บทนำ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายช่วยเหลือผู้บริโภคและพยุงเศรษฐกิจฐานรากโดยรัฐ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลไทยหนึ่งในนั้นคือโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจถูกกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และภาวะชะลอตัวของกำลังซื้อ
ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวว่าโครงการคนละครึ่งกำลังจะกลับมาในรูปแบบใหม่ชื่อ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยลดภาระค่าครองชีพอีกครั้ง โดยมีการปรับเงื่อนไขและวิธีการใช้สิทธิบางส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในบทความนี้ เราจะพาไปทบทวนประวัติของโครงการคนละครึ่ง วิเคราะห์เงื่อนไขต่าง ๆ ของรุ่นล่าสุด ประเมินผลกระทบทั้งต่อประชาชนและผู้ประกอบการ และสรุปข้อสังเกตพร้อมข้อเสนอแนะสำหรับการใช้ประโยชน์จากโครงการให้ได้มากที่สุด
ประวัติย่อของโครงการคนละครึ่ง
โครงการคนละครึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2563 โดยมีเป้าหมายหลักคือกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและช่วยผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยให้มีสภาพคล่องมากขึ้น รัฐไทยได้เลือกใช้วิธี “ร่วมจ่าย” (co-payment) คือให้ประชาชนจ่ายส่วนหนึ่ง และรัฐช่วยจ่ายอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศ
ตามข้อมูลของหอสมุดรัฐสภา ระบุว่าในระยะเริ่มต้น (ระยะ 1) ตั้งแต่ 23 ตุลาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2563 ผู้ได้รับสิทธิได้รับวงเงินใช้จ่ายจำนวน 3,000 บาทและมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 10 ล้านสิทธิ library.parliament.go.th+1
ในช่วงต่อมา โครงการมีหลายระยะ (ระยะ 2 3 4) โดยมีการเปลี่ยนแปลงวงเงินใช้จ่าย เงื่อนไขการใช้สิทธิ และกลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอด library.parliament.go.th
โครงการนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากประชาชนและร้านค้ารายย่อย เนื่องจากถือเป็นมาตรการที่ “จับต้องได้” และค่อนข้างตรงจุดกับความต้องการของภาคฐานราก ผู้จัดการออนไลน์+1
จุดประสงค์และกลไกของโครงการ
จุดประสงค์หลัก
- กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน – เมื่อประชาชนมีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งช่วยเข็นระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้
- ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก – ร้านค้าในชุมชน รายย่อย มักได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โครงการนี้ช่วย “เติม” กำลังซื้อให้ร้านค้าเหล่านั้นได้
- ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน – ด้วยการให้รัฐร่วมจ่าย ทำให้ประชาชนมีพันธะจ่ายน้อยลง และสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน
กลไกการดำเนินงาน
- ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน เช่น เป๋าตัง (G Wallet) ใช้สิทธิผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยร้านค้าต้องใช้แอปฯ ถุงเงิน www.thairath.co.th+1
- รัฐช่วยจ่ายร้อยละ 50 ของค่าสินค้าหรือบริการที่เข้าร่วมโครงการ (ผู้ใช้จ่ายเอง 50 %) www.thairath.co.th+1
- มีการกำหนดวงเงินใช้จ่ายต่อคนต่อวัน และตั้งวงเงินรวมสูงสุดตลอดโครงการ เพื่อควบคุมการใช้สิทธิและให้กระจายตัวได้ทั่วถึง library.parliament.go.th+1
เงื่อนไขล่าสุด – “คนละครึ่ง พลัส” (2568)
เมื่อเข้าสู่ปี 2568 มีความเคลื่อนไหวว่าโครงการคนละครึ่งจะกลับมาในรูปแบบใหม่ชื่อ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ปรับให้ทันสมัยขึ้น โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ
- เป็นผู้มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน www.thairath.co.th
- มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ตามฐานข้อมูลของ กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 www.sanook.com+1
- ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ผ่านมา www.thairath.co.th+1
สิทธิประโยชน์และวงเงิน
- รัฐร่วมจ่าย 50 % ของค่าสินค้าหรือบริการที่เข้าร่วมโครงการ (ผู้ใช้จ่ายเอง 50 %) Thai PBS+1
- จำกัดสิทธิไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน (ในรุ่นพลัส) Thai PBS+1
- วงเงินสิทธิตลอดโครงการ: ผู้ยื่นแบบแสดงภาษี (ภ.ง.ด.) ได้สูงสุด 2,400 บาท/คน; ผู้ไม่ยื่นได้สูงสุด 2,000 บาท/คน www.sanook.com
- ระยะเวลาใช้สิทธิ: ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00-23.00 น. Thai PBS+1
- ช่องทางการลงทะเบียน: ผ่านแอป “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00-22.00 น. Thai PBS+1
สินค้า/บริการที่เข้าร่วม-ไม่เข้าร่วม
- เข้าร่วม: อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป บริการนวด / สปา ทำผมทำเล็บ ขนส่งสาธารณะ Thai PBS
- ไม่เข้าร่วม: สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล/บัตรเงินสด และบริการที่ชำระล่วงหน้า (prepaid) Thai PBS+1
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ต่อประชาชน
- ประชาชนที่ได้รับสิทธิจะลดภาระการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลง เนื่องจากรัฐช่วยจ่าย 50 % ซึ่งช่วยให้มีแรงจูงใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
- สำหรับผู้มีรายได้ไม่สูงมาก โครงการนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงกำลังซื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
- อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้สิทธิไม่วางแผนการใช้ให้ดี อาจใช้สิทธิเกินวันหรือใช้สินค้าที่ไม่ควร (ซึ่งไม่เข้าร่วมโครงการ) ก็อาจเกิดการเสียโอกาส
ต่อผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย
- ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเม็ดเงินจากการจับจ่ายของประชาชนที่ได้รับสิทธิ ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายและสภาพคล่องได้อย่างชัดเจน ผู้จัดการออนไลน์+1
- โดยเฉพาะร้านอาหาร–เครื่องดื่ม และร้านค้าชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในห้างขนาดใหญ่ โครงการนี้ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้มากขึ้น
- แต่ก็ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และใช้ระบบ (แอปฯ ถุงเงิน) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับร้านค้าที่ไม่มีความพร้อมเรื่องดิจิทัล
ต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
- โครงการคนละครึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบฐานรากและร้านค้ารายย่อย bangkokbiznews
- การเริ่มต้นโครงการในไตรมาสสุดท้ายของปี ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะหลายธุรกิจต้องการแรงหนุนหลังผ่านช่วงชะลอตัว
- อย่างไรก็ตาม หากโครงการไม่มีการออกแบบให้ “ตรงจุด” หรือมีการจัดการที่ไม่รัดกุม อาจเกิดปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรม การใช้สิทธิเชิงเก็งกำไร หรือไม่กระจายไปถึงกลุ่มเป้าหมาย
ข้อเสนอแนะ และ ประเด็นที่ควรจับตา
ข้อเสนอแนะ
- ให้ประชาชนเตรียมตัวลงทะเบียนล่วงหน้า เช่น อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง ยืนยันตัวตน เปิด G Wallet เพื่อไม่พลาดวันลงทะเบียน www.thairath.co.th
- ร้านค้าควรตรวจสอบว่าตนเองเข้าร่วมโครงการได้หรือไม่ และเตรียมระบบรับชำระเงินผ่านแอปฯ ถุงเงินให้พร้อม
- ระมัดระวังในการใช้สิทธิให้คุ้มค่า: เลือกสินค้า/บริการที่จำเป็น และอยู่ในโครงการ เพื่อให้สิทธิที่ได้รับเกิดประโยชน์สูงสุด
- ภาครัฐควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนทั้งเรื่องคุณสมบัติ สิทธิ & เงื่อนไข เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง
- มีการติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เช่น เกิดการหมุนเวียนเงินเท่าไร ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์แค่ไหน เพื่อปรับปรุงในระยะต่อไป
ประเด็นที่ควรจับตา
- ถึงแม้จะปรับวงเงินเป็น 200 บาท/วันในรุ่น พลัส แต่หากค่าครองชีพสูงขึ้นมาก อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ประชาชนรู้สึกถึงความ “ช่วยเหลือ” อย่างชัดเจน www.thairath.co.th
- กลุ่มที่ไม่ได้ครอบคลุม เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน อาจรู้สึกถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง www.thairath.co.th
- ความเสี่ยงด้านการทุจริต/การใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ เช่น มีการใช้สิทธิซื้อสินค้าที่ไม่เข้าร่วมโครงการ หรือใช้สิทธิโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของโครงการ
- หากระบบดิจิทัล (แอปฯ เป๋าตัง/ถุงเงิน) มีปัญหา เช่น ล่ม การใช้งานซับซ้อน จะเป็นอุปสรรคให้ผู้ใช้สิทธิจำนวนมากไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
สรุป
โครงการคนละครึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับความนิยมและเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย รุ่นล่าสุด “คนละครึ่ง พลัส” มีการปรับเงื่อนไขให้ทันสมัยขึ้น ทั้งเรื่องอายุผู้ได้รับสิทธิ ข้อจำกัดวงเงิน และวิธีการใช้ สิทธิ
สำหรับประชาชนทั่วไป นี่เป็นโอกาสที่ดีในการลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มโอกาสในการจับจ่ายใช้สอย ส่วนร้านค้ารายย่อยก็ได้รับโอกาสในการเพิ่มยอดขายและสร้างสภาพคล่อง อย่างไรก็ดี เพื่อให้โครงการได้ผลสูงสุด จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวทั้งจากฝั่งประชาชน ร้านค้า และภาครัฐ
ท้ายที่สุด หากใช้ให้ถูกวิธี โครงการนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญอีกครั้งในการ “ฟื้น” เศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างยั่งยืน