ที่เราต้องหยิบเรื่องนี้มาพูดกันตอนนี้ เพราะประวัติศาสตร์บางหน้าไม่ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพียงเพราะความอยากรู้ทางวิชาการ แต่มันถูกปลุกขึ้นมาเพราะ “ร่องรอย” บางอย่างในอดีตกำลังฉายซ้ำให้เราเห็นในปัจจุบัน
และตอนนี้ก็คือจังหวะเวลาที่ว่านั้น ในช่วงไม่ถึง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวที่น่าตกใจเกิดขึ้นติดๆ กัน คือการโจมตีในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา ออสเตรเลีย หรือที่อื่นๆ โดยผู้ก่อเหตุล้วนอ้างว่าทำไปในนามของศาสนาอิสลาม
ความถี่ของเหตุการณ์ที่โผล่ขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นชวนให้เราตั้งคำถาม
และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในช่วงเหตุการณ์เหล่านั้น เราเห็นการกลับมาของกลุ่ม IS (Islamic State) ที่พวกเราต่างเข้าใจกันไปแล้วว่าล่มสลายและพ่ายแพ้ไปนานแล้ว
ภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้… มันมีบางอย่างที่ดู “ผิดปกติ” และดูไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย
หากผู้ก่อเหตุเหล่านี้คือมุสลิมที่บิดเบือนและนำหลักศาสนาไปใช้ในทางที่ผิด การกระทำเหล่านั้นย่อมถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับอิสลามโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการหลงผิด เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ต้องได้รับการปฏิเสธและประณามอย่างถึงที่สุด
จุดยืนนี้ยังคงหนักแน่นและชัดเจนเสมอโดยไม่มีข้อกังขา
ทว่าการประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดตั้งคำถามหรือทิ้งทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ไป
ใครบางคนต้องกล้าที่จะตั้งคำถามที่ตอบได้ยากกว่านั้น ใครบางคนต้องลุกขึ้นมากล่าวว่า เรื่องนี้มีอะไรบางอย่างทะแม่งๆ น่าสงสัย ไม่ใช่เพียงแค่ความโศกเศร้าหรือความโกรธแค้น แต่คือความฉงนใจในเชิงตรรกะและข้อเท็จจริง
เพราะรูปแบบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูไม่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่การบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งแบบปัจเจก แต่มันดูมีเงื่อนงำมากกว่านั้น
และประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ มีหลักฐานรองรับ และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องกลับมาทบทวนและตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจัง
เป้าหมายของเรื่องนี้ไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัวหรือความแตกแยก แต่คือการสร้างความรู้เท่าทัน
และกรณีศึกษาที่จะนำเสนอต่อไปนี้ คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปฏิบัติการสร้างสถานการณ์เพื่อลวงโลก (False Flag Operation) โดยมีรัฐอยู่เบื้องหลังเท่าที่เคยมีการเปิดโปงมา
นั่นคือกรณีที่เรียกกันว่า “คดีลาวอน” (The Lavon Affair)
____________
1️⃣ นิยามของ False Flag: เมื่อการสร้างสถานการณ์กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
2️⃣ โฉมหน้าโลกปี 1954: ฉากทัศน์ก่อนชนวนเหตุ
3️⃣ รายละเอียดปฏิบัติการ: แผนระเบิด การจัดฉาก และกลุ่มอิควานฯ
4️⃣ ชุมชนยิวในอียิปต์: หน้าประวัติศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
5️⃣ ชนวนระเบิดและการปิดฉาก: เมื่อแผนลวงถูกเปิดโปง
6️⃣ ปฏิกิริยาจากอิสราเอล: ปฏิเสธ เบี่ยงเบน และแผนเขี่ย “ลาวอน” พ้นทาง
7️⃣ ราคาที่ต้องจ่ายในฐานะมนุษย์: อวสานของชุมชนยิวในอียิปต์
8️⃣ 55 ปีแห่งการปฏิเสธ สู่การยอมรับอย่างเป็นทางการ
9️⃣ บทเรียนจากอดีต: สิ่งที่ความจริงกำลังบอกเรา
🔟ยืนหยัดในหลักการและไม่ละทิ้งการตั้งคำถาม
____________
1️⃣ นิยามของ False Flag: เมื่อการสร้างสถานการณ์กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ก่อนจะพิจารณารายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1954 ควรทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “ปฏิบัติการธงพราง” หรือ False Flag คืออะไร
เพราะทันทีที่เอ่ยคำนี้ หลายคนมักจะปัดตกไปว่าเป็นเพียง “ทฤษฎีสมคบคิด” ซึ่งปฏิกิริยาเช่นนี้บ่อยครั้งเกิดจากการขาดการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้ มากกว่าจะเป็นการใช้ตรรกะวิเคราะห์
ถ้าจะให้อธิบายอย่างง่าย ปฏิบัติการธงพรางคือการที่กลุ่มหนึ่งลงมือก่อเหตุร้ายโดยพรางตัวหรือโยนความผิดให้เป็นของอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเป้าหมายมักเป็นกลุ่มที่ถูกป้ายสีนั่นเอง เพื่อหวังผลในการเปลี่ยนกระแสสังคม สร้างความชอบธรรมให้กับการออกนโยบายบางอย่าง และควบคุมความรู้สึกของมวลชน
ตรรกะเบื้องหลังคือการยืมมือสังคม หากทำให้เชื่อได้ว่า “กลุ่ม A” คืออาชญากร กระแสสังคมก็จะรุมกระหน่ำไปที่กลุ่ม A ทั้งที่ความจริงแล้ว “กลุ่ม B” ต่างหากที่เป็นคนทำ และกลุ่ม B นี่เองที่กำลังกู่ร้องให้มีการลงโทษกลุ่ม A อย่างรุนแรง
แน่นอนว่าหากพูดเพียงทฤษฎี ย่อมต้องมีข้อสงสัยตามมา แต่นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มองประวัติศาสตร์อย่างพินิจพิจารณา เพราะเพียงแค่ในศตวรรษที่ 20 เรามีหลักฐานที่ถูกเปิดโปงและยอมรับอย่างเป็นทางการมากมายว่า รัฐบาลหลายประเทศเคยใช้กลยุทธ์นี้ ทั้งการทำร้ายพันธมิตรตัวเอง คนนอก หรือแม้กระทั่งประชาชนของตัวเอง
กรณีศึกษาที่ควรค่าแก่การค้นคว้ามีอยู่สองเหตุการณ์หลัก เหตุการณ์แรกคือ ปฏิบัติการเอแจ็กซ์ (Operation Ajax) ในปี 1953 ซึ่งเป็นการรัฐประหารโดยการบงการของ CIA เพื่อล้มอำนาจ มูฮัมมัด โมซัดเดก ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของอิหร่าน เพียงเพราะเขาต้องการปกป้องทรัพยากรน้ำมันของชาติ
รัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษจึงจัดฉากเขี่ยเขาให้พ้นทางและตั้งเผด็จการขึ้นมาแทน ความแค้นฝังลึกของชาวอิหร่านต่อสหรัฐฯ ที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ตัวประกันในเวลาต่อมาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไป แต่มันมีจุดเริ่มต้นจากปฏิบัติการนี้
อีกกรณีคือ เหตุการณ์คืนกระจกแตก (Kristallnacht) ในยุคนาซีเยอรมนี มีหลักฐานบ่งชี้ว่ากลุ่มนาซีเองนั่นแหละที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายล้างชุมชนชาวยิว เพื่อใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นข้ออ้างในการกวาดล้างครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่า “ผู้ลงมือ” กับ “ผู้โวยวายให้ลงโทษ” แท้จริงแล้วคือพวกเดียวกัน นี่คือแพทเทิร์นที่ซ้ำรอยเดิม และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
____________
2️⃣ โฉมหน้าโลกปี 1954: ฉากทัศน์ก่อนชนวนเหตุ
ย้อนกลับมาที่ตัวบทของ “คดีลาวอน” ในปี 1954 ซึ่งเป็นปีที่ตะวันออกกลางอยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
รัฐอิสราเอลในขณะนั้นเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 6 ปี จึงยังถือเป็นประเทศใหม่ที่เปราะบางและสถานะทางการทูตยังไม่นิ่งพอ
ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนบ้านที่มีท่าทีคุกคาม ความสัมพันธ์กับยักษ์ใหญ่ตะวันตกอย่างสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส แม้จะเริ่มพัฒนาขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่จัดว่าแน่นแฟ้น พันธมิตรที่ดูเหมือนตัดกันไม่ขาดอย่างในปัจจุบันนั้น ในปี 1954 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสานสัมพันธ์เท่านั้นเอง
ในเวลาเดียวกัน อียิปต์เองก็กำลังก้าวสู่ยุคใหม่เช่นกัน ยุคของกษัตริย์ฟารุกสิ้นสุดลงเพื่อหลีกทางให้กับการก้าวขึ้นมาของ กามาล อับดุล นัสเซอร์ ผู้นำหัวชาตินิยมผู้ทรงอิทธิพลและเป็นสัญลักษณ์ของการปลดแอกจากการเป็นอาณานิคม
นัสเซอร์ไม่ได้มีอคติกับตะวันตกโดยเนื้อแท้ แต่เขายืนกรานที่จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างใคร เขาต้องการให้อียิปต์ยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองโดยมีฐานเสียงประชาชนให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้น
และประเด็นที่มองข้ามไม่ได้เลยคือประเด็น “คลองสุเอซ” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในฐานะเส้นทางเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ยังคงถูกอังกฤษยึดครองอยู่ และนัสเซอร์ก็ตั้งเป้าที่จะทวงคืนอธิปไตยเหนือพื้นที่นี้
หากมองผ่านแว่นของ “สัจนิยมการเมือง” (Realpolitik) การวิเคราะห์สถานการณ์ของอิสราเอลถือว่ามีน้ำหนักและสมเหตุสมผลในตัวมันเอง นั่นคือหากสหรัฐฯ และอังกฤษมองว่าอียิปต์ภายใต้การนำของนัสเซอร์คือพันธมิตรที่น่าฝากผีฝากไข้มากกว่าอิสราเอล รัฐยิวที่เพิ่งตั้งไข่ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกโดดเดี่ยวและไร้อำนาจต่อรอง
อิสราเอลมองเห็นความรุ่งโรจน์ของนัสเซอร์ เห็นศักยภาพของอียิปต์ และความสำคัญของคลองสุเอซ จนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า จะไม่มีทางยอมให้อียิปต์กลายเป็น “ลูกรัก” คนใหม่ของตะวันตกได้ ตำแหน่งนั้นต้องเป็นของอิสราเอลเท่านั้น
และถ้าอียิปต์ถูกทำให้ดูเหมือนดินแดนที่ไร้ขื่อแป เต็มไปด้วยความรุนแรงและพวกสุดโต่งจนไว้วางใจไม่ได้ ตะวันตกก็ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันมาพึ่งพาอิสราเอลแต่เพียงผู้เดียว
และนี่เองคือตรรกะเบื้องหลังที่ก่อให้เกิดหนึ่งในปฏิบัติการจารกรรมที่อื้อฉาวและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของอิสราเอลมากที่สุดในประวัติศาสตร์
____________
3️⃣ รายละเอียดปฏิบัติการ: แผนระเบิด การจัดฉาก และกลุ่มอิควานฯ
ในปี 1954 หน่วยข่าวกรองทหารของอิสราเอล หรือที่ภายหลังรู้จักกันดีในชื่อ “มอสซาด” ได้วางแผนและลงมือปฏิบัติการที่สะท้อนถึงความอำมหิตทางการเมืองอย่างที่สุด
แผนการคือการก่อเหตุระเบิดก่อการร้ายหลายระลอกในอียิปต์ โดยพุ่งเป้าไปที่สถานที่ทางวัฒนธรรมและแหล่งพลเรือนของสหรัฐฯ และอังกฤษ จากนั้นจึงโยนความผิดให้เป็นฝีมือของกลุ่มอิควานมุสลิมีน (Muslim Brotherhood) และกลุ่มคอมมิวนิสต์ในอียิปต์
เจตนาเบื้องหลังคือการทำให้อียิปต์ดูเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไร้เสถียรภาพ เป็นดินแดนที่พวกสุดโต่งคลั่งศาสนาอาละวาดโดยที่รัฐบาลคุมไม่อยู่ ซึ่งหากสร้างภาพจำนี้ให้เกิดขึ้นได้ สหรัฐฯ และอังกฤษก็คงไม่กล้าฝากความหวังไว้กับนัซเซอร์อีกต่อไป และต้องหันมาพึ่งพิงอิสราเอลในที่สุด
เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายและบรรยากาศทางการเมืองในยุค 50 จะเห็นความแยบยลของการเลือกใช้ความกลัว
ในสมัยนั้นชาวอเมริกันหวาดระแวงภัยคอมมิวนิสต์ขึ้นสมอง (Red Scare) เป็นยุคที่ลัทธิแมคคาร์ธี (McCarthyism) กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ดังนั้นการกุเรื่องว่าสายลับคอมมิวนิสต์จับมือกับพวกมุสลิมสุดโต่งในอียิปต์ แม้ว่าในทางอุดมการณ์แล้วทั้งสองกลุ่มจะเดินเส้นทางขนานกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในแง่ของการปั่นหัวผู้คนท่ามกลางความหวาดระแวง มันเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลชะงัด
กลุ่มอิควานฯ กับคอมมิวนิสต์จะร่วมมือกันได้อย่างไร ในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีความเชื่อที่หักล้างกันเอง?
เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากการกล่าวอ้างเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่ว่า ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำสายเซคคิวลาร์แอบสมคบคิดกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ที่มีแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความไม่รู้สถานการณ์อย่างรุนแรงถึงจะเชื่อข้ออ้างนี้ได้
แต่สุดท้ายมันก็ถูกนำมาใช้และมีคนเชื่อจริงๆ เพราะความกลัวมักมีอำนาจเหนือเหตุผลเสมอ ขอเพียงแค่พูดซ้ำๆ ให้บ่อยพอ
สำหรับผู้ลงมือในปฏิบัติการนี้ ถูกคัดเลือกมาจากเครือข่ายที่แฝงตัวอยู่ในอียิปต์อย่างแนบเนียนมานาน ซึ่งก็คือพลเมืองอียิปต์เชื้อสายยิวที่ถูกดึงตัวไปฝึกฝนให้เป็น “สายลับแฝงตัว” (Sleeper Agents) ของมอสซาด
จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้
____________
4️⃣ ชุมชนยิวในอียิปต์: หน้าประวัติศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เป็นเวลานับร้อยปีที่อียิปต์คือบ้านอันแสนอบอุ่นของชุมชนชาวยิวที่รุ่งเรือง ย้อนกลับไปตั้งแต่เหตุการณ์ขับไล่ชาวยิวออกจากกรานาดาในปี 1492 โลกมุสลิมคือกลุ่มประเทศที่เปิดประตูอ้าแขนรับกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวยิวที่ไร้ที่พึ่งพิงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในตูนิเซีย แอลจีเรีย โมร็อกโก ลิเบีย อิรัก หรืออียิปต์
พื้นที่เหล่านี้คือที่ซึ่งครอบครัวชาวยิวได้หยั่งราก สร้างเนื้อสร้างตัว และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของสังคม โดยไม่ต้องเผชิญกับการจองล้างจองผลาญ การถูกจำกัดเขตพื้นที่อยู่อาศัย หรือความรุนแรงอย่างเป็นระบบ
แม้แต่ในแผ่นดินปาเลสไตน์เอง ชาวบ้านในพื้นที่ก็ต้อนรับผู้มาเยือนชาวยิวด้วยมิตรไมตรี ภายใต้หลักการที่แน่วแน่ว่า “ชาวคัมภีร์” (อะฮ์ลุลกีตาบ) คือผู้ที่ควรค่าแก่การคุ้มครองและให้เกียรติ
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อียิปต์มีชาวยิวอาศัยอยู่ราว 80,000 คน และแม้จะลดลงเหลือประมาณ 40,000 คนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็นับว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอียิปต์อย่างแยกไม่ขาด
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคนเหล่านี้นั้น ย่อมมีบางส่วนที่เกิดความสับสนในความจงรักภักดี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติของกลุ่มคนพลัดถิ่นที่อยู่ใกล้กับรัฐชาติเกิดใหม่ที่อ้างสิทธิ์เหนือเผ่าพันธุ์ของตน
บางคนถูกชักชวนเข้าสู่เครือข่ายมอสซาด ได้รับการฝึกจารกรรม และส่งกลับมาแฝงตัวเป็น “สายลับ” ในอียิปต์เพื่อรอรับคำสั่ง
ปฏิบัติการลักษณะนี้อาจดูเป็นเรื่องปกติในโลกของหน่วยงานข่าวกรองที่ต้องมีเครือข่ายลับในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
แต่สำหรับกรณีนี้ ผลลัพธ์ที่ตามมากลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความพินาศอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตัวชุมชนชาวยิวเองที่เหล่าสายลับเหล่านี้อ้างว่าลงมือทำเพื่อปกป้อง
____________
5️⃣ ชนวนระเบิดและการปิดฉาก: เมื่อแผนลวงถูกเปิดโปง
ช่วงฤดูร้อนปี 1954 แผนการที่วางไว้ถูกเริ่มดำเนินการ ระเบิดแสวงเครื่องทำเองขนาดเล็กที่ดูเหมือนงานมือสมัครเล่นมากกว่ามืออาชีพ เริ่มถูกจุดชนวนขึ้นหลายจุดทั่วอียิปต์
เป้าหมายแต่ละแห่งสะท้อนถึงนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์หลักในอเล็กซานเดรีย ห้องสมุดข้อมูลของสหรัฐฯ ทั้งในไคโรและอเล็กซานเดรีย ตลอดจนโรงมหรสพและร้านกาแฟของคนอังกฤษ
แม้ระเบิดเหล่านี้จะไม่ได้หวังผลถึงชีวิต แต่ความบาดเจ็บและความโกลาหลที่เกิดขึ้นก็เพียงพอที่จะส่งสารไปถึงโลกว่า “อียิปต์คุมสถานการณ์ไม่อยู่” และ “อียิปต์ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนตะวันตก” เพราะเต็มไปด้วยพวกหัวรุนแรงที่รัฐบาลจัดการไม่ได้
ทว่าปฏิบัติการนี้กลับพังครืนลงอย่างไม่เป็นท่าในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1954 ขณะที่สายลับนามว่า ฟิลิป นาแทนสัน (Philip Natanson) กำลังมุ่งหน้าไปวางระเบิดในโรงละครที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ระเบิดที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าของเขากลับทำงานขึ้นมาก่อนกำหนดกลางทาง เขารอดตายแต่นั่นหมายถึงการถูกเปิดโปง ตำรวจเข้าตะครุบตัวทันที และการรีดความจริงหลังจากนั้นก็กลายเป็นจุดจบของเครือข่ายนี้ทั้งหมด
นาแทนสันยอมคายรายชื่อผู้ร่วมขบวนการ ทั้งสายลับชาวอียิปต์เชื้อสายยิวและตัวการจากมอสซาดที่บงการอยู่เบื้องหลัง จนนำไปสู่การกวาดล้างและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกว่า 15 คนในเวลาต่อมา
กระบวนการพิจารณาคดีถูกจัดขึ้นอย่างเปิดเผยและกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก รัฐบาลอียิปต์ใช้โอกาสนี้แฉทุกรายละเอียดของปฏิบัติการอย่างหมดเปลือก
ผู้ต้องหา 3 รายชิงฆ่าตัวตายในคุกเพื่อหนีความผิด บางส่วนถูกพิพากษาประหารชีวิต ขณะที่รายอื่นๆ ถูกจำคุกยาวตามความหนักเบาของความผิด
อียิปต์ส่งเสียงถึงประชาคมโลกอย่างชัดแจ้งว่า นี่คือการรุกรานจากหน่วยข่าวกรองต่างชาติที่เข้ามาสร้างเครือข่ายก่อการร้ายบนแผ่นดินของเขา และใช้คนของเขาเป็นเครื่องมือในการก่อเหตุเพื่อป้ายสีกลุ่มการเมืองอื่นอย่างเลือดเย็น
____________
6️⃣ ปฏิกิริยาจากอิสราเอล: ปฏิเสธ เบี่ยงเบน และแผนเขี่ย “ลาวอน” พ้นทาง
เมื่อความลับถูกเปิดโปง อิสราเอลเลือกตอบโต้ด้วยสองกลยุทธ์หลัก คือการสั่งปิดข่าวภายในประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ และการเดินหน้าปฏิเสธอย่างดุดันบนเวทีโลก
ชาวอิสราเอลถูกตัดขาดจากข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อยู่นานหลายสิบปี เพราะในยุคที่ไร้อินเทอร์เน็ตและสื่อเสรี รัฐสามารถผูกขาดข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดาย
ส่วนในระดับนานาชาติ ตัวแทนของอิสราเอลไม่เพียงแต่ปฏิเสธความรับผิดชอบทุกข้อกล่าวหา แต่ยังยกระดับด้วยการตราหน้าอียิปต์ว่า “เหยียดยิว” (Antisemitism) โดยใช้ข้ออ้างว่าอียิปต์กำลังสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสีชาวยิวด้วยความจงเกลียดจงชัง ซึ่งเป็นวาทกรรมเดิมๆ ที่ถูกนำมาใช้ด้วยความมั่นใจเพื่อหยุดยั้งข้อสงสัยว่า “ใครจะกล้ากล่าวหาว่าคนยิวทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้”
ทว่าเบื้องหลังม่านการเมืองของอิสราเอล เหตุการณ์นี้กลับนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจและการหาคนมารับผิดชอบ เมื่อปฏิบัติการล้มเหลว ย่อมต้องมีคนรับเคราะห์ และผู้ที่ถูกเลือกให้เป็น “แพะรับบาป” ก็คือ พินฮัส ลาวอน (Pinchas Lavon) รัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้น
ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ประวัติศาสตร์จดจำเหตุการณ์นี้ในชื่อ “คดีลาวอน” แม้เจ้าตัวจะยืนกรานจนตัวตายว่าเขาไม่ใช่คนสั่งการ และระบุว่าคำสั่งลึกลับนั้นส่งตรงมาจากตัวนายกรัฐมนตรี เดวิด เบนกูเรียน โดยข้ามหัวเขาไปถึงหน่วยข่าวกรองโดยตรง แต่เสียงของเขากลับไม่มีน้ำหนักพอ
จนถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าใครคือคนสั่งการที่แท้จริง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เบนกูเรียน สามารถป้ายความผิดให้ลาวอนได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ลาวอนถูกบีบให้สิ้นชื่อทางการเมืองด้วยการลาออก ขณะที่เบนกูเรียนที่เคยรามือไปก่อนหน้า กลับใช้ความโกลาหลครั้งนี้เป็นบันไดในการหวนคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
อาชีพการงานของคนคนหนึ่งต้องพินาศลง รัฐบาลได้ฟอกตัวจนขาวสะอาดในสายตาโลก และความจริงเบื้องหลังปฏิบัติการนี้ก็ถูกฝังกลบให้เป็นความลับไปอีกกึ่งศตวรรษ
____________
7️⃣ ราคาที่ต้องจ่ายในฐานะมนุษย์: อวสานของชุมชนยิวในอียิปต์
ผลกระทบที่รุนแรงและกัดกร่อนที่สุดของ “คดีลาวอน” ไม่ใช่ความล้มเหลวทางการเมือง แต่คือความสูญเสียในระดับมนุษย์
การเปิดโปงกลุ่มสายลับมอสซาด 15 คนในกลุ่มชาวยิวอียิปต์ กลายเป็นชนวนเหตุที่สร้างคลื่นความระแวงสงสัยและแรงต้านในสังคมอียิปต์อย่างมหาศาล
ชาวอียิปต์เชื้อสายยิวผู้บริสุทธิ์ที่ตั้งรกรากมาหลายชั่วคน และคนทั่วไปที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับแผนการจารกรรมของอิสราเอลเลย กลับต้องเผชิญกับสายตาที่มองว่าพวกเขาคือ “คนแปลกหน้าผู้น่าสงสัย” ในทันที
หากพบสายลับแฝงตัวอยู่ถึง 15 คน ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามว่า “ยังมีใครอีกไหมที่เป็นสายลับ?” ตรรกะนี้แม้จะดูไม่ยุติธรรม แต่ในเชิงจิตวิทยาสังคมที่กำลังคุกรุ่นด้วยอารมณ์ความรู้สึก มันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้ยากจะหลีกเลี่ยง
ผลที่ตามมาคือการปะทะกันทางความรู้สึก มีทั้งความบาดหมาง ความเป็นศัตรู และความหวาดกลัวที่แผ่ขยายไปทั่ว
แม้จะไม่มีการกวาดล้างรุนแรงที่รัฐเป็นผู้สั่งการ แต่สำหรับคนจำนวนมาก บรรยากาศรอบข้างก็กลายเป็นสิ่งที่ยากจะทนอยู่อาศัยได้อีกต่อไป
ในช่วงปี 1948 ถึง 1956 จำนวนชาวอิสราเอลหรือยิวในอียิปต์ที่เคยมีอยู่ถึง 8 หมื่นคนกลับสูญสิ้นไปจนเกือบหมด แม้การกำเนิดรัฐอิสราเอลในปี 1948 จะทำให้คนบางส่วนอพยพออกไป แต่ “คดีลาวอน” และเหตุการณ์ต่อเนื่องในปี 1956 คือแรงผลักไสครั้งสำคัญที่ทำให้คนอีกนับหมื่นตัดสินใจทิ้งแผ่นดินที่บรรพบุรุษอาศัยมานานหลายร้อยปีไป
มีการคาดการณ์ว่าผู้คนกว่า 17,000 ถึง 18,000 ชีวิตต้องจากลาบ้านเกิด เพราะความรู้สึกที่ว่า “ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับให้พวกเขาออกไปก็ตาม
ในปัจจุบัน ประชากรยิวในอียิปต์เหลืออยู่เพียงไม่ถึง 10 คนเท่านั้น จากชุมชนที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต แน่นอนว่าคดีลาวอนไม่ใช่สาเหตุเดียวของการล่มสลายนี้ แต่มันคือ “หมัดฮุก” ครั้งสำคัญที่ทำลายล้างชุมชนยิวที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอาหรับลงอย่างถาวร
ความย้อนแย้งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ปฏิบัติการที่อ้างว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอลและชาวยิว กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายล้างรากเหง้าของพวกเขาเองในอียิปต์ จนร่องรอยการมีอยู่ของชุมชนที่เก่าแก่นี้แทบจะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
____________
8️⃣ 55 ปีแห่งการปฏิเสธ สู่การยอมรับอย่างเป็นทางการ
เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่อิสราเอลยืนกรานปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ “คดีลาวอน” อย่างแข็งขัน ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านไปกี่ยุคสมัย ตั้งแต่สงครามเย็นจนถึงศตวรรษใหม่ คำปฏิเสธนั้นยังคงถูกใช้เป็นเกราะกำบังเสมอมา
จนกระทั่งในปี 2005 เมื่อสายลับคนสำคัญคนสุดท้ายในปฏิบัติการนี้เสียชีวิตลง เขาคืออดีตนักโทษที่เคยถูกจองจำในอียิปต์และได้รับอิสรภาพจากการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษในช่วงปี 1960 ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในบ้านเกิด
ในงานศพที่จัดขึ้นอย่างเป็นเกียรติโดยรัฐ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้กล่าวสดุดีวีรกรรมของชายผู้นี้ที่ได้ “สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าภารกิจสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเขาก็คือปฏิบัติการในคดีลาวอนนั่นเอง
คำประกาศนี้ถือเป็นการยอมรับความจริงอย่างเป็นทางการและชัดเจนที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารลับของมอสซาดที่ถูกเปิดเผยผ่านกระบวนการ “ลดชั้นความลับ” (Declassification) ก็ทำให้นักวิชาการสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจนมีการบันทึกเป็นตำราและเผยแพร่ในวงกว้าง
ความจริงเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความลับที่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป แต่มันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่โลกยอมรับแล้ว
เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ใช่ “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่มโนขึ้นเอง แต่มันคือข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานมัดตัวชัดเจน มีการรับรองโดยรัฐผู้ลงมือกระทำ และมีข้อมูลปรากฏอยู่ในหอจดหมายเหตุ รวมถึงสื่อออนไลน์ทั่วโลก
คดีลาวอนคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีอิสราเอลเป็นผู้บงการ และมีมอสซาดเป็นผู้ปฏิบัติงาน พวกเขาใช้พลเมืองอียิปต์เชื้อสายยิวเป็นเบี้ยในกระดาน และเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดีเมื่อแผนแตก โดยให้คนบริสุทธิ์ทั้งชุมชนเป็นผู้รับเคราะห์แทน
และที่น่ากังวลที่สุดคือ “สูตรสำเร็จ” ของปฏิบัติการนี้ นั่นคือการโจมตีตะวันตกแล้วป้ายสีให้กลุ่มมุสลิมว่าเป็นพวกหัวรุนแรงเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศ นี่ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้การได้จริงในเชิงทฤษฎี แม้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งนั้นความลับจะถูกกระชากหน้ากากออกมาแล้วก็ตาม
____________
9️⃣ บทเรียนจากอดีต: สิ่งที่ความจริงกำลังบอกเรา
คดีลาวอนไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันคือส่วนหนึ่งของ “พิมพ์เขียว” ทางประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือการจัดฉากสร้างความรุนแรงแล้วโยนความผิดให้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนทิศทางความเชื่อของสังคมและจัดสรรอำนาจทางการเมืองใหม่
เราเห็นรูปแบบนี้ในปฏิบัติการเอแจ็กซ์ เห็นในโศกนาฏกรรมคืนกระจกแตก
และหากมองย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน (โศกนาฏกรรม 11 กันยา) เรายังพบเงื่อนงำที่หาคำอธิบายไม่ได้จากเหตุการณ์ครั้งใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นตึกโครงสร้างเหล็กที่ถล่มลงมาด้วยความเร็วเท่ากับการตกในสุญญากาศโดยไม่มีสิ่งใดกระทบโดยตรง หรือการรวบตัวชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับทันทีหลังเกิดเหตุ ไปจนถึงการปิดสำนวนคดีอย่างเร่งรีบ
การตั้งคำถามต่อสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของพวกเพ้อเจ้อที่นิยมในทฤษฎีสมคบคิด แต่มันคือหน้าที่ของวิญญูชนที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงจากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นโดยฝีมือของชายที่ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับกลุ่มสุดโต่งหรือหน่วยงานข่าวกรองใดๆ มาก่อน
แต่การกระทำของเขากลับกลายเป็นการชุบชีวิตชื่อของกลุ่มก่อการร้ายที่โลกหลงลืมไปแล้วให้กลับมาเป็นข่าวพาดหัวอีกครั้งอย่างพอดิบพอดี
สำหรับนักสืบหรือสื่อมวลชนมืออาชีพ คำถามแรกที่ต้องถูกหยิบยกมาพิจารณาเสมอเมื่อเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลคือ “จากเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ใครได้ประโยชน์?”
ใครกันที่ได้ประโยชน์จากการที่กลุ่ม IS (Islamic State) กลับมาถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงอีกครั้ง? ใครได้ประโยชน์จากการสร้างภาพจำว่าแนวคิดมุสลิมสุดโต่งกำลังปะทุขึ้นทั่วโลกอย่างคุมไม่อยู่? และใครได้ประโยชน์จากการปูทางให้สังคมตะวันตกต้องยกระดับการสอดแนมและการใช้อำนาจรัฐเพื่อรับมือกับศัตรูหน้าเก่าในคราบใหม่?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปรักปรำใครลอยๆ แต่เป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ระบบสืบสวนที่เที่ยงธรรมและโปร่งใสควรจะหยิบมาเป็นตัวตั้งตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดเหตุ
____________
🔟ยืนหยัดในหลักการและไม่ละทิ้งการตั้งคำถาม
บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เพราะทั้งสองหลักการต้องเดินไปพร้อมกัน
หากผู้ก่อเหตุเหล่านี้คือพวกสุดโต่งที่บิดเบือนศาสนาและทรยศต่อศรัทธาของตนเองอย่างร้ายแรง พวกเขาย่อมไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอิสลาม และต้องถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีข้อแม้ เพราะอิสราเอลและอิสลามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ นี่คือสัจจะที่ชัดเจนในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การประณามการกระทำผิดไม่ได้หมายความว่าเราต้องสละสิทธิ์ในการแสวงหาความจริง ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องจริงได้ในเวลาเดียวกัน นั่นคือเราประณามผู้ที่ฆ่าคนในนามศาสนาอย่างถึงที่สุด พร้อมไปกับการเรียกร้องให้มีการสืบสวนเบื้องหลังเหตุการณ์อย่างยุติธรรมและโปร่งใส โดยปราศจากการแทรกแซง
เราต้องกล้าตรวจสอบไปให้ถึงเส้นทางการเงิน ค้นหาความจริงจากครอบครัว และสืบให้ชัดว่ากระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีเงินลึกลับหรือการติดต่อที่ผิดปกติซ่อนอยู่ตรงไหนหรือไม่
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การเรียกร้องที่เกินเลย แต่มันคือมาตรฐานการทำงานที่ซื่อตรงต่อวิชาชีพสืบสวน
ประวัติศาสตร์มีบทเรียนและหลักฐานมัดตัวให้เราเห็นเสมอว่า บ่อยครั้งที่คนที่ตะโกนเตือนเราเรื่องภัยอันตรายเสียงดังที่สุด กลับกลายเป็นคนเดียวกับที่จัดฉากสร้างหลักฐานเหล่านั้นขึ้นมาเอง
คดีลาวอนในปี 1954 และปฏิบัติการเอแจ็กซ์ในปี 1953 คือข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ รูปแบบการสร้างสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องที่กล่าวหาลอยๆ การรู้เท่าทันกลโกงทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ไม่ใช่ความระแวงที่ไร้เหตุผล แต่มันคือบรรทัดฐานขั้นต่ำที่วิญญูชนผู้รอบรู้ทางประวัติศาสตร์พึงมี
ข้อเรียกร้องในบทสรุปนี้จึงสั้นและง่ายที่สุด จงตื่นรู้ ค้นคว้า และตั้งคำถาม อย่าปล่อยให้ความกลัวที่จะถูกมองว่าเป็น “พวกทฤษฎีสมคบคิด” มาปิดปากคุณไม่ให้ถามในสิ่งที่ “หลักฐานเชิงประจักษ์” กำลังตะโกนบอกให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงเนื้อหาจาก The Lavon Affair: A Proven False Flag the World Forgot | Shaykh Dr. Yasir Qadhi โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง
