เรื่องการพยายามโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ “ดราม่าระยะสั้น” และไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดขึ้นสด ๆ ในที่ประชุมความมั่นคง
แต่เป็นโครงการทางการเมืองระยะยาวแบบ long-term project ที่ลากยาวตั้งแต่ยุคอูโก ชาเวซ แล้วก็ไหลต่อเนื่องมายันยุคของนิโกลัส มาดูโร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นทั้งความพยายามทำรัฐประหาร การดำเนินปฏิบัติการลับ (covert operations) การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศทั้งประเทศโคลงเคลง รวมไปถึงแรงกดดันเชิงนโยบายที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเหมือนหม้อต้มที่ค่อย ๆ เพิ่มไฟ
และล่าสุด สหรัฐฯ ถึงขั้นตั้งค่าหัวมาดูโรไว้ 50 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งระดมกำลังทหารมากกว่าหนึ่งแสนคนในแถบแคริบเบียน ซึ่งถือว่าเป็นการขยับตัวด้านการทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบประมาณสามสิบปี นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์แน่นอน
ตลอดหลายยุคสมัย เหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้อธิบายก็หมุนวนอยู่แถว ๆ เดิม คือเรื่อง “ยาเสพติด ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน” ฟังดูดีมาก เหมือน textbook ว่าด้วย moral foreign policy
แต่ถ้าเอามาเทียบกับข้อมูลจริง ๆ จะพบว่ามันมีช่องโหว่เต็มไปหมด โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดที่ไม่ค่อยเข้ากับความจริงเท่าไหร่
รายงานของ DEA และเอกสารจากสหประชาชาติระบุค่อนข้างชัดว่า เวเนซุเอลาแทบไม่ได้มีบทบาทจริงจังในเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ
เส้นทางหลักของโคเคนคือผ่านโคลอมเบียและเม็กซิโก ส่วนสารตั้งต้นเฟนทานีลก็เริ่มมาจากจีน ก่อนจะไหลเข้าระบบเม็กซิโก แล้วทะลุเข้าสหรัฐฯ อีกที
กล่าวง่าย ๆ คือ เวเนซุเอลาไม่ใช่ตัวละครหลักใน supply chain นี้ด้วยซ้ำ (พูดภาษาบ้าน ๆ คือ จะโยนบาปก็ต้องดูหลักฐานนิดหนึ่ง)
และตรงนี้เองที่ทำให้เกิด “ฉากประชดโลก” ขึ้นมา เพราะในขณะที่สหรัฐฯ พยายามชี้ว่าเวเนซุเอลาคือภัยใหญ่ด้านยาเสพติด
แต่กลับมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยพิจารณาอภัยโทษให้ฮวน ออร์ลันโด เอร์นานเดซ อดีตผู้นำฮอนดูรัส ซึ่งศาลในนิวยอร์กตัดสินว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลำเลียงโคเคนกว่า 400 ตันเข้าสหรัฐฯ และปัจจุบันยังถูกขังอยู่ในเรือนจำของสหรัฐฯ เอง
ตรงนี้มันเลยชวนให้ตั้งคำถามว่า “สงครามกับยาเสพติด” ของสหรัฐฯ เป็นเรื่องหลักการจริง ๆ หรือเป็นเพียง narrative ทางการเมืองที่หยิบมาใช้เมื่อจำเป็น เพื่อทำให้ปฏิบัติการทางภูมิรัฐศาสตร์ดูมีศีลธรรมรองรับเท่านั้น
และเมื่อมองย้อนกลับไปทั้งภาพใหญ่ สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมืองธรรมดา แต่คือเรื่องเล่ายาว ๆ ของการแทรกแซงที่สืบเนื่องมายาวนาน ซึ่งกำลังบอกเราว่า การเมืองโลกไม่ค่อยมีเรื่องบังเอิญ มีแต่เรื่องที่ถูก “ออกแบบ” ให้เป็นแบบนั้นมาก่อนแล้ว
____________
[ น้ำมันและทรัพยากร ]
เป้าหมายจริง ๆ ไม่ได้ซ่อนอยู่ลึกมาก แค่ต้องมองให้ตรงว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ดราม่า “ประชาธิปไตย” หรือ “สิทธิมนุษยชน” อย่างที่ถูกเล่า
แต่คือเรื่องแบบ classic ของการเมืองโลก นั่นคือ ใครคุมทรัพยากร ใครคุมพลังงาน ใครคุมอำนาจทางเศรษฐกิจ จริง ๆ แล้วเกมมันเริ่มและจบตรงนี้เกือบทั้งหมด
และถ้าถามว่าเวเนซุเอลามีอะไร? คำตอบสั้น ๆ คือ น้ำมัน และไม่ใช่แค่น้ำมันทั่วไป แต่คือปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว (proven oil reserves) ว่ามากที่สุดในโลก ราว 300 กว่าพันล้านบาร์เรล สูงกว่าซาอุดีอาระเบียที่อยู่ราว 260 กว่าพันล้านบาร์เรล และมากกว่ารัสเซียซึ่งอยู่ต่ำกว่ามาก
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ยืนยันโดยหน่วยงานพลังงานนานาชาติและรายงานอุตสาหกรรมน้ำมันตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
นั่นหมายความว่าเวเนซุเอลาไม่ได้มีแค่น้ำมัน “จำนวนมาก” แต่มีทรัพยากรที่จัดว่าใหญ่ที่สุดในโลกที่ยืนยันได้ตามเกณฑ์ทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์สากล (พูดง่าย ๆ คือ นี่คือ “ขุมพลัง” ระดับโลก)
ปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศชัดว่า น้ำมันเหล่านี้เป็นของประชาชนเวเนซุเอลาเอง ไม่ใช่ของบรรษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ อย่าง ExxonMobil หรือ Chevron
นี่คือการยืนยัน sovereignty ทางทรัพยากรแบบเต็มใบ ซึ่งจากมุมมองวอชิงตัน มันคือ “สิ่งที่ยอมรับไม่ได้” ตั้งแต่วันแรก
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับทรัมป์ตรงไหน? ความจริงคือตั้งแต่ปี 2017 เขาพูดตรงมากจนไม่ต้องตีความ ระหว่างคุยกับผู้นำลาตินอเมริกาสองประเทศ เขาถามโต้ง ๆ ว่า “ทำไมผมไม่บุกเวเนซุเอลาเลยล่ะ?”
ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำถามเล่น ๆ ระหว่างมื้ออาหาร แต่คือ mindset ของผู้นำสหรัฐฯ คนหนึ่งที่มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบ transactional politics คือ ถ้ามันมีของที่อยากได้ และคิดว่าตัวเองมีกำลังมากพอ ก็แค่เอามา
เพราะฉะนั้น การระดมกำลังครั้งใหญ่ในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินแบบ “คิดอะไรได้ก็ทำ” แต่คือการเดินหน้าแผนที่น่าจะคิดและวางล่วงหน้ามาเกือบสิบปีแล้ว
และถ้าใครยังคิดว่าทรัมป์พูดเล่น ลองย้อนดูกรณีซีเรีย เขาพูดชัดมากว่า สหรัฐฯ ยังคงกำลังไว้ที่นั่น “เพราะเราได้ครอบครองน้ำมัน และเราควบคุมมันได้”
นี่คือ logic เดิมที่กำลังถูก copy-paste มาใช้กับเวเนซุเอลา เพียงแต่ครั้งนี้เครื่องมือทางทหารใหญ่กว่า หนักกว่า และพร้อมใช้มากกว่า
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อมองออกไปอีกนิด ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา ที่ประเทศกายอานา ExxonMobil เพิ่งค้นพบน้ำมันครั้งใหญ่ระดับประวัติศาสตร์ และอย่าลืมว่า เวเนซุเอลาเองก็มีข้ออ้างสิทธิ์ทางดินแดนบริเวณนั้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19
ดังนั้น ตอนนี้เรากำลังเห็น chessboard ที่ชัดมาก มีสองพื้นที่อุดมด้วยทรัพยากรพลังงาน: หนึ่ง อยู่ภายใต้การครอบงำของบรรษัทอเมริกัน อีกหนึ่ง อยู่ภายใต้รัฐบาลฝ่ายซ้ายที่ไม่เล่นตามเกมวอชิงตัน
และจากมุมมองของทรัมป์ คำถามจึงไม่ใช่ “ควรเจรจาไหม” แต่กลายเป็น “ในเมื่อยึดได้ ทำไมต้องเสียเวลาคุย?” นี่คือจิตวิทยาของมหาอำนาจเมื่อเผชิญประเทศที่ “มีของที่อยากได้ แต่ไม่ยอม”
และเมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สงครามเพื่อคุณค่าที่สูงส่ง แต่คือพลังงานแบบ realpolitik ล้วน ๆ
โลกอาจพูดเรื่องหลักการสวยงาม แต่การตัดสินใจจริง ๆ ยังหมุนรอบน้ำมันและทรัพยากรเหมือนเดิม เพียงแต่ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สงครามยาเสพติด” มาปิดหน้าปกให้ดูดีขึ้นเท่านั้นเอง
____________
[ เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์และการช่วงชิงเขตอิทธิพล ]
ถ้าคิดว่าเรื่องเวเนซุเอลาจบแค่เรื่องน้ำมัน ก็อาจจะยังมองไม่ครบ เพราะอีกชั้นหนึ่งที่สื่อจำนวนมากมักไม่กล่าวถึง หรือพูดแบบผ่าน ๆ คือเกมภูมิรัฐศาสตร์ระดับลึกที่เกี่ยวพันทั้งรัสเซียและคิวบา
หรือแบบที่พูดกันในภาษาการเมืองโลกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของประเทศเล็กประเทศเดียวแล้ว แต่เป็นกระดานหมากรุกทั้งกระดาน”
เดือนมีนาคม 2024 รัสเซียกับคิวบาเพิ่งลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางทหารฉบับใหม่
แล้วแค่สองเดือนถัดมา เรือดำน้ำนิวเคลียร์พร้อมขีปนาวุธของรัสเซียก็ไปโผล่กลางแคริบเบียน จอดสวย ๆ ที่คิวบา ห่างฟลอริดาประมาณ 90 ไมล์ แบบที่มองกล้องยังเห็นกันชัด ๆ
มอสโกบอกตรง ๆ แบบไม่ต้องตีความว่า นี่คือ “symmetric response” หรือการตอบโต้แบบสมมาตรได้สัดส่วนต่อสิ่งที่สหรัฐฯ ทำในยูเครน
คุณเอาขีปนาวุธมาชิดพรมแดนฉัน ฉันก็เอากองทัพมาชิดบ้านคุณเหมือนกัน ง่าย ตรง และค่อนข้างดิบในภาษาความมั่นคงระหว่างประเทศ
แล้วพอเราเห็นภาพนี้ การที่สหรัฐฯ ส่งกำลังขนาดมหาศาลลงมาที่แคริบเบียนหลังจากนั้นสองเดือน มันยากมากที่จะเรียกว่า “บังเอิญ”
สิ่งที่ทรัมป์กำลังสื่อมันชัดมากว่า “ซีกโลกนี้ของข้า อย่าเข้ามายุ่ง”
มันคือการเอาแนวคิดแบบศตวรรษที่ 19 เรื่อง spheres of influence หรือ “เขตอิทธิพล” กลับมาใช้ในโลกปี 2025 แบบไม่อายใคร
โลกอาจจะพูดเรื่องระเบียบโลกเสรี แต่ในความจริง มหาอำนาจก็ยังคิดแบบจักรวรรดินิยมเดิม ๆ อยู่ดี
พูดง่าย ๆ ถ้าเรียบเรียงเป็นภาษาโผงผางแบบทรัมป์ ทรัมป์กำลังสื่อว่า
“โอเค ฉันอาจลดเกมในยูเครนได้ อาจหย่อน ๆ เรื่อง NATO หน่อยก็ได้ แต่ซีกโลกตะวันตกนี่อย่ามายุ่ง ห้ามทหารรัสเซีย ห้ามอิทธิพลเศรษฐกิจจีน เขตนี้คือ backyard ของฉัน”
เวเนซุเอลาเลยไม่ใช่แค่ประเทศหนึ่งในข่าว แต่มันกำลังถูกใช้เป็น “ตัวอย่างสาธิต” ให้ทั้งโลกดูว่า ใครใหญ่ และใครควรก้มหัว
ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกา หรือกำลังมองปักกิ่งกับมอสโกเป็นทางเลือกใหม่ คงเข้าใจ message นี้ชัดเจนมาก
วอชิงตันกำลังบอกว่า “ฉันยังคุมซีกโลกนี้ และพร้อมใช้พลังแบบ overkill เพื่อยืนยันสิ่งนั้น”
ถ้าถอยออกมามองทั้งภาพ มันเลยไม่ใช่แค่ความขัดแย้งเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ แต่มันคือสนามต่อสู้ของระเบียบโลกใหม่ ว่าระบบโลกข้างหน้าจะเดินไปทางไหน ใครกำหนดเกม และใครถูกกำหนด
____________
[ แพทเทิร์นเดิม ๆ ของแผนการแทรกแซงลาตินอเมริกา ]
ถ้าเปิดสมุดบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับลาตินอเมริกา คุณจะเห็นลายมือซ้ำ ๆ เหมือนคนเขียนการบ้านแล้วลอกตัวเองมาเป็นร้อยปี
นโยบายไม่ได้ “เปลี่ยน” แค่เปลี่ยนฉากหลังกับตัวละคร แต่สคริปต์เดิมแทบจะเหมือนก็อปวางกันมา
ปี 1903 สหรัฐฯ ช่วยผลักดันให้ปานามาแยกตัวจากโคลอมเบีย ก็เพื่ออะไร? เพื่อจะสร้างและคุม Panama Canal แบบเต็มมือ
ปี 1954 CIA โค่นรัฐบาลประชาธิปไตยในกัวเตมาลา เพียงเพราะรัฐบาลนั้น “กล้า” เอาที่ดินที่ United Fruit Company ครองไปคืนให้ชาวบ้าน
ปี 1973 ในชิลี สหรัฐฯ สนับสนุนรัฐประหารโค่นซัลวาดอร์ อาเยนเด เพราะเขาเอาทรัพยากรประเทศอย่างเหมืองทองแดงกลับมาเป็นของรัฐ
และถ้าอยากไล่รายชื่อยาว ๆ ก็มีทั้งนิคารากัว เอลซัลวาดอร์ ฮอนดูรัส โดมินิกัน เฮติ และอีกเต็มไปหมด pattern มันชัดมากคือ
เมื่อใดที่รัฐบาลลาตินอเมริกาพยายาม reclaim sovereignty เหนือทรัพยากรของตัวเอง วอชิงตันก็มัก “ปรากฏตัว” ทันที
บางทีก็เริ่มด้วย sanctions (การคว่ำบาตร) บางทีก็ coup d’état (รัฐประหาร) และบางช่วงก็เล่นตรง ใช้กำลังทหารเลย เพราะทำไมต้องอ้อมในเมื่อมีอำนาจพอ
เพราะแบบนี้ เวเนซุเอลาเลยไม่ใช่ “ข้อยกเว้น” แต่เป็นตัวอย่างที่ลงล็อกกับสมการนี้แทบทุกมิติ
ชาเวซขึ้นสู่อำนาจปี 1998 แล้วรีบเดินหน้าเอาการควบคุมน้ำมันกลับสู่รัฐ ใช้รายได้สร้างรัฐสวัสดิการ ขยายความร่วมมือกับคิวบา รัสเซีย จีน และที่สำคัญคือเขาท้าทายสหรัฐฯ แบบไม่เล่นบทสุภาพชนทางการทูตมากนัก
ผลลัพธ์จึง predictable มาก ตั้งแต่ปี 2015 เวเนซุเอลาถูกลากเข้า “สงครามเศรษฐกิจ” ชุดใหญ่
มาตรการคว่ำบาตรกระหน่ำจนเศรษฐกิจหดตัวไปราว 70% หนักกว่าวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เสียอีก
วิกฤตผู้ลี้ภัย หายนะทางมนุษยธรรมจำนวนมากที่เราเห็นในข่าว นั้นผูกโยงโดยตรงกับการบีบคั้นทางเศรษฐกิจเหล่านี้
จากนั้นสหรัฐฯ ก็หยิบภาพความลำบากเหล่านี้ขึ้นมาชู แล้วบอกว่า “เห็นไหม นี่คือความล้มเหลวของสังคมนิยม”
ทั้งที่ความจริงส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นจาก “นโยบายผิดพลาด” เสียทีเดียว แต่เกิดจากการ strangulation แบบตั้งใจ โดยประเทศที่มีอำนาจเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
พูดให้ตรงคือ สหรัฐฯ บีบคอเศรษฐกิจเวเนซุเอลาให้หายใจไม่ออก พอคนเดือดร้อน ก็ใช้ความเดือดร้อนนั้นเป็นหลักฐานเพื่อผลักดัน regime change อีกที มันเลยกลายเป็นวงจรที่ทั้งย้อนแย้ง ทั้งน่าขัน และก็โหดร้ายในเวลาเดียวกัน
และนี่แหละ คือ narrative ใหญ่ที่ต้องเก็บไว้ในใจเวลาเรามองกรณีเวเนซุเอลา เพราะมันไม่ใช่เรื่อง “ประเทศหนึ่งบริหารพัง” แบบที่ถูกเล่าเพียงด้านเดียว
แต่มันคือ battle ระหว่างอธิปไตยของรัฐกับอำนาจของมหาอำนาจ ที่เล่นเกมนี้มาเป็นศตวรรษแล้ว และก็ยังไม่คิดจะหยุดง่าย ๆ
____________
[ ความย้อนแย้งของวาทกรรม “ประชาธิปไตย” ]
สิ่งที่สหรัฐฯ เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ในกรณีเวเนซุเอลา มันดูไม่ต่างจากคำสวยหรูที่กลวงเปล่าเสียมากกว่า
ตอนทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก เราเห็นฉากที่แทบจะเรียกได้ว่า political theatre แบบเต็มรูปแบบ
สหรัฐฯ ประกาศยกให้ฮวน กุยโด ประธานสภาแห่งชาติ กลายเป็น “ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา” คนใหม่ เชิญขึ้นไป State of the Union ต่อหน้าสื่อทั้งโลก
แล้วแนะนำอย่างภูมิใจว่า “นี่คือผู้นำของเวเนซุเอลา” เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า วอชิงตันสามารถกดปุ่ม assign leader ให้ประเทศอื่นได้ตามสะดวก
นี่ยังไม่รวมการยึดเงินทุนสำรองของเวเนซุเอลาและโอนสิทธิ์การควบคุมให้กุยโด ซึ่งเอาตรง ๆ ก็ใกล้เคียงคำว่า “การยึดทรัพย์สินของรัฐต่างชาติอย่างเปิดเผย” มากกว่าจะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยแบบที่ชอบพูดกัน
ทั้งที่ในความเป็นจริง เวเนซุเอลาไม่ได้ปิดประตูเจรจาเสียทีเดียว ตรงกันข้าม พยายามเปิดโต๊ะพูดคุยหลายครั้ง รวมถึงการเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทในภาคพลังงานด้วยเงื่อนไขที่ถือว่า friendly พอสมควร
แต่ปัญหาคือ ข้อเสนอเหล่านั้นไม่ได้เท่ากับ “การยอมยกให้หมด” สิ่งที่เวเนซุเอลายืนยันคือความร่วมมือแบบ partnership ที่รัฐยังคงควบคุมทรัพยากรตัวเองอยู่ และนั่นแหละคือสิ่งที่สหรัฐฯ รับไม่ได้
เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ “access to oil” แต่มันคือ “control over decision-making” ว่าใครคือผู้สั่งการที่แท้จริง
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือทำให้แน่ใจว่า รัฐบาลฝ่ายซ้ายที่กล้าท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ต่อเนื่องมากว่าสองทศวรรษ จะไม่มีวันยืนหยัดได้อย่างประสบความสำเร็จ
เพราะถ้าเวเนซุเอลายังยืนได้ ยังรักษา sovereignty (อธิปไตยเชิงนโยบาย) ไว้ได้ นั่นเท่ากับเปิดต้นแบบที่อันตรายมากในสายตาวอชิงตัน สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่อาจคิดอยากเดินเส้นทางเดียวกัน
____________
[ วิกฤตเชิงโครงสร้างของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ]
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา มันไม่ได้เป็นแค่เหตุการณ์เฉพาะหน้าแบบ “ฟ่าผ่าแล้วก็จบไป” แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างลึก ๆ ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ทั้งระบบเลยก็ว่าได้
สหรัฐฯ เดินมาถึงจุดที่คำว่า “National Security” ถูกตีความเหมือนบัตรผ่านที่จะทำอะไรก็ได้
ตั้งแต่ targeted killing (ลอบสังหารเป้าหมายเฉพาะ) โดยไม่ต้องมีกรอบสงครามชัดเจน
ใช้ CIA เป็น shadow army (กองกำลังเงา) ผ่านปฏิบัติการลับ
ไปจนถึงทำให้ “สงครามถาวร” กลายเป็น normal condition ของรัฐมหาอำนาจ
กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดข้ามคืน แต่มันถูกสะสม บ่มตัว และค่อย ๆ ดันเส้นความสุดโต่งออกไปเรื่อย ๆ
และนี่ไม่ใช่เรื่องของ “พรรคไหนนิสัยแย่กว่า” ด้วย เพราะโครงสร้างนี้ถูกบริหารโดยรัฐบาลจากทั้ง Democrat และ Republican มาแล้วทั้งนั้น
รัฐบาลโอบามาเองก็มีบทบาทสำคัญในความพยายามเปลี่ยนระบอบในเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่ลิเบีย ซีเรีย และพื้นที่อื่น ๆ ก่อนหน้า
แนวคิดแบบนีโอคอน (Neoconservative Doctrine) ที่ก่อรูปหลังสงครามเย็น ภายใต้อิทธิพลของบุคคลอย่างดิ๊ก เชนีย์ และโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ ได้สร้างมายาคติว่ามหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลกย่อมมี “สิทธิ์จัดระเบียบโลก” ตามที่ตนเห็นว่าเหมาะสม
ผลลัพธ์ก็เห็นกันถ้วนหน้า: สงครามอิรักที่อ้างอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) ซึ่งปรากฏว่าข้อเท็จจริงพังหมด
แต่ต้นทุนคือเงินมหาศาลระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ชีวิตนับไม่ถ้วน และภูมิภาคทั้งภูมิภาคที่ยังไม่กลับสู่ความปกติจนวันนี้
สูตรมันชัดและถูก copy-paste ใช้ซ้ำอย่างเป็นระบบ: ชี้ตัว “รัฐบาลไหนที่ไม่พอใจ” สร้าง narrative ให้การแทรกแซงดูชอบธรรม เปิดปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบ แล้วปล่อยให้ประเทศนั้นเผชิญกับความโกลาหลกันเอง
ไม่ว่าลิเบีย ซีเรีย อัฟกานิสถาน อิรัก ล้วนคือหลักฐานชุดเดียวกัน และตอนนี้เวเนซุเอลาก็ถูกดันให้ยืนเข้าคิวเส้นทางนี้
ทั้งที่นี่ไม่ใช่ประเทศเล็ก ๆ ประชากรราว 30 ล้าน พื้นที่ใหญ่เท่าเท็กซัสรวมแคลิฟอร์เนีย การบุกอาจจะ “ทำได้”
แต่การ “ยึดครอง บริหาร และทำให้คนยอมรับ” คือฝันร้ายระยะยาวที่พูดตรง ๆ คือไม่มีใครอยากรับผิดชอบ
แต่ปัญหาคือ ผู้กำหนดนโยบายในวอชิงตันไม่ได้คิดถึงระยะนั้น สิ่งที่ผลักการตัดสินใจจริง ๆ คือทรัพยากรน้ำมัน การโชว์แสนยานุภาพ และการยืนยันว่า “เรายังคุมเกมอยู่”
นี่จึงไม่ใช่แค่วิกฤตด้านยุทธศาสตร์ แต่คือวิกฤตทางศีลธรรมและสติปัญญาของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ที่พร้อมพังประเทศหนึ่งทั้งประเทศ เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้
นี่ไม่ใช่เรื่อง “การปกป้องโลกเสรี” แบบที่สหรัฐฯ ชอบพูด แต่มันคือการพยายามคุมเกมโลกด้วยค่าใช้จ่ายที่คนอื่นต้องจ่ายแทนต่างหาก
____________
[ ความเงียบที่ร่วมสมรู้ร่วมคิด ]
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ได้อยู่แค่ความย้อนแย้งหรือความหน้าไหว้หลังหลอกของคำพูดเรื่อง “กติกาโลก” เท่านั้น
แต่คือ “ความเงียบ” ของทั้งระบบระหว่างประเทศที่เหมือนพร้อมจะปล่อยผ่านทุกอย่าง
คำถามพื้นฐานที่ควรมีบนโต๊ะกลับเงียบหายไปเฉย ๆ สหประชาชาติอยู่ตรงไหน? คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทำอะไรอยู่? หลักการชัด ๆ ที่ว่า “รัฐหนึ่งไม่มีสิทธิข่มขู่จะบุกอีกรัฐ” หายไปไหน?
เหมือนมีใครค่อย ๆ ลบกติกาเหล่านี้ออกจากสมุด แล้วแทนที่ด้วยความเชื่อแบบเรียบง่ายว่า “สหรัฐฯ ทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นสหรัฐฯ”
น่าแปลกที่สื่อกระแสหลักแทบไม่มีใครพูดตรง ๆ ว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และมีลักษณะชัดเจนของจักรวรรดินิยมที่กลับมาในแพ็กเกจใหม่
ผู้นำประเทศใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้ลุกขึ้นตั้งคำถามอย่างจริงจัง
สิ่งที่เราเห็น คือโลกยืนมองสหรัฐฯ เคลื่อนกองกำลัง เตรียมพร้อมจะโค่นรัฐบาลที่มีอธิปไตย ด้วยเหตุผลที่บางเบาจนเหมือนดูถูกสติปัญญาของคนดู แต่กลับไม่มีแรงต้านระดับที่ทำให้พวกเขาต้องหยุดคิดใหม่
ถ้าสหรัฐฯ สามารถข่มขู่รุกราน แสดงท่าทีเปิดหน้า ทำทุกอย่างอย่างเปิดเผย และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรก็ได้
ก็คงต้องยอมรับความจริงที่ไม่สวยนักว่า “ระเบียบโลกที่อ้างว่ามีกติกา” อาจเป็นเพียงคำประกาศสวย ๆ มากกว่าสิ่งที่ใช้ได้จริง
และถ้ามันใช้ไม่ได้กับเวเนซุเอลา ก็อย่าหวังว่ามันจะใช้ได้กับใครทั้งนั้น
นี่คือภาพของอำนาจสหรัฐฯ ในปี 2026: ชัดเจน ตรงไปตรงมา โผงผางแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์นัก และที่น่าหนักใจกว่าตัวสหรัฐฯ เอง คือความจริงที่ว่า แทบไม่มีใครบนเวทีโลกอยากหรือกล้ายืนหยัดทัดทานมันอย่างจริงจัง
____________
[ เส้นทางที่โลกต้องตัดสินใจ ]
ตอนนี้ประเด็นมันไม่ใช่ว่า ทรัมป์จะบุกหรือไม่บุกอีกแล้ว (บทวิเคราะห์นี้ Jeffrey Sachs ให้สัมภาษณ์ก่อนที่ทรัมป์จะตัดสินใจบุกโจมตีเมื่อวาน)
เพราะทั้งการเตรียมกำลังทหารที่เป็นระบบ และแผนยุทธศาสตร์ที่ลากยาวมาหลายสิบปี มันชัดพออยู่แล้วว่าความตั้งใจไปทางไหน
คำถามจริง ๆ คือ จะมีใครลุกขึ้นมาหยุดไหม และถ้ามองสถานการณ์ตอนนี้ตรง ๆ ก็แทบไม่เห็นสัญญาณอะไรแบบนั้นเลย
โลกกำลังยืนดูมหาอำนาจประกาศว่าจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศกันโต้ง ๆ ข่มขู่ประเทศที่มีเอกราช และอาจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกในรอบราวสามทศวรรษ แถมเหตุผลที่ใช้อธิบายก็บางเสียจนคนตามข่าวยังรู้สึกเกรงใจแทน
สิ่งที่จะเกิดกับเวเนซุเอลาต่อจากนี้ จึงไม่ใช่ “เรื่องภายในประเทศของประเทศ ๆ หนึ่ง” แต่เป็นบททดสอบระดับระบบว่า ระเบียบโลกที่เราชอบพูดกันจริง ๆ แล้วมีอยู่หรือเปล่า
“กฎหมายระหว่างประเทศ” ยังเป็นหลักยึด หรือเป็นแค่คำหรู ๆ ในเอกสาร
“อธิปไตยรัฐ” ยังศักดิ์สิทธิ์ หรือเหลือสถานะเป็นคำสวย ๆ ในงานประชุม
และคำถามใหญ่กว่านั้นคือ ประชาคมระหว่างประเทศจะสามารถ หรือแม้แต่จะยอมจำกัดอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ ได้จริงไหม
มองย้อนประวัติศาสตร์ก็เห็น pattern ชัดเจน ตั้งแต่อิหร่านปี 1953 กัวเตมาลา 1954 ชิลี 1973 ไปจนถึงอิรัก 2003
เรื่องมักเดินหน้าแม้จะผิดกฎหมาย แม้จะทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล และแม้จะสร้างปัญหาระยะยาวมากกว่าความมั่นคง ซึ่งก็ตรงไปตรงมาว่า “รู้ทั้งรู้…แต่ก็ยังทำ”
ที่น่าสนใจ (และน่าขมขื่นนิด ๆ) คือ คนอเมริกันส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการผจญภัยทางทหารแบบนี้ เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์คัดค้านสิ่งที่กำลังถูกเตรียมสำหรับเวเนซุเอลา
แต่ระบบการเมืองกลับเดินหน้าอย่างแทบไม่สนเสียงสังคม ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างความมั่นคงถาวร (security establishment) ผลประโยชน์ของบรรษัท และเกมอำนาจที่ไม่ได้เกี่ยวกับ “เจตจำนงของประชาชน” มากนัก
นี่แหละความหมายจริงของคำที่ชอบเรียกกันว่า “รัฐซ้อนรัฐ” (Deep State) ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่คือความจริงว่า มีสถาบันและผลประโยชน์บางกลุ่มที่กำหนดทิศทางนโยบาย ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมานั่งทำเนียบก็ตาม
ความหมกมุ่นกับเวเนซุเอลายืดเยื้อยาวนานกว่า 20 ปี เพราะประเทศนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาคที่วอชิงตันยังมองว่าเป็น “ของเรา” (sphere of influence) คล้ายคิวบาที่โดนคว่ำบาตรมายาวนานกว่า 65 ปี
เรื่องนี้เลยไม่ใช่แค่การเมืองระยะสั้น แต่มันคือการรักษาอำนาจนำ การลงโทษประเทศที่ไม่ยอมก้มศีรษะ และเมื่อสหรัฐฯ หมายหัวรัฐบาลไหน โดยเฉพาะในซีกโลกนี้ มันแทบไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
คำถามสุดท้ายจึงตรงไปตรงมามากว่า ความหมกมุ่นครั้งนี้จะกลายเป็นหายนะใหม่อีกครั้งไหม และก่อนสถานการณ์จะดิ่งหนักกว่านี้ จะมีใครกล้าพอจะลุกขึ้นมาหยุดมันได้หรือไม่?
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงจากบทวิเคราะห์ของ Jeffrey Sachs โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง

ที่มา (sources) และสามารถฟังบทวิเคราะห์เพิ่มเติมและอัปเดตสถานการณ์โดย Jeffrey Sachs ได้
Jeffrey Sachs: U.S. Attacks Venezuela & Kidnaps President Maduro
https://www.youtube.com/watch?v=LhZuTOuwKGA
Prof. Jeffrey Sachs : Regime Change in Venezuela
https://www.youtube.com/watch?v=W-db27pQ2rM
Jeffrey Sachs Reveals Real Reason Behind Trump’s Venezuela Moves; ‘Not Fighting Drug Cartels But…’
https://www.youtube.com/watch?v=rrlm0x_8Fjw