรที่คนส่วนใหญ่เป็นซุนนี กับผู้นำทางจิตวิญญาณและวิชาการของฝั่งชีอะฮ์ คือคนๆ เดียวกันในทางพฤตินัย มกุฎราชกุมารของมหาอำนาจมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตอนนั้นก็คืออิมามของชาวชีอะฮ์นั่นเอง
แม้ว่าอิมามอะลี อัร-ริฎอ จะเสียชีวิตไปก่อนอัล-มะอ์มูน และการทดลองนี้ได้ยุติลงพร้อมกับการจากไปของเขา แต่มันได้ทิ้งบทเรียนที่สำคัญไว้ว่า ถ้าฝ่ายการเมืองมีเจตจำนงที่แน่วแน่จริงๆ และเหล่านักวิชาการและผู้นำพร้อมที่จะปฏิสัมพันธ์ต่อกันด้วยใจที่เปิดกว้างและให้เกียรติกันอย่างจริงใจ ข้อตกลงที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ย่อมกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
– – – –
[ ความจริงที่ประวัติศาสตร์บอกเรา ]
ในยุครุ่งเรืองของอับบาซียะฮ์ เส้นแบ่งระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์ไม่ได้ตัดขาดชัดเจนขนาดนั้น เหมือนที่วาทกรรมเชิงหักล้างในยุคหลังพยายามนำเสนอ
ราชวงศ์อับบาซียะฮ์ตอนแรกๆ ก็มีท่าทีที่ก้ำกึ่งกับเรื่องของท่านอะลี เพราะตัวราชวงศ์เองก็ก้าวเข้าสู่อำนาจได้ส่วนหนึ่งก็ด้วยกระแสความนิยมต่อสายวงศ์ของท่านอะลี ความชอบธรรมของพวกเขาเลยมีกลิ่นอายกึ่งๆ ชีอะฮ์ติดมาด้วยตลอด
ยุคนั้นอิสลามชีอะฮ์สิบสองอิมามเองก็ยังไม่ได้ตกผลึกทางความเชื่อแบบสมบูรณ์ จนกระทั่งศตวรรษที่ 3 ของอิสลาม เราเลยได้เห็นขุนนางระดับสูงหรือเสนาบดีที่เป็นชีอะฮ์ทำงานอยู่ในสำนักราชวังตลอด โดยที่อัตลักษณ์ทางนิกายมักถูกละไว้ให้กำกวมด้วยเหตุผลทางการเมืองของชนชั้นปกครอง
อย่างราชวงศ์บูยิด (บูยะฮียะฮ์) ที่เป็นชีอะฮ์ พอมีอำนาจคุมแบกแดดของอับบาซียะฮ์ ก็ยังเลือกที่จะ “อยู่ร่วมกัน” กับเคาะลีฟะฮ์ซุนนี โดยที่ไม่ได้ไปโค่นเขาลง แต่หาทางลงตัวร่วมกัน ขณะที่ขุนศึกชีอะฮ์อาจถืออำนาจทางทหารและบริหารไป ส่วนเคาะลีฟะฮ์ซุนนีรักษาอำนาจเชิงสัญลักษณ์ทางศาสนาไว้
ข้อตกลงนี้แม้จะเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการขับเคี่ยว แต่ก็สามารถทำงานได้จริงอย่างเป็นระบบมาเป็นร้อยปี
พอมาถึงยุคเซลจู๊ก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองซึ่งเป็นซุนนีส่วนใหญ่กับชุมชนชีอะฮ์มีความซับซ้อนขึ้น มีทั้งช่วงเวลาของความตึงเครียดและการประนีประนอม
แม้เซลจู๊กจะใช้สถาบันศาสนาซุนนีเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรม โดยเฉพาะระบบ “มัดรอซะฮ์” ที่ริเริ่มโดยเสนาบดีนิซอม อัล-มุลก์ ซึ่งเป็นโครงการรวบรวมอำนาจทางปัญญาของซุนนีอย่างจงใจ แต่ในทางปฏิบัติ การปกครองประชากรมุสลิมที่หลากหลายยังคงบีบให้ต้องมีการเจรจาต่อรองกับชุมชนชีอะฮ์ทั่วอาณาจักรอยู่เสมอ
ยิ่งในช่วงสงครามครูเสด ชาวชีอะฮ์สิบสองอิมามส่วนใหญ่เลือกที่จะยืนข้างชาวซุนนีมากกว่าจะไปเข้าร่วมกับชีอะฮ์อิสมาอีลีของราชวงศ์ฟาฏิมียะฮ์
ชัยชนะครั้งแรกๆ ที่มีต่อครูเสดก็นำโดยปราชญ์ชีอะฮ์ อย่างกรณีของอิบนุ อัล-ค็อชชาบ ที่ได้เล่าไปแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าสมมติฐานที่ว่าซุนนีกับชีอะฮ์ต้องเป็นศัตรูกันตลอดกาลเป็นเรื่องที่บิดเบือนไปจากความจริง
เพราะเอาเข้าจริง ใครจะเป็นพวกใครมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองและภัยคุกคามที่มีร่วมกัน ไม่ใช่ว่าพอถือต่างนิกายแล้วต้องรบกันทันทีโดยอัตโนมัติ
จุดที่ประวัติศาสตร์เริ่มพังจริงๆ คือยุคหลังมองโกลมาจนถึงยุคราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งเราต้องเข้าใจความเสื่อมถอยนี้ในบริบทที่ถูกต้อง อย่าเอาภาพจำนี้ไปครอบทับประวัติศาสตร์อิสลามทั้งหมด
เดิมทีราชวงศ์ซาฟาวิดเป็นสายซูฟีแบบซุนนีด้วยซ้ำ จนกระทั่ง “ชาห์ อิสมาอีล” รบชนะและเข้ายึดครองอำนาจตอนต้นศตวรรษที่ 16 การตัดสินใจบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนมานับถือชีอะฮ์สิบสองอิมามตอนนั้นทำไปเพื่อ “เหตุผลทางการเมือง” ล้วนๆ
เพราะซาฟาวิดไม่ต้องการสวามิภักดิ์ต่อสุลต่านออตโตมันที่เป็นซุนนี การเปลี่ยนนิกายครั้งนี้ทำให้พวกเขาอ้างความเป็นเอกเทศได้
ชาห์ อิสมาอีล ผู้ซึ่งมีแนวคิดแบบลัทธิ “กิซิลบัช” หรือ “ฆุลาต” ที่เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดทางศาสนาชีอะฮ์ผสมซูฟีสุดโต่ง จึงจงใจเลือกนิกายชีอะฮ์สิบสองอิหม่ามแบบ “ญะอ์ฟารี” ซึ่งเป็นชีอะฮ์กระแสหลักมากกว่ามาเป็นศาสนาประจำชาติแทน
เพราะอย่างน้อย นิกายนี้มีระบบกฎหมายและมีเหล่านักปราชญ์ที่รองรับโครงสร้างการปกครองได้ดีกว่า พวกเขาจึงจ้างปราชญ์ชีอะฮ์จากต่างถิ่นเข้ามาสอนคนของตัวเองใหม่หมด
ดังนั้น “ชีอะฮ์แบบอิหร่าน” ที่เราเห็นวันนี้ ส่วนใหญ่คือผลผลิตจากการสร้างสรรค์ทางการเมืองในยุคนั้น ความเกลียดชังหรือพิธีกรรมหลายอย่างที่ทำให้ซุนนีกับชีอะฮ์เขม่นกันในปัจจุบัน ล้วนเป็นมรดกจากการขับเคี่ยวกันระหว่างสองมหาอำนาจคือออตโตมันกับซาฟาวิด ซึ่งไม่ใช่รากเหง้าดั้งเดิมของชีอะฮ์ที่ย้อนไปไกลถึงยุคซอฮาบะฮ์ท่านนบีแต่อย่างใด
แม้แต่ในอินเดียยุคราชวงศ์โมกุล หรือในอาณาจักรออตโตมันเอง ซุนนีกับชีอะฮ์ก็มีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันที่ยาวนานและซับซ้อน ในระดับประชาชนก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนแยกไม่ออก ในยุคหลังอาณานิคม ความร่วมมือระหว่างสองนิกายก็มีให้เห็นเยอะแยะเต็มไปหมด
จนกระทั่งปี 1979 ที่การเมืองโลกเปลี่ยนไป มีเรื่องการปฏิวัติอิหร่านและสงครามอิรัก-อิหร่านที่ได้เงินหนุนจากต่างชาติเข้ามาปั่นให้คนแตกแยกกันเป็นนิกายอย่างเป็นขบวนการ
แม้แต่ในปากีสถานทุกวันนี้ ปราชญ์ของทั้งสองฝั่งก็ยังเคยหันหน้ามาคุยกันเรื่องการเมืองภาพรวม และพรรคการเมืองของตระกูลบุตโตที่เป็นชีอะฮ์ก็ยังมีคนซุนนีเลือกถล่มทลาย
ยิ่งในโลกของวิชาการ ก็มีการหยิบยืมทางปัญญาระหว่างกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านระเบียบวิธีทางนิติศาสตร์อิสลามและเทววิทยา
เทววิทยาซุนนียุคปลายได้ซึมซับสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับอำนาจทางศาสนาที่มีกลิ่นอายแบบชีอะฮ์ และวิชาการด้านกฎหมายของชีอะฮ์ก็หยิบยกระเบียบวิธีของซุนนีมาใช้ แม้ในขณะที่พวกเขากำลังสร้างจารีตของตนเอง
ชุมชนที่ศัตรูอยากให้รบกันตลอดกาลนั้น ในระดับของ “ไอเดีย” พวกเขากลับมีการสนทนาและแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอ
ข้อสรุปทางวิชาการจากการวิจัยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่จริงจังนั้นชัดเจนว่า ความเกลียดชังทางนิกายในรูปแบบที่เบ็ดเสร็จอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คือ “เกมการเมือง” ที่ถูกรัฐและคู่ขัดแย้งระดับโลกปั่นขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์
มันจึงไม่ใช่ผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากความต่างทางศาสนา แน่นอนว่าเรื่องหลักความเชื่อที่ต่างกันนั้นมีจริงและซีเรียสมากด้วย
แต่ศาสนาเพียงอย่างเดียวไม่อาจอธิบายความรุนแรงทั้งหมดได้ และการโยนทุกอย่างให้เป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่เพียงแต่ผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการให้ความขัดแย้งนี้คงอยู่ต่อไป
____________
4️⃣ สิ่งที่เคยลอง สิ่งที่พัง และทำไมมันถึงไม่ได้ผล
เวลาเราคุยเรื่องซุนนีกับชีอะฮ์ เรามักเริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่า เอกภาพทางเทววิทยาคือเป้าหมายสูงสุดถึงจะแก้ปัญหาได้ บางคนมองว่าภารกิจหลักคือการทำให้สองนิกายนี้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งจริงๆ เราควรตั้งคำถามกับเรื่องนี้ตรงๆ เลยว่า เราต้องการเอกภาพแบบนั้นจริงๆ เหรอ?
เพราะในความหมายนั้น เราไม่เคยจำเป็นต้องมีมันเลยด้วยซ้ำ และถ้าไปย้อนดูความพยายามที่ผ่านมา เราจะเห็นเลยว่ามันมีบทเรียนที่น่ากังวลขนาดไหนกับเป้าหมายแบบนี้
หลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นชัดเจนมาก ฝั่งซุนนีเคยพยายามจะกำจัดชีอะฮ์ด้วยกำลังในยุคอุมัยยะฮ์กับอับบาซียะฮ์ ทั้งไล่ล่า กดขี่ผู้นำ และใช้พละกำลังทางการเมืองกับทหารเพื่อจะกวาดล้างความเชื่อนี้ให้หายไป แต่ก็ทำไม่สำเร็จ
ส่วนฝั่งชีอะฮ์เองพอมีอำนาจขึ้นมาก็เคยพยายามกดหัวซุนนีเหมือนกัน โดยเฉพาะในยุคอาณาจักรฟาฏิมียะฮ์ ซึ่งจริงๆ เป็นชีอะฮ์สายอิสมาอีลี ไม่ใช่สายที่ชีอะฮ์ส่วนใหญ่เป็นกันด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากรบราฆ่าฟันกันมาหลายร้อยปีไม่ใช่การหันหน้ามาคืนดีกัน แต่มันคือการ “ต่างคนต่างอยู่” ชุมชนชีอะฮ์ก็ถอยไปอยู่ในพื้นที่และสถาบันของตัวเอง ชุมชนซุนนีก็แยกไปอยู่อีกทาง
เมื่อเวลาผ่านไป ความโดดเดี่ยวได้บ่มเพาะความไม่รู้ และความไม่รู้นั้นก็นำไปสู่ความเหยียดหยาม ชุมชนที่ไม่รู้จักกันย่อมหวาดระแวงกัน และชุมชนที่หวาดระแวงกันนี่แหละที่สอนให้เกลียดชังกันในที่สุด
วงจรของการบังคับให้เป็นหนึ่งเดียว พอทำไม่สำเร็จก็ไปกดขี่เขา พอเขาสู้ได้ก็แยกกันอยู่ แล้วก็สะสมความแค้นกันไปแบบนี้ วนเวียนอยู่ 1,400 ปี บทสรุปที่ได้จากวงจรนี้ไม่ใช่การบอกว่า “เราต้องพยายามรวมคำสอนให้แนบเนียนกว่าเดิม” หรือ “การพยายามบังคับเข้ารีตอีกฝ่าย”
แต่มันกำลังบอกเราว่า การมองคำว่า “เอกภาพ” ว่ามันต้องหมายถึงการหลอมรวมหลักความเชื่อ หรือการทำให้ชุมชนที่ต่างเป็นเนื้อเดียวกันนั้น คือเป้าหมายที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก
– – – –
[ ลัทธิคลั่งนิกายที่เราปั้นขึ้นมาเอง ]
ในฝั่งซุนนีเองก็มีวาทกรรมที่โจมตีชีอะฮ์อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันตรงๆ วาทกรรมบางอย่าง โดยเฉพาะในกลุ่มอะฮ์ลุลหะดีษหรือสะละฟีย์บางกระแส กลายเป็นการปกป้องจุดยืนของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (อย่างกรณีของ ยะซีด บิน อุมาวียะฮ์ หรือ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน) แบบไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งนอกจากจะบิดเบือนประวัติศาสตร์แล้ว ยังขัดกับแนวทางที่เหล่าซอฮาบะฮ์ชั้นนำและตาบิอีนส่วนใหญ่ทำไว้ด้วยซ้ำ
แถมยังมีแนวโน้มที่จะมองชาวชีอะฮ์ทุกคนผ่านเลนส์ของตัวแทนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เช่น การที่ชาวชีอะฮ์บางส่วนร่วมมือกับพวกมองโกลล้มล้างผู้ปกครองซุนนี หรือการที่ราชวงศ์ซาฟาวิดกดขี่ชาวซุนนีอย่างโหดเหี้ยม แต่พวกเขากลับไม่ยอมตรวจสอบประวัติศาสตร์ด้านมืดของฝั่งตัวเองด้วยมาตรฐานเดียวกัน
จึงถือเป็นความผิดพลาดทางความคิดอย่างร้ายแรง ที่จะระบุว่าความผิดของกลุ่มอื่น ว่าต้องเกิดจากสันดานหรือว่าผิดโดยเนื้อแท้ แต่พอเป็นกลุ่มตัวเองทำผิด กลับบอกว่าเป็นเรื่องของ “สถานการณ์บังคับ”
แม้แต่อิบนุ ตัยมียะฮ์ ผู้ซึ่งความเป็นอริต่อชีอะฮ์ในยุคของท่านได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนและถูกอ้างถึงบ่อยครั้ง
ถึงอย่างนั้น ท่านเองก็ไม่เคยเที่ยวไล่ตักฟีรชีอะฮ์แบบเหมารวมทุกคนว่าตกศาสนา ความกังวลของท่านในตอนนั้นก็มีปัจจัยทางการเมืองเฉพาะหน้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเสนาบดีชีอะฮ์ที่ไปดึงพวกมองโกลเข้ามาถล่มแบกแดด ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ทั้งสองนิกายเพิ่งรบกันเอง
แถมในยุคนั้นผู้นำมองโกลก็เปลี่ยนนิกายสลับไปมาระหว่างชีอะฮ์กับซุนนีจนวุ่นวาย ภัยคุกคามนอกจากเรื่องหลักความเชื่อแล้ว มันยังมีเรื่องความมั่นคงของภูมิรัฐศาสตร์เวลานั้นด้วย
ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันนี้ อิบนุ ตัยมียะฮ์ ในยุคนี้ก็คงจะพุ่งเป้าไปโจมตีพวกผู้ปกครองมุสลิมที่แอบไปจับมือกับอิสราเอลมากกว่า โดยไม่สนหรอกว่าคนพวกนั้นจะเป็นซุนนีหรือชีอะฮ์รึป่าว
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ อิบนุ ตัยมียะฮ์เคยเขียนสารถึงชาวชีอะฮ์ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสุภาพและเปี่ยมด้วยความปรารถนาดี เน้นการชี้แนะมากกว่าการโต้แย้ง ซึ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากงานเขียนเชิงหักล้างขนาดใหญ่อย่าง “มินฮาจญ์ อัซ-ซุนนะฮ์”
สารฉบับนี้รู้จักกันในชื่อภาษาอาหรับว่า “ริซาละฮ์ ลาฏีฟะฮ์ ฟี นะศีหะติ-ช ชีอะฮ์” และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ “Cordial Letter of Advice to the Shia”
สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้โดดเด่นคือโทนเสียงที่ประนีประนอมและเชิญชวน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวาทกรรมเชิงปฏิปักษ์ที่ผู้อ้างอิงชื่อของท่านจำนวนมากนิยมใช้ในปัจจุบัน
____________
5️⃣ สิ่งที่เป็นไปได้ การอยู่ร่วมกันและหุ้นส่วนทางอารยธรรม
หากเอกภาพทางเทววิทยาคือเป้าหมายที่ผิดพลาด แล้วเป้าหมายที่ควรจะเป็นคืออะไร? คำตอบคือ “การดำรงอยู่ร่วมกัน” (Coexistence) ซึ่งไม่ใช่แค่ทางออกแก้ขัด แต่มันคือวิสัยทัศน์เชิงบวกที่ทำได้จริง มีความจริงใจ และมีค่ามากกว่าตัวเลือกอื่นไหนๆ
การอยู่ร่วมกันในระดับพื้นฐานที่สุดหมายความว่า ใครเชื่อแบบไหนก็ปฏิบัติไปตามนั้น ซุนนีก็ทำตามจารีตของซุนนี ชีอะฮ์ก็ทำตามจารีตของชีอะฮ์ ไม่มีใครมีสิทธิ์เอาหลักนิติศาสตร์ของตัวเองไปยัดเยียดให้คนอื่น หรือไปบังคับให้คนที่ไม่เห็นด้วยต้องมาทำตามมาตรฐานทางศาสนาหรือสังคมของตัวเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่การบอกว่าความจริงเป็นเรื่องสัมพัทธ์ แต่มันคือการยอมรับความจริงว่า ถึงจะเชื่อเรื่องศาสนาต่างกัน เราก็สร้างสังคมและอารยธรรมร่วมกันได้
แต่เป้าหมายที่น่าไปให้ถึงมากกว่าแค่การ “ทนอยู่ร่วมกัน” (Tolerance) คือสิ่งที่เรียกว่า “หุ้นส่วนทางอารยธรรม” (Civilizational Partnership) มันคือการร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคม สร้างสถาบัน และวัฒนธรรมการเมืองที่รับใช้มุสลิมทุกคนโดยไม่สนนิกาย
เป็นระบบที่คัดเลือกคนจากความสามารถ ความซื่อสัตย์ และวิสัยทัศน์ มากกว่าจะดูว่าเขาเกิดมาในนิกายไหน ประเทศชาติจะได้อะไรจากการเลือกนักการเมืองซุนนีที่ฉ้อฉล เพียงเพราะเขาเป็นซุนนี แทนที่จะเลือกชาวชีอะฮ์ที่มือสะอาดและมีความสามารถเข้ามาทำงานขับเคลื่อนสังคม?
ประโยชน์อันใดจะหลั่งไหลมาจากการเลือกผู้นำเพียงเพราะจารีตที่เขาสังกัด แทนที่จะมองว่าเขาสามารถส่งมอบอะไรให้แก่ประชาชนที่เขารับใช้ได้จริง? คำถามนี้มีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว
วิสัยทัศน์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องโลกสวย แต่มันเกิดขึ้นจริงแล้วในระดับเล็กๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนซุนนีกับชีอะฮ์ที่เรียนมาด้วยกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน และสร้างมิตรภาพที่ให้เกียรติกันอย่างจริงใจโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ต้องทิ้งความเชื่อของตัวเอง
ผู้ที่มีศรัทธาเคร่งครัดและนักคิดที่จริงจังเหล่านี้รู้จักใช้พื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์ และนำประสบการณ์นั้นกลับไปพัฒนาชุมชนของตัวเอง พวกเขาก็ยังเป็นชีอะฮ์เหมือนเดิม ยังตามปราชญ์ในนิกายตัวเองเหมือนเดิม แต่เขาแสดงให้เห็นผ่านชีวิตจริงว่า ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องจบลงที่การเป็นศัตรูกันเสมอไป
– – – –
[ บทบาทของอุละมาอ์ แถลงการณ์ และกลไกในระดับมหภาค ]
มิตรภาพระหว่างตัวบุคคลนั้นสำคัญก็จริง แต่มันยังไม่พอ เพราะในขณะที่คนหยิบมือหนึ่งได้ใกล้ชิดกันผ่านการเจอกันตัวต่อตัว แต่คนอีกเป็นล้านคนกลับไม่มีโอกาสแบบนั้น การจะเปลี่ยนอะไรให้ได้จริงและยั่งยืนมันต้องทำในระดับสถาบัน คือต้องให้ปราชญ์ระดับสูงของทั้งสองฝั่งมาเจอกัน มาละหมาดด้วยกัน มาพูดคุยต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก และทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า “การอยู่ร่วมกัน” ที่พวกเขาเรียกร้องนั้นหน้าตาเป็นยังไง
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วเมื่อปี 2004 ตอนที่อุละมาอ์ชั้นนำทั่วโลกมุสลิมไปรวมตัวกันที่จอร์แดน จนเกิดเป็น “ปฏิญญาอัมมาน” (Amman Message) หรือ “ริซาละฮ์ อัมมาน”
ปฏิญญาฉบับนี้ระบุชัดเจนว่าสำนักคิดไหนบ้างในอิสลามที่ได้รับการยอมรับว่ายังอยู่ในกรอบของการเป็นมุสลิม โดยมีการรับรองไว้ถึง 8 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ซุนนีทั้ง 4 มัษฮับ (มาลิกี, ฮะนะฟี, ชะฟีอี, ฮันบะลี) รวมถึงมัษฮับซอฮิรี, ชีอะฮ์ญะอ์ฟะรี, ซัยดี และอิบาฎี
อุละมาอ์ที่ลงนามในปฏิญญาฉบับนั้นไม่ใช่ผู้ที่อ่อนต่อโลก แต่พวกเขาคือกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีอิทธิพลที่สุดในโลกมุสลิมร่วมสมัย อาทิ
◾️ ชัยคฺ มุฮัมมัด ซัยยิด ฏ็อนฏอวีย์ (ชัยคุลอัซฮัร ณ เวลานั้น)
◾️ ชัยคฺ อะหมัด อัฏ-ฏ็อยยิบ (ชัยคุลอัซฮัรในปัจจุบัน แต่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีอัซฮัร)
◾️ อยาตุลลอฮ์ อะลี ซิสตานี (มัรญะอ์ชีอะฮ์ผู้มีอิทธิพลสูงสุดในโลก)
◾️ อยาตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี (อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน)
◾️ ชัยคฺ ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวีย์ (อดีตประธานสหภาพอุละมาอฺมุสลิมโลก)
◾️ ชัยคฺ อะลี ญุมอะฮ์ (อดีตมุฟตีใหญ่แห่งอียิปต์)
◾️ ชัยคฺ อับดุลลอฮ์ บิน บัยยะฮ์ (ประธานฟอรัมส่งเสริมสันติภาพในสังคมมุสลิม และประธานสภาฟัตวาแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)
◾️ มุฟตี มุฮัมมัด ตะกี อุษมานี (ผู้นำนักวิชาการสำนักเดียวบันด์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชะรีอะฮ์ปากีสถาน)
◾️ ชัยคฺ มุศฏอฟา เชอริช (อดีตมุฟตีใหญ่แห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา)
◾️ ชัยคฺ อะหมัด บิน หะมัด อัล-คอลีลีย์ (มุฟตีใหญ่แห่งโอมาน ตัวแทนนิกายอิบาฎี)
◾️ เจ้าชายการีม อัล-หุซัยนี (อากา ข่าน ที่ 4) (อิมามที่ 49 แห่งนิกายอิสมาอีลี)
◾️ หะบีบ อุมัร บิน หาฟิซ (คณบดีดารุลมุศฏอฟา นักวิชาการซูฟีผู้มีอิทธิพลระดับโลก)
◾️ และท่านอื่นๆ
ซึ่งพวกเขาทั้งหมดก็ได้ลงนามรับรองสิ่งนี้
ในสภาพแวดล้อมที่มีคนคอยตะโกนด่าว่าชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบนี้แหละที่สร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงและทำลายโอกาสในการมีชีวิตพลเมืองร่วมกัน
การยืนยันว่า “มุสลิมชีอะฮ์ก็คือมุสลิม” จึงไม่ใช่เรื่องของการทูตหรือการประนีประนอม แต่มันคือข้อเท็จจริงที่วางรากฐานอยู่บนเทววิทยา ประวัติศาสตร์ และวิชาการที่พิสูจน์มาอย่างดีแล้ว
แน่นอนว่าความเห็นต่างทางหลักอะกีดะฮ์จะยังมีอยู่ และบางประเด็นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ซีเรียสไม่ใช่น้อย รวมถึงพิธีกรรมบางอย่างของชาวชีอะฮ์ที่มุสลิมกลุ่มอื่นรับไม่ได้ก็มีอยู่จริง
แต่ไม่มีสิ่งใดในนั้นที่จะพาคนที่กล่าวชะฮาดะฮ์ให้หลุดออกไปจากขอบเขตของการเป็นมุสลิม และความเห็นต่างเหล่านั้นก็ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุผลในการดูถูก ทำร้าย หรือปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของใคร เพียงเพราะเขานับถืออิสลามต่างนิกายกัน
____________
6️⃣ ประเด็นเรื่องการด่าทอซอฮาบะฮ์
เรื่องการด่าทอหรือลบหลู่เหล่าซอฮาบะฮ์หรือสหายของท่านนบี ﷺ น่าจะเป็นประเด็นที่สร้างความบาดหมางได้รุนแรงที่สุดระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องคุยกันตรงๆ โดยไม่ต้องพยายามกลบเกลื่อน แต่ก็ไม่ต้องเอามาใช้เป็นอาวุธโจมตีกัน
ความจริงที่ต้องยอมรับคือ เรื่องนี้มันฝังรากลึกในหมู่ชาวชีอะฮ์ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่กลุ่มสุดโต่งเพียงหยิบมือเดียว แต่มักจะทำกันเป็นการภายในมากกว่าจะออกมาตะโกนในที่สาธารณะ ดังนั้นเราจะบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นแค่ชายขอบของสังคมคงไม่ได้
แต่ในความเหมือนมันก็มีความต่าง มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากจากการไปพบ “อยาตุลลอฮ์ ฮุสเซน ฟัฎลุลลอฮ์” หนึ่งในเจ็ดมัรญะอ์อ้างอิงผู้ทรงอำนาจสูงสุดในโลกชีอะฮ์ ณ สำนักงานของท่านที่เลบานอน
ทุกครั้งที่ท่านพูดถึงท่านอบูบักร์ ซึ่งชาวชีอะฮ์ส่วนใหญ่มองด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งหรือเป็นอริ ท่านกลับกล่าวคำให้เกียรติว่า “เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ” (ขอพระเจ้าพอพระทัยท่าน) ทุกครั้ง
นี่ไม่ใช่การเล่นละครตักกียะฮ์ทางการทูตเพื่อเอาใจแขกซุนนี แต่มันคือจุดยืนและวัตรปฏิบัติส่วนตัวของท่าน
แถมก่อนกลับ ท่านยังหยิบบทกวีที่ท่านแต่งเองขึ้นมาให้ดู เป็นบทกวีที่สรรเสริญท่านหญิงอาอิชะฮ์ ภรรยาของท่านนบี ﷺ ซึ่งบทกวีแบบนี้ไม่มีทางหลุดออกมาจากสถาบันศาสนาในเตหะรานแน่ๆ แต่มันออกมาจากหนึ่งในปราชญ์ชีอะฮ์ที่อาวุโสที่สุดในโลก
ถ้าว่ากันตามหลักศาสนา จุดยืนนั้นชัดเจนว่า การด่าทอซอฮาบะฮ์เป็นสิ่ง “ฮะรอม” (ผิดบาป) แต่ไม่ถึงขั้น “กุฟร” (ตกศาสนา) ใครทำคนนั้นก็ต้องไปรับผิดชอบกับพระเจ้าเอง
แต่คำถามที่สำคัญกว่าในโลกความเป็นจริงก็คือ โลกมุสลิมได้ประโยชน์อะไรจากวัตรปฏิบัตินี้? มันช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้นมั้ย? มันช่วยปกป้องคนที่โดนกดขี่ หรือสร้างความยุติธรรมที่ไหนได้บ้าง? คำตอบคือ “ไม่” เลยสักนิด
ถ้าใครจะเชื่อแบบนั้นจริงๆ จนกู่ไม่กลับ นั่นก็ต้องเป็นเรื่องระหว่างเขากับพระเจ้า แต่การมาทำประพฤติแบบนี้ในที่สาธารณะ ต่อหน้าเพื่อนบ้านหรือเพื่อนชาวซุนนี มันคือการยั่วยุที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลยนอกจากความโกรธแค้นและการแตกแยก
มันเป็นเรื่องที่ตลกไม่ออก ที่คนเรายังมานั่งหมกมุ่นอยู่กับการแย่งอำนาจเมื่อ 1,400 ปีก่อน ใส่อารมณ์กันเหมือนเป็นเรื่องการเมืองวันนี้ ในขณะที่ปาเลสไตน์กำลังนองเลือด และโลกมุสลิมล้าหลังในทุกดัชนีการพัฒนาของมนุษย์
เรื่องนี้สะท้อนได้ดีผ่านเรื่องเล่าของคนอเมริกันคริสเตียนที่ไปมัสยิดแล้วเห็นมุสลิมเถียงกันจะเป็นจะตาย พอเขารู้ว่าเถียงกันเรื่อง “ใครควรเป็นผู้นำเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว” เขาถามสั้นๆ คำเดียวเลยว่า “คนพวกนี้บ้าหรือเปล่า?” ซึ่งมันเป็นคำถามที่น่าเก็บไปคิดจริงๆ
____________
7️⃣ ใช้หลักศีลธรรมอิสลามนำทางในโลกที่วุ่นวายสับสน
นอกจากเรื่องประวัติศาสตร์และการเมืองแล้ว ยังมีหลักการอิสลามอีกชุดหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องนำมาใช้เป็นฐานในการปฏิสัมพันธ์กับคำถามเหล่านี้ หลักการพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเข้าใจยากเลย แต่เป็นสิ่งที่รู้จักกันดี ถูกอ้างถึงบ่อยครั้ง แต่อยู่ที่ว่าเราจะแกล้งลืมมันไปหรือเปล่าเวลาที่มันขัดใจเรา
1.ประการแรก: เลือดเนื้อ ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีของมุสลิมทุกคน ไม่ว่าใครก็ตามที่กล่าวคำปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮ์) ล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และจะละเมิดมิได้เสมอกัน
ท่านนบี ﷺ ย้ำเรื่องนี้บ่อยมาก แม้แต่ในคุฏบะฮ์ครั้งสุดท้ายของท่าน ในอัลกุรอานก็เน้นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตมนุษย์ที่บริสุทธิ์ทุกคน (5:32) และความรับผิดชอบที่ผู้ศรัทธาต้องมีต่อกัน หลักการนี้จะไม่เปลี่ยนไป เพียงเพราะมุสลิมคนนั้นอยู่คนละนิกายกับเรา
2.ประการที่สอง: ต้องเช็กข้อมูลให้ชัวร์ก่อนกระทำการใดๆ “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย หากคนชั่วคนใดนำข่าวสารใดๆ มายังพวกเจ้า พวกเจ้าก็จงพิจารณาให้ถ่องแท้ มิเช่นนั้นพวกเจ้าอาจทำอันตรายแก่กลุ่มชนหนึ่งโดยความไม่รู้ และกลายเป็นผู้เสียใจต่อสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำลงไป” (49:6)
ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีแต่ข้อมูลที่ไบแอสหรือเฟคนิวส์ อายะฮ์นี้ไม่ใช่แค่คำแนะนำลอยๆ แต่มันคือคำสั่งทางศีลธรรมที่ต้องทำทันที การด่วนสรุปจากข่าวเพียงเพราะมันตรงกับอคติของเราโดยไม่เช็กให้ดี แล้วยังไปขยายผลต่อ คือความล้มเหลวที่เราทุกคนมักจะทำผิดพลาดกัน
การต่อต้านความอยุติธรรมทางข้อมูลแบบนี้ถือเป็นหน้าที่ และในเมื่อเราเช็กเองทุกเรื่องไม่ไหว มุสลิมจึงจำเป็นต้องช่วยกันสร้างและสนับสนุนสถาบันสื่อที่ทำงานแบบมืออาชีพและเป็นกลางขึ้นมา
3.ประการที่สาม: การเพิกเฉยต่อความขัดแย้งระหว่างมุสลิมด้วยกันเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต อัลกุรอาน (49:9) ระบุว่าเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างมุสลิมสองฝ่าย เราไม่อาจเมินเฉยได้ เราต้องพยายามหาต้นตอของการละเมิดและยุติมันให้ได้ โดยยึดถือความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ยึดถือความจงรักภักดีต่อชาติ เผ่าพันธุ์ กลุ่มสังกัด หรือนิกาย
4.ประการที่สี่: การต่อต้านความคลั่งนิกายไม่ได้แปลว่าความจริงไม่สำคัญ หรือทุกฝ่ายจะถูกไปหมด การโต้แย้งกันเรื่องศาสนาไม่เคยมีที่ว่างให้กับความรุนแรง อคติ หรือข้อมูลเท็จ เราต้องให้ความเป็นธรรมและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ แม้ต่อผู้ที่เราเชื่อว่ามีความบกพร่องทางเทววิทยา
การที่อัลกุรอานเตือนเรื่องการแตกแยกและการล่วงเกินด้วยอคติ ตรงกับสิ่งที่เราเรียกว่าการสร้างภาพจำด้านลบ การลดทอนความเป็นมนุษย์ และข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบัน
การศึกษาเรื่องพวกนี้อย่างจริงจังจึงไม่ใช่การยอบรับกรอบคิดตะวันตก แต่มันคือการทำตามคำสั่งในอัลกุรอาน ปัจจัยสำคัญสองประการที่ทำให้ความรู้นี้เป็น “ฟัรฎูกิฟายะฮ์” หรือหน้าที่ที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกันในวันนี้
อย่างแรกคือ “ภัยคุกคาม” จากเทคโนโลยีที่ทำให้ข้อมูลปลอมแพร่กระจายเร็วมาก ข้อมูลพวกนี้ถูกจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนบ้านใกล้เรือนเคียงเกลียดกันเอง เพื่อให้พวกที่ได้ประโยชน์จากการแตกแยกควบคุมคนได้ง่ายขึ้น
อย่างที่สองคือ “โอกาส” เพราะวันนี้เรามีความรู้ทางประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยาที่อธิบายกลไกของความคลั่งนิกายได้ดีกว่าคนรุ่นก่อน เรามีเครื่องมือที่จะหยุดยั้งมันได้ ถ้าเรามีเครื่องมืออยู่ล้นมือ แต่กลับเลือกที่จะจมปลักอยู่กับข้อมูลปลอมที่ทำให้เราแตกกันเอง นั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดและเป็นเรื่องที่สมควรถูกตำหนิ
5.ประการที่ห้า: มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และพบเห็นได้บ่อยครั้ง ที่คนๆ หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งจะมีทั้งองค์ประกอบของความดีและความชั่วปะปนกัน พวกเขาต้องได้รับการสนับสนุนในส่วนที่เป็นความดี และต้องถูกต่อต้านในส่วนที่เป็นความชั่วร้าย “และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นความดีและความยำเกรง และจงอย่าช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นบาปและการละเมิด” (5:2)
หลักการนี้เป็นการปฏิเสธวิธีคิดแบบแบ่งขั้วที่พวกคลั่งนิกายชอบใช้เป็นพื้นฐาน คือพวกที่ชอบบอกว่า “เพราะอิหร่านได้กระทำการโหดร้ายต่อซุนนี ทุกอย่างที่เขาทำเลยต้องเลวไปหมด” หรือ “เพราะเขาสนับสนุนปาเลสไตน์ ความชั่วที่เขาทำในซีเรียเลยเป็นเรื่องที่ยอมรับได้” ทั้งสองตรรกะนี้ถือว่าผิดพลาดพอๆ กัน
6.ประการที่หก: อย่าไปหลงเชื่อว่าใครเป็นคนดีเพียงเพราะพระเจ้าให้เขาทำเรื่องที่มีประโยชน์ออกมา ท่านนบี ﷺ เคยกล่าวว่า: “พระเจ้าอาจจะใช้คนชั่วหรือคนที่ไม่มีความดีอะไรเลยมาช่วยค้ำชูศาสนานี้ก็ได้” ผลลัพธ์ที่ดีที่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่า “คนที่ทำ” จะกลายเป็นคนดีหรือแตะต้องไม่ได้
7.ประการที่เจ็ด: ในทำนองเดียวกัน ความคิดที่ว่า “ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา” คือตรรกะวิบัติในอิสลาม บางครั้งพระเจ้าก็แค่ใช้คนเลวกลุ่มหนึ่งไปคานอำนาจคนเลวอีกกลุ่มหนึ่ง โดยที่ทั้งสองกลุ่มนั้นไม่มีใครสมควรแก่การที่เราจะไปเข้าข้างหรือจงรักภักดีอย่างไม่มีเงื่อนไข
____________
8️⃣ เครื่องมือของศัตรูและความรับผิดชอบของเรา
มันไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยว่าศัตรูของโลกมุสลิมจ้องจะใช้ความแตกแยกระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์อยู่ตลอด ทั้งให้เงินทุน ทั้งปั่นกระแส และใช้มันเป็นอาวุธถล่มเรา
การพังพินาศของอิรักหลังปี 2003 ไม่ใช่ผลพลอยได้จากความผิดพลาดในการจัดการการยึดครอง แต่การจงใจปล่อยให้เกิดความรุนแรงทางนิกายคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การยึดครองนั้น
พวกเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ศึกษาเรื่องตะวันออกกลางเขารู้ดีอยู่แล้วว่า ถ้าถอดระบบอำนาจนิยมของซัดดัมออกโดยไม่มีสถาบันอะไรมาคุม ความขัดแย้งทางนิกายจะระเบิดขึ้นทันที และบางคนในนั้นก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เพราะอิรักที่แตกแยกคืออิรักที่อ่อนแอ คุมง่าย และไม่มีปัญญาไปท้าทายอำนาจนำของอิสราเอลในภูมิภาคได้
แผนที่ความขัดแย้งทางนิกายที่เราเห็นวันนี้ ส่วนใหญ่จึงถูกขีดเส้นขึ้นด้วยมือของคนนอกที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น
ทั้งซาอุฯ และอเมริกาเคยหนุนหลังซัดดัมให้รบกับอิหร่านยาวนานถึงแปดปีในช่วง 1980 สงครามครั้งนั้นฆ่าชีวิตผู้คนมหาศาล และถูกปั่นด้วยความกลัวทางนิกายพอๆ กับเรื่องการเมือง
หลังจากสงครามนั้นสิ้นสุดลง และสงครามอ่าวครั้งแรกก็นำกองทัพอเมริกันเข้าสู่ซาอุฯ รอยแยกเดิมนี่แหละที่ถูกเอามาใช้อีกครั้งแต่เปลี่ยนทิศทางไป
แพทเทิร์นเดิมๆ นี้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายสิบปี เมื่อไหร่ที่มหาอำนาจภายนอกต้องการให้มุสลิมอ่อนแอ แตกแยก และไร้ความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นเอกภาพ เรื่องซุนนี-ชีอะฮ์จะเป็นเครื่องมือแรกที่เขาหยิบมาใช้เสมอ
แต่เราจะโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้มือที่สามไม่ได้ ถ้าศัตรูของอุมมะฮ์ใช้รอยแยกนี้มาทำร้ายเรา แต่เรายังตั้งหน้าตั้งตาขุดรอยแยกนั้นให้ร้าวลึกขึ้นไปกว่าเดิม ความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์นี้ก็เป็นความผิดของเราเอง
การมองเห็นเครื่องมือที่ฝ่ายตรงข้ามใช้เล่นงานเราอยู่คาตา แต่กลับบอกว่า “ใช่ แต่เรื่องความเห็นต่างทางศาสนาของเรามันสำคัญกว่าการอยู่รอดของส่วนรวม” คือความอ่อนหัดทางการเมืองขั้นสุด
การใช้ความต่างทางนิกายมาปั่นหัวเราคือสิ่งที่ศัตรูที่มีสติปัญญาเขาทำกันอยู่แล้ว มันไม่ใช่แผนที่ล้ำลึกอะไรเลย แต่มันได้ผลเพราะเรายอมให้มันได้ผลต่างหาก
ความคลั่งนิกายในฐานะเรื่องทางการเมือง ส่วนใหญ่ถูกสร้างและเลี้ยงไว้ด้วยน้ำมือของชนชั้นนำ ทั้งรัฐและกลุ่มอิทธิพลที่ได้ประโยชน์จากการเห็นมุสลิมฆ่ากันเอง
รูปแบบมันเห็นชัดอยู่แล้ว เกือบทุกครั้งที่ความรุนแรงระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์พุ่งสูงขึ้น จะมีรัฐหรือตัวแทนบางกลุ่มอยู่เบื้องหลังพร้อมผลประโยชน์ทางการเมืองที่รอเก็บเกี่ยว ถ้ามุสลิมรู้ทันรูปแบบนี้ ถ้าเราหัดรู้เท่าทันสื่อและมีความตระหนักทางประวัติศาสตร์จนมองออกว่า “ใครได้ประโยชน์” จากความเกลียดชังนี้ เมื่อนั้นพวกนักปั่นคลั่งนิกายก็จะสูญเสียผู้ฟังไปเอง
กาซาเคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรื่องนี้ทำได้จริง มุสลิมทุกสายรวมใจกันออกมาประท้วงศัตรูที่กำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จิตวิญญาณแห่งกาซาช่วยปัดเป่าเมฆหมอกแห่งนิกายออกไปแม้เพียงชั่วคราว
แต่มันแสดงให้เห็นสิ่งที่พวกมองโลกในแง่ร้ายไม่อยากยอมรับ ว่าภายใต้ความเกลียดชังที่ถูกปั่นมานานนับร้อยปี เรายังเป็น “ประชาชาติเดียวกัน” ที่ลงมือทำอะไรด้วยกันได้ถ้าเราตัดสินใจจะทำ
คำถามคือเราจะยอมให้การตัดสินใจนั้นถูกทำลายไป แล้วเราก็ปล่อยให้ขุมกำลังเดิมๆ ที่เคยจ่ายเงินหนุนอัสซาด ที่เคยมอบอาวุธให้ซัดดัม และที่สนับสนุนงบประมาณอิสราเอลในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มาเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขความสัมพันธ์ภายในของพวกเราเองงั้นเหรอ?
____________
9️⃣ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และทำไมเราถึงต้องเริ่มเดี๋ยวนี้
ถ้าถามกันตรงๆ ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเปลี่ยนเรื่องนี้ได้ คำตอบคือ นานมาก อาจจะเป็นร้อยปีหรือมากกว่านั้น เพราะการจะเปลี่ยนวัฒนธรรม วิธีคิด และสถาบันต่างๆ เพื่อให้คนมุสลิมอยู่ร่วมกันได้จริงๆ
ทั้งการสอนให้อุมมะฮ์เลือกคนจากความสามารถแทนที่จะเลือกเพราะนิกายเดียวกัน การปรับทิศทางการศึกษาศาสนาจากการประณามกันไปสู่การปฏิสัมพันธ์กับความต่างอย่างจริงใจ และการสร้างสื่อหรือสถาบันความรู้ที่แข็งแรงพอจะสู้กับการปั่นหัวของรัฐบาลได้
เรื่องพวกนี้มันไม่ได้เสร็จภายในสิบปีหรือชั่วอายุคนเดียวหรอก ใครที่บอกว่าเราสามารถทำได้เร็วกว่านั้น ก็อาจจะต้องกล่าวตามตรงว่าโลกสวยเกินกว่าจะรู้จักความซับซ้อนของโลกแห่งความจริงไปหน่อย
แต่ระยะทางที่ยาวไกลไม่ใช่เหตุผลที่จะปฏิเสธการเริ่มต้น การเปลี่ยนโลกครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ทุกครั้งล้วนเริ่มจากไอเดียของคนแค่คนเดียวที่ส่งต่อให้คนไม่กี่คน จนมันค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไป และสุดท้ายพอมันสะสมมากพอ ทั้งความคิดคนและสถาบันต่างๆ ก็เปลี่ยนตามจนกลายเป็นเรื่องปกติในที่สุด
การเลิกทาสไม่ได้เริ่มในสภา แต่มันเริ่มจากคนตัวเล็กๆ ที่ถูกตราหน้าว่า “พวกอ่อนหัดที่ฝันกลางวัน” การไล่ล่าพวกอาณานิคมก็ไม่ได้เริ่มด้วยปืน แต่มันเริ่มจากนักคิดนักเขียนที่กล้าพูดความจริง
ต่อให้ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี ถ้าเราเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ โลกมุสลิมในอีกศตวรรษข้างหน้าจะเปลี่ยนไปจากเดิมแน่นอน แต่ถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ ทุกอย่างก็จะพังอยู่แบบเดิม
ในทางปฏิบัติ การเริ่มต้นนี้ไม่ได้ต้องการอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เกินตัว แต่มันต้องการความสม่ำเสมอในทุกระดับ
◾️ ในระดับวิชาการ: เราต้องการงานเขียนประวัติศาสตร์และศาสนาที่จริงจังและเป็นธรรม เพื่อให้คนมุสลิมรู้ความจริงเกี่ยวกับอดีตของตัวเอง อดีตที่มีทั้งการอยู่ร่วมกันและร่วมมือกัน ไม่ใช่รู้แค่เรื่องความแค้นที่กลุ่มผู้รู้ที่คลั่งนิกายเลือกมาให้เราจำแบบแยกส่วนจากภาพใหญ่ ขาดความละเอียดอ่อน และตัดขาดจากบริบท
◾️ ในระดับสถาบัน: โรงเรียนศาสนา มหาวิทยาลัย และมัสยิด ต้องสอนเรื่อง “ปฏิญญาอัมมาน” ให้เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่กระดาษเก่าๆ จากปี 2004 และครูผ้สอนต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ดู
◾️ ในระดับสื่อ: นักข่าวและคนทำคอนเทนต์มุสลิมต้องเลิกหิวแสงด้วยการใช้ความขัดแย้งทางนิกายมาเรียกยอดวิว และต้องปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของมุสลิมทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นซุนนีหรือชีอะฮ์
◾️ ในระดับการเมือง: คนมุสลิมต้องหัดตัดสินผู้นำจากผลงานที่เขาทำเพื่อประชาชนจริงๆ และไม่ยอมให้ใครเอาเรื่องนิกายมาอ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบและการถูกตรวจสอบได้
ทั้งหมดนี้ไม่มีเรื่องไหนที่ทำง่ายเลย แต่ทุกเรื่องคือสิ่งที่ “ต้องทำ” และทุกอย่างจะง่ายขึ้นถ้าชาวมุสลิมมองให้ออกว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
ปัญหามันไม่ใช่เรื่องความต่างทางศาสนาระหว่างซุนนีกับชีอะฮ์ เพราะเรื่องนั้นเราคุยกันได้จัดการได้ แต่มันคือการ “ฉวยโอกาสทางการเมือง” จากความต่างนั้น โดยฝีมือของทั้งคนในและนอกที่ได้ประโยชน์จากการเห็นอุมมะฮ์แตกแยก อ่อนแอ และจมปลักอยู่ในสงครามที่ฆ่าตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
____________
🔟 เมล็ดพันธุ์ที่ควรค่าแก่การเพาะปลูก
สิ่งที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้กำลังบอกให้ทุกคนมารวมคำสอนศาสนาให้เหมือนกัน เราไม่ได้เรียกร้องเรื่องเอกภาพทางเทววิทยา เพราะต้องขอย้ำอีกทีว่า เอกภาพในความหมายที่ต้องทำให้ซุนนีกับชีอะฮ์กลายเป็นเนื้อเดียวกันนั้นมันเป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่เป้าหมายด้วย
ชีอะฮ์ก็คือชีอะฮ์ ซุนนีก็คือซุนนี นี่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่มันคือการยอมรับความจริงที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์มา 1,400 ปี โครงการไหนที่พยายามจะลบความจริงข้อนี้ทิ้งย่อมพังทลาย เหมือนที่เคยพังมาแล้วทุกครั้ง และความล้มเหลวนั้นก็จะสร้างความแค้นบทใหม่ขึ้นมาอีก
แต่ความต่างมันไม่เคยจำเป็นต้องกลายเป็นความเกลียดชัง ไม่จำเป็นต้องทำให้เพื่อนบ้านเป็นศัตรู หรือต้องสร้างระเบียบการเมืองบนพื้นฐานของความเกลียดชังนิกาย
อารยธรรมอิสลามในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดเคยสร้างสิ่งที่โลกไม่ค่อยได้เห็นมาแล้ว คือพื้นที่ที่ความขัดแย้งทางเทววิทยารุนแรงสามารถดำรงอยู่ควบคู่ไปกับความเป็นหุ้นส่วนทางปัญญา การบริหารปกครองร่วมกัน และการป้องกันตนเองร่วมกันจากศัตรูภายนอก
ยุคของอิบนุ อัล-ค็อชชาบ ปราชญ์ชีอะฮ์ที่นำทัพสู้ครูเสดแทนคนมุสลิมทั้งโลกโดยที่ไม่มีใครถามเรื่องนิกายของเขาเลยตอนที่เขาสละชีวิตเพื่อส่วนรวม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในประวัติศาสตร์ แต่มันคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง
เป็นช่วงเวลาที่ “ตรรกะแห่งอารยธรรมร่วมกัน” อยู่เหนือ “ตรรกะแห่งการแบ่งแยกทางนิกาย” และความเป็นไปได้ที่เคยเกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นซ้ำได้อีกครั้ง
สิ่งที่เคยพยายามมาแล้ว ไม่ว่าจะใช้กำลังบีบบังคับ กดปราบ หรือตัดขาดกันเอง มันล้มเหลวซ้ำซากมาเป็นพันปี อุมัยยะฮ์เคยใช้กำลังกดปราบชีอะฮ์แต่ก็ไม่สำเร็จ
อับบาซียะฮ์พยายามใช้รูปแบบการโน้มน้าวและกีดกันที่สลับซับซ้อนกว่า แต่กลับยิ่งสร้างสำนึกทางนิกายที่พวกเขาต้องการควบคุมขึ้นมาเสียเอง ฟาฏิมียะฮ์มะฮ์พยายามยัดเยียดอำนาจอิสมาอีลีเหนือประชากรซุนนีแต่ล้มเหลว
ซาฟาวิดอาจจะเปลี่ยนอิหร่านเป็นชีอะฮ์ได้สำเร็จ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยยาพิษทางนิกายที่ฉีดเข้าไปในความขัดแย้งกับออตโตมัน ซึ่งกัดกร่อนชีวิตการเมืองมุสลิมนานเป็นร้อยปี
สรุปคือทุกครั้งที่พยายามจะแก้ปัญหาความต่างทางเทววิทยาด้วย “อำนาจ” ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่ข้อยุติ แต่มันคือการทำให้ความแค้นฝังรากลึกกว่าเดิม
สิ่งเดียวที่เราอาจยัง “ไม่เคยลอง” อย่างจริงจังและเป็นระบบ คือการตัดสินใจอยู่ร่วมกันแบบ “มีวุฒิภาวะ” แม้มีวัตรปฏิบัติที่ต่างกัน มีวิธีให้เหตุผลที่ต่างกัน แต่ร่วมกันสร้างสังคม ปกครองร่วมกัน และเลือกผู้นำร่วมกันบนพื้นฐานของสิ่งที่ทำได้จริงเพื่อประชาชน
เรายังไม่เคยเอาปฏิญญาอัมมานที่อุละมาอ์ทั่วโลกเซ็นรับรองว่า “ชีอะฮ์คือมุสลิม” มาใช้เป็นพันธสัญญาจริงๆ ในการเทศนาบนมิมบัร ในการสอนหนังสือ หรือในการทำนโยบายการเมือง
เรายังไม่เคยลองในสิ่งที่อิบนุ อัล-ค็อชชาบทำให้เห็น นั่นคือความเต็มใจของชนกลุ่มน้อยที่จะทุ่มเทเพื่อปกป้องอารยธรรมที่ไม่ได้เป็นของเขาเพียงผู้เดียว และความเต็มใจของชนกลุ่มใหญ่ที่จะยอมรับการทุ่มเทนั้นโดยไม่เรียกร้องความสอดคล้องทางเทววิทยาเป็นค่าตอบแทน
ข้อความบนแผ่นป้ายประท้วงของชาวปาเลสไตน์แผ่นหนึ่งที่ถูกแชร์ต่อกันจนกลายเป็นไวรัลและสะกดหัวใจของผู้ที่พบเห็น ข้อความนั้นตั้งคำถามไว้อย่างเจ็บปวดว่า
“แล้วใครเล่าจะกล้าหยิบกุญแจสู่เยรูซาเลม หากกุญแจดอกนั้นถูกยื่นมาในสภาพที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเด็กๆ ในอิดลิบ?”
นี่คือข้อความของผู้ที่กำลังเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยไม่มีกองทัพหรือรัฐหนุนหลัง แต่พวกเขาก็ยังปฏิเสธการปลดปล่อยที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของชาวซีเรีย
สิ่งที่ถูกเรียกร้องจากพวกเราทุกคนในภาวะเช่นนี้ คือการรักษาความชัดเจนทางศีลธรรมเอาไว้ให้ได้ ท่ามกลางแรงกดดันที่หนักอึ้ง
นั่นหมายถึงการปฏิเสธเส้นทางที่ง่ายที่สุด เส้นทางแห่งความเกลียดชังทางนิกาย ไม่ใช่เพราะความคับแค้นไม่มีอยู่จริง มันมีจริง และมันเข้าใจได้ แต่เพราะเส้นทางนั้นไม่นำไปสู่สิ่งใดเลย นอกจากความมืดที่หนาทึบกว่าเดิม และศัตรูของเราก็รอจังหวะนี้อยู่แล้ว
ทางเลือกอื่นนั้นยากกว่า ช้ากว่า และให้ความสะใจทางอารมณ์น้อยกว่ามาก มันต้องการทั้งความซื่อสัตย์ทางปัญญาและความกล้าหาญทางศีลธรรมในระดับที่สูงมาก เพราะมันบังคับให้เราต้องยอมรับความจริงหลายอย่างพร้อมกัน โดยไม่เลือกรับแต่สิ่งที่ถูกใจ
ว่าสิ่งที่อิหร่านทำในซีเรียและอิรักนั้นชั่วร้ายและแก้ตัวไม่ได้ แต่ชีอะฮ์ทุกคนไม่ใช่อิหร่าน
ว่าชาวซุนนีเองก็มีอาชญากรรมที่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน
ว่าความแตกต่างทางเทววิทยาไม่ได้หมายความว่าสองชุมชนต้องเป็นศัตรูกัน
ว่าการถกเถียงทางวิชาการที่สำคัญควรเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษา ไม่ใช่ผ่านความรุนแรงหรือสงครามสาดโคลนบนโซเชียลมีเดีย
และว่าสถาบันและวัฒนธรรมการเมืองในโลกมุสลิมต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ บนฐานของความสามารถและความยุติธรรม ไม่ใช่ความจงรักภักดีทางนิกาย
งานนี้ยาวและยาก แต่มันเป็นงานเดียวที่นำไปสู่จุดหมายที่ควรค่าแก่การไปให้ถึง
มีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Inception หรือการปลูกฝังความคิด การหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดให้ลึกพอที่มันจะเติบโตได้ด้วยตัวเองตามสภาพแวดล้อมที่มันเผชิญ จนเบ่งบานเป็นสิ่งที่ผู้ปลูกเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ทั้งหมด
เป้าหมายของบทความนี้ไม่ใช่การยื่นพิมพ์เขียวสำหรับการอยู่ร่วมกันของซุนนี-ชีอะฮ์ที่เสร็จสมบูรณ์ แต่เป้าหมายคือการปลูกเมล็ดพันธุ์นั้น
ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่ว่าคือ เราใช้กำลังมาแล้วก็พัง ปราบกันมาแล้วก็พัง ตัดขาดกันมาแล้วก็มีแต่ความเกลียดชัง เราปล่อยให้ศัตรูมาปั่นหัวเราจนเราเสียอิรัก เสียซีเรีย และกำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา และทำให้อารยธรรมที่ควรจะยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกต้องมาอ่อนแอถาวรแบบนี้
สิ่งที่เรายังไม่ได้ลอง อย่างจริงจัง คือการตัดสินใจที่จะเป็น “อุมมะฮ์” ตามที่ท่านนบี ﷺ อธิบายไว้ในคุฏบะฮ์สุดท้าย: เป็นเรือนร่างเดียวกัน ที่ถ้าส่วนไหนเจ็บ ทั้งตัวก็ต้องเจ็บด้วย และเวลาเจ็บ และการตอบสนองต่อความเจ็บปวดนั้นไม่ใช่การควานหาใครสักคนภายในเรือนร่างเพื่อกล่าวโทษ แต่คือความพยายามที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดจากภายนอกต่างหาก
ย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่การมองโลกแบบยูโทเปีย แต่มันคืออารยธรรม เป็นอารยธรรมที่โลกมุสลิมเคยสร้างมาแล้วในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด และเป็นอารยธรรมที่โลกมุสลิมสามารถสร้างขึ้นได้อีกครั้ง หากเลือกที่จะหยุดปล่อยให้บาดแผลที่เก่าแก่ที่สุดถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำร้ายตนเอง
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงจาก Dr. Tareq Al-Suwaidan, “Can the Sunni-Shia schism be resolved?”, Dr. Ovamir Anjum, “Blood Soaked Keys to Jerusalem: Why We Must Stand With The People of Syria” (Yaqeen Institute); Dr. Ovamir Anjum, response to Br. Abdallah al-Rabbat’s critique (Posts on Facebook) โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง
