ไม่จำเป็นต้องไปนับดวงดาวทุกดวงในท้องฟ้าเพื่อหาสัจจะ พยายามอยู่อย่างถ่อมตน เราไม่ต้องแบกรับทุกอย่างเกินที่จะแบกไหว… พยายามอยู่ในโลกอย่างเข้าใจ น้อมรับความจริงอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทุกอย่างจัดวางกันอย่างที่เห็น ไม่จำเป็นต้องไปพลิกดูใต้ก้อนหินทุกก้อนในจักรวาลเพื่อจะเป็นคนดี
นี่ควรเป็นความหมายที่คำว่า “มุสลิม” ถูกนิยามขึ้นมา
lอัล อัคl
____________________
#หมายเหตุ ตามโครงสร้างทางภาษาศาสตร์ คำว่า “มุสลิม” มิได้เป็นเพียงคำนามที่ใช้เรียกกลุ่มคน แต่เป็นคำที่สะท้อนสภาวะทางจิตวิญญาณผ่านรากศัพท์สามอักษรคือ س (ส), ل (ล), م (ม) ซึ่งยึดโยงความหมายกับ “ความเป็นปกติที่ปราศจากความผิดปกติ (ความมีตำหนิ, ความบกพร่อง, ความป่วยไข้)” หรือ “ความปลอดภัย(สงบ)ที่ปราศจากภยันตราย” หรือ “สภาวะแห่งสันติที่ปราศจากความวุ่นวาย”
เมื่อรากศัพท์นี้ถูกผันเข้าสู่มาตรากริยาเพิ่ม أفعل จะกลายเป็นคำกริยาตัวใหม่ว่า أسلم (อัสละมะ) ความหมายเดิมจะถูกขยายให้กลายเป็นการกระทำที่มุ่งเน้นการ “ส่งมอบ” หรือ “สละออก” (เพื่อทำให้เกิดความหมายตามรากศัพท์) ซึ่งในทางภาษาศาสตร์หมายถึงการที่คนหนึ่งตัดสินใจส่งมอบตัวตนของตนเอง เพื่อเข้าสู่สภาวะแห่งสันติ ดังนั้น การเป็นมุสลิมจึงไม่ใช่แค่การสังกัดศาสนาหนึ่งหรือการเป็นศาสนิกแบบหนึ่ง แต่มันคือการดำรงอยู่ในสภาวะที่หัวใจ “ยอมจำนน” “ราบคาบ” และ “ประสาน” เป็นหนึ่งเดียวกับเจตนารมณ์ของพระผู้สร้างอย่างปราศจากการขัดขืน เพื่อนำพาชีวิตเข้าสู่สภาวะแห่งสันติ
เมื่อคำนี้เชื่อมโยงกับรากศัพท์ سلم ที่ยังหมายถึงการได้รับการปกป้องให้พ้นจากความเสื่อม ดังนั้น ในเชิงนิรุกติศาสตร์ “มุสลิม” จึงหมายถึงบุคคลที่ทำให้ตนเองหลุดพ้นจากภาวะที่เสื่อมด้วยการจัดวางชีวิตไว้ในระเบียบที่เที่ยงตรง การยอมจำนนในบริบทนี้จึงไม่ใช่การพ่ายแพ้อย่างสิ้นคิด แต่เป็นการเลือกที่จะ “วางใจ” ในอำนาจที่อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อนำมาซึ่งการดำรงอยู่ของชีวิตที่สันติอย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน..ค่ะ
السلام علیکم ورحمتہ اللہ وبرکاتہ
อัลฮัมดุลิลละห์..ค่ะ
อามีน
جزاک اللہ خیرا