อิสลามได้สถาปนาความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นระหว่างจริยธรรมกับการเมือง เช่นเดียวกับที่อิสลามเชื่อมโยงจริยธรรมเข้ากับเศรษฐศาสตร์
การเมืองในอิสลามแตกต่างจากการเมืองแบบมาเคียเวลลี (Niccolò Machiavelli) โดยสิ้นเชิง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในการเมืองแบบอิสลาม เป้าหมายไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างให้กับวิธีการได้แต่อย่างใด
ตรงกันข้าม เป้าหมายจะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินไปตามหลักศีลธรรมที่มั่นคงเท่านั้น ไม่ว่าหนทางนั้นจะยากลำบากเพียงใด
หลักศีลธรรมเหล่านี้มีผลบังคับใช้อย่างทั่วถึง ทั้งในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนภายในประเทศ และในมิติอื่น ๆ ของการเมืองด้วย
จริยธรรมในอิสลาม ทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐอื่น (การเมืองระหว่างประเทศ) อิสลามได้ปฏิเสธ “วิธีการที่สกปรก” เพื่อให้บรรลุ “เป้าหมายอันสูงส่ง” อย่างเด็ดขาด
ดังที่ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงสวยงามและทรงรักความสวยงามเท่านั้น” [1]
ในเรื่องการเมืองภายใน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสสั่งบรรดาผู้นำทางการเมืองว่า
إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَن تُؤَدُّوا الْأَمَانَاتِ إِلَىٰ أَهْلِهَا وَإِذَا حَكَمْتُم بَيْنَ النَّاسِ أَن تَحْكُمُوا بِالْعَدْلِ ۚ إِنَّ اللَّهَ نِعِمَّا يَعِظُكُم بِهِ ۗ إِنَّ اللَّهَ كَانَ سَمِيعًا بَصِيرًا
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คน พวกเจ้าก็จะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮฺทรงแนะนำพวกเจ้าด้วยสิ่งซึ่งดีจริง ๆ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยินและได้เห็น” (อัลกุรอาน 4:58)
ผู้นำทางการเมืองมีหน้าที่ต้องปฏิบัติความยุติธรรมอย่างแท้จริงต่อประชาชนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงฐานะ วัตถุ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว ตัวอย่างเช่น การเล่นพรรคเล่นพวก (Nepotism) ไม่ได้รับอนุญาตในอิสลาม
ผู้นำมุสลิมไม่อาจเอื้อประโยชน์ให้ญาติ พรรคการเมือง หรือพวกพ้องของตนในการแต่งตั้งตำแหน่งรัฐ เพราะการกระทำเช่นนั้นเท่ากับมอบสิทธิให้แก่ผู้ที่ไม่สมควรได้รับ และพรากสิทธิจากผู้ที่สมควรได้รับ ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบของความอธรรม
แท้จริงแล้ว ท่านนบี ﷺ ได้ยกเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกขึ้นมาเป็นสัญญาณเตือนถึงจุดจบของประชาชาติ ท่านนบีกล่าวขณะให้คุฏบะฮ์วันหนึ่งว่า
“เมื่อความไว้วางใจถูกทำให้สูญหาย ก็จงรอคอยวันสิ้นโลกเถิด” มีผู้ถามว่า “ความไว้วางใจจะสูญหายได้อย่างไร?” ท่านนบี ﷺ ตอบว่า “เมื่อความรับผิดชอบถูกมอบให้แก่ผู้ที่ไม่มีความสามารถ เมื่อนั้นจุดจบของโลกก็ใกล้เข้ามาแล้ว” [2]
ความยุติธรรมยังรวมถึงการลงโทษโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีฐานะทางสังคม ความมั่งคั่ง อำนาจ หรือความใกล้ชิดกับชนชั้นปกครองเพียงใด
ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวเรื่องนี้ว่า “สิ่งที่ทำให้ประชาชาติก่อนหน้าพวกเจ้าล่มสลายก็คือ เมื่อคนชั้นสูงในหมู่พวกเขาขโมย พวกเขากลับปล่อยไว้โดยไม่ลงโทษ แต่เมื่อคนอ่อนแอหรือยากจนขโมย พวกเขากลับลงโทษอย่างเด็ดขาด ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากฟาฏิมะฮ์ บุตรีของมุฮัมมัดขโมย ฉันก็จะตัดมือของนาง” [3]
ดังนั้น การเมืองภายในในอิสลามจึงต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรมและความเสมอภาคระหว่างประชาชนทุกคน ทั้งในด้านสิทธิ หน้าที่ และบทลงโทษ ผู้ปกครองต้องซื่อสัตย์ต่อประชาชนและกล่าวความจริงอยู่เสมอ
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “กษัตริย์ผู้โกหก คือหนึ่งในสามกลุ่มคนที่อัลลอฮ์จะไม่ทรงมองดูพวกเขาในวันกิยามะฮ์ และพระองค์จะไม่ทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์” [4]
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมุสลิมกับรัฐอื่น ๆ ก็อยู่ภายใต้กรอบของศีลธรรมอิสลามเช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์เหล่านี้ต้องตั้งอยู่บนการเคารพข้อตกลงและพันธะสัญญา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า
وَأَوْفُوا بِعَهْدِ اللَّهِ إِذَا عَاهَدتُّمْ وَلَا تَنقُضُوا الْأَيْمَانَ بَعْدَ تَوْكِيدِهَا وَقَدْ جَعَلْتُمُ اللَّهَ عَلَيْكُمْ كَفِيلًا ۚ إِنَّ اللَّهَ يَعْلَمُ مَا تَفْعَلُونَ ﴿٩١﴾ وَلَا تَكُونُوا كَالَّتِي نَقَضَتْ غَزْلَهَا مِن بَعْدِ قُوَّةٍ أَنكَاثًا تَتَّخِذُونَ أَيْمَانَكُمْ دَخَلًا بَيْنَكُمْ أَن تَكُونَ أُمَّةٌ هِيَ أَرْبَىٰ مِنْ أُمَّةٍ ۚ إِنَّمَا يَبْلُوكُمُ اللَّهُ بِهِ ۚ وَلَيُبَيِّنَنَّ لَكُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ مَا كُنتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ ﴿٩٢﴾ وَلَوْ شَاءَ اللَّهُ لَجَعَلَكُمْ أُمَّةً وَاحِدَةً وَلَٰكِن يُضِلُّ مَن يَشَاءُ وَيَهْدِي مَن يَشَاءُ ۚ وَلَتُسْأَلُنَّ عَمَّا كُنتُمْ تَعْمَلُونَ
91. และพวกเจ้าจงปฏิบัติให้ครบตามพันธสัญญาของอัลลอฮ์ เมื่อพวกเจ้าได้ให้สัญญาไว้ และพวกเจ้าอย่าได้ทำลายคำสาบานหลังจากได้ยืนยันมัน และแน่นอน พวกเจ้าได้ตั้งอัลลอฮ์เป็นพยานแก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
92. และพวกเจ้าอย่าเป็นเช่นนางที่คลายเกลียวด้ายของนาง หลังจากที่ได้ปั่นให้มันแน่นแล้ว โดยถือเอาการสาบานของพวกเจ้าเป็นการล่อลวงระหว่างพวกเจ้า เพื่อที่จะให้ชาติหนึ่งเข้มแข็งกว่าอีกชาติหนึ่ง แท้จริง อัลลอฮ์ทรงทดลองพวกเจ้าด้วยการสาบาน และแน่นอน พระองค์ตะทรงชี้แจงแก่พวกเจ้าในวันกิยามะฮ์ ถึงสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องนั้น
93. และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์จะทรงทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกัน แต่พระองค์จะให้ผู้ที่พระองค์ประสงค์หลงทาง และจะทรงชี้แนะทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และแน่นอน พวกเจ้าจะถูกสอบสวนถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ (อัลกุรอาน 16:91–93)
ในโองการเหล่านี้ อัลลอฮ์ทรงบัญชาให้มุสลิมเคารพและรักษาข้อตกลง เพราะข้อตกลงเหล่านั้นมีผลผูกพันไม่ต่างจากพันธสัญญาที่มีกับอัลลอฮ์เอง
พระองค์ยังทรงเตือนมิให้ละเมิดข้อตกลง และทรงเปรียบการกระทำเช่นนั้นกับหญิงผู้โง่เขลาที่รื้อด้ายของตนเองหลังจากอุตส่าห์ปั่นมันอย่างแน่นหนาแล้ว
โองการนี้ยังเรียกร้องให้ข้อตกลงระหว่างประเทศตั้งอยู่บน เจตนาที่ดี ความซื่อสัตย์ และความจริงใจ โดยปราศจากการหลอกลวงหรือวาระซ่อนเร้นที่จะทำให้ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งบนความเสียเปรียบของอีกฝ่าย
ท่านนบี ﷺ เป็นแบบอย่างอันสูงส่งในการให้เกียรติและรักษาข้อตกลงกับชุมชนอื่น แม้ในบางครั้งเหล่าศอฮาบะฮ์จะมองว่าข้อตกลงเหล่านั้นไม่เป็นธรรมต่อมุสลิมก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ในช่วงสงครามบัดรฺ หุซัยฟะฮ์ อิบนุ อัล-ยะมาน และบิดาของเขา ได้มาขออนุญาตท่านนบี ﷺ เพื่อเข้าร่วมกองทัพมุสลิม แต่ท่านไม่อนุญาต
เนื่องจากทั้งสองมีข้อตกลงกับเผ่ากุเรช ซึ่งระบุว่าพวกเขาจะไม่เข้าร่วมรบเคียงข้างมุสลิม
ท่านนบี ﷺ กล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกท่านจงกลับไปเถิด เราจะรักษาข้อตกลงที่มีกับพวกเขา และเราจะขออัลลอฮ์ให้ทรงช่วยเหลือเราต่อสู้กับพวกเขา” [5]
แม้บางคนจะเห็นว่า การเมืองไม่มีพื้นที่สำหรับศีลธรรม แต่ในอิสลามมิได้เป็นเช่นนั้น การเมืองอิสลามตั้งอยู่เหนือสิ่งอื่นใดบนความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และการรักษาเกียรติและคำมั่นสัญญา ….
โดย ดร. ยูสุฟ อัล-เกาะเราะฎอวีย์
………………………………………….
เชิงอรรถ
[1] มุสลิม (1598) อิหม่าม อะหฺมัด (15758) และอาบู ดาวูด (3447)
[2] อิหม่าม อะหฺมัด (8729)
[3] อิหม่าม มุสลิม (1688)
[4] อิหม่าม อะหฺมัด (10227)
[5] อิหม่าม อะหฺมัด (23354)
แหล่งอ้างอิง
