𝗧𝗥𝗨𝗠𝗣𝗜𝗦𝗠: ทำความเข้าใจนโยบายต่างประเทศยุคทรัมป์ … เวเนซุเอลา อิหร่าน จีน รัสเซีย ซีเรีย อิสราเอล ปาเลสไตน์ … ทรัมป์จะเอายังไงต่อ?
____________
🔺\ ลักพาตัวมาดูโร เรื่องเดิม ๆ ที่โลกเคยเห็นมานักต่อนักแล้ว \🔻
พอมีข่าวว่านิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับตัวไปขึ้นศาลที่นิวยอร์กในคดียาเสพติด หลายคนก็หันไปตั้งคำถามทันทีว่า นี่คืออะไรใหม่ ๆ ในนโยบายต่างประเทศยุคโดนัลด์ ทรัมป์หรือเปล่า? แต่ถ้ามองกันตรง ๆ คำถามแบบนี้อาจพาเราหลงประเด็นมากกว่าเข้าใกล้คำตอบ
เพราะถ้าย้อนดูจริง ๆ สหรัฐฯ ใช้วิธีแทรกแซงและเปลี่ยนระบอบประเทศอื่นมาแล้วอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดทศวรรษ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และแทบไม่เคยหยุด เวเนซุเอลาเองก็เคยเจอสูตรนี้มาแล้ว ตอนที่อูโก ชาเวซถูกลักพาตัวออกจากอำนาจ เพียงแต่ตอนนั้นสถานการณ์กลับตาลปัตร เพราะแรงกดดันจากประชาชนข้างในประเทศมันแรงพอจะบังคับให้ทุกอย่างต้องถอยกลับ
กรณีของมาดูโรไม่เหมือนกัน จุดต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่อเมริกา แต่อยู่ที่ฐานอำนาจภายในประเทศ มาดูโรไม่มีแรงสนับสนุนจากประชาชนในระดับเดียวกับชาเวซ เมื่อไม่มีพลังจากข้างในมาค้ำยัน ระบอบก็เปราะบาง ผลลัพธ์จึงออกมาอย่างที่เห็น และถ้ามองด้วยกรอบนี้ จะพบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้แปลกใหม่เลยในประวัติศาสตร์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
สิ่งที่ควรตั้งคำถามจริง ๆ ไม่ใช่ว่าทรัมป์คิดอะไรพิสดารขึ้นมา แต่คืออเมริกาคิดแบบนี้มาตลอด มาร์โก รูบิโอพูดแทนวอชิงตันได้ชัดมากว่า เมื่อการแข่งขันกับจีนและรัสเซียรุนแรงขึ้น เวเนซุเอลาซึ่งอยู่ใกล้ตัว แถมยังอุดมไปด้วยน้ำมันในระดับต้น ๆ ของโลก ก็ย่อมกลายเป็นหมากสำคัญทางยุทธศาสตร์แบบเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลโอบามา ไบเดน หรือทรัมป์ แกนคิดหลักแทบไม่เคยเปลี่ยน คือห้ามจีนกับรัสเซียเข้ามาปักหลักในสนามหลังบ้านของอเมริกา ประวัติศาสตร์อย่างวิกฤตอ่าวหมู (Bay of Pigs) เป็นตัวอย่างคลาสสิกที่บอกเราว่า สหรัฐฯ พร้อมจะไปไกลแค่ไหน หากมองว่าลาตินอเมริกากำลังจะหลุดจากวงอิทธิพลของตัวเอง
แม้แต่เงินรางวัลนำจับมาดูโรก็ไม่ใช่ไอเดียใหม่ของทรัมป์ รัฐบาลไบเดนประกาศตั้งรางวัลหลายล้านดอลลาร์เอาไว้ก่อนแล้วด้วยซ้ำ ความต่อเนื่องแบบนี้ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่ “ทำไมทรัมป์ทำ” แต่คือ “ทำไมอเมริกาทำซ้ำอีกครั้ง”
คำตอบมันค่อนข้างตรงไปตรงมา อเมริกากำลังรู้สึกถึงแรงกดดันจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ และเริ่มไม่มั่นใจเหมือนเดิมกับการเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียว ขณะที่จีนและรัสเซียกำลังไล่ขึ้นมา ในสายตารัฐบาลทรัมป์ ยุโรปก็ไม่ใช่พันธมิตรที่ไว้ใจได้เต็มร้อย เพราะไม่ยอมแบกรับภาระด้านการทหารมากพอ ทั้งใน NATO และยูเครน
เมื่อโลกเริ่มตั้งคำถามกับอำนาจนำของอเมริกา วอชิงตันจึงมองว่าทางเลือกมีไม่มากนัก นอกจากต้องยืนยันอำนาจของตัวเองอีกครั้ง แม้ว่าวิธีการนั้นจะเป็นสูตรเก่า ที่โลกเห็นซ้ำมาแล้วนับไม่ถ้วนก็ตาม
____________
🔺\ การล่มสลายของตำนาน “ระเบียบโลกบนกติกา” \🔻
ถ้าจะบอกว่าระเบียบโลกที่อ้างว่ามีกติกามาพังเอาเพราะกรณีมาดูโร นั่นอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น เพราะในความเป็นจริง ระเบียบแบบนี้พังไปนานแล้ว ตั้งแต่สงครามอิรัก อัฟกานิสถาน ปฏิบัติการ Desert Storm สงครามบอสเนีย ไปจนถึงอีกหลายสมรภูมิก่อนหน้านั้น
สิ่งที่เราเรียกว่า “กติกา” ถูกยกเว้น ถูกบิด และถูกทำให้เป็นเรื่องเลือกบังคับใช้มานานมากแล้ว เพียงแต่คนจำนวนมากเลือกจะไม่มองเอง
ความคิดที่ว่าปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนรุ่นหนึ่ง คือจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของประวัติศาสตร์โลก สะท้อนความหยิ่งผยองทางปัญญาอยู่ไม่น้อย เพราะมันคือการเอาประสบการณ์ส่วนตัวไปทาบเป็นศูนย์กลางของโลก ทั้งที่โครงสร้างอำนาจและความรุนแรงแบบนี้ดำเนินต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ
ในกรอบนี้ ทรัมป์จึงไม่ได้ทำอะไรแปลกใหม่ในเชิงนโยบายต่างประเทศ และยุโรปก็ไม่ได้ดูผิดปกติอะไรนักที่ไม่ออกมาประณามเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นข่าวลือและข้อสังเกตว่า มาดูโรอาจไม่ได้รับความนิยมแม้แต่ในหมู่คนของตัวเอง จนมีความเป็นไปได้ว่า คนภายในระบอบอาจช่วยเปิดทางให้เขาถูกจับ โดยส่งสัญญาณแบบไม่เป็นทางการว่า “เอาตัวผู้นำไป แต่ไม่ต้องรื้อทั้งระบบ”
ถ้าย้อนกลับไปดูตอนอูโก ชาเวซถูกลักพาตัว เหตุการณ์แทบไม่มีเลือดตกยางออก ไม่ใช่เพราะทุกฝ่ายใจดี แต่เพราะชาเวซเลือกสั่งให้ฝ่ายตัวเองถอย เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิต โดยเชื่อว่ายังมีโอกาสกลับมาได้ในภายหลัง มาดูโรก็อาจคิดในกรอบเดียวกัน ยอมไปนิวยอร์กเสียเอง ดีกว่าเสี่ยงให้ประเทศลุกเป็นไฟ และอย่างน้อยก็ยังรักษาโครงสร้างของระบอบเอาไว้ได้
ถ้ามองแบบนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดอาจไม่ได้เป็นเรื่องของศีลธรรม กติกา หรือระเบียบโลกอย่างที่ถูกเล่าในสื่อมากนัก แต่เป็นเรื่องการต่อรองเชิงอำนาจแบบดิบ ๆ ระหว่างผู้นำ ระบอบ และมหาอำนาจ ที่ต่างก็เลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุดสำหรับตัวเองในจังหวะเวลานั้น
____________
🔺\ การเปิดหน้าตรง ๆ ของทรัมป์ \🔻
ถ้าจะมีอะไรที่ถือว่าใหม่จริง ๆ ในตัวทรัมป์ ก็คือความตรงไปตรงมาชนิดไม่อ้อมค้อมในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ
สงครามอิรักในอดีตเคยถูกขายด้วยภาษาสวยหรู ว่าเป็นการช่วยชาวอิรักให้พ้นจากซัดดัม แต่ทรัมป์ไม่เล่นบทนั้น เขาพูดตรง ๆ ว่า “เราต้องเข้าไป และเราต้องเอาน้ำมัน” แถมยังพูดแบบไม่ปิดบังว่า บริษัทอเมริกันต้องเข้าไปทำกำไร
สิ่งที่ทรัมป์พูด ไม่ได้ต่างจากสิ่งที่อเมริกาเคยทำในอิรักหรืออัฟกานิสถาน เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีการแกล้งใส่กรอบอุดมการณ์ ไม่มีการพูดถึงประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายระหว่างประเทศเป็นฉากหน้า ทุกอย่างถูกพูดออกมาตรง ๆ ว่ามันคือผลประโยชน์ล้วน ๆ
และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้โลกตะวันตกอึดอัด เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวลาที่อเมริกาใช้อำนาจแบบนี้ ทุกฝ่ายพร้อมใจกันทำเป็นว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับคุณค่ามนุษยธรรม หรือการปกป้องระเบียบโลก ทรัมป์ไม่เปิดพื้นที่ให้เล่นบทนั้นอีกต่อไป
ถ้าเขาพูดว่ากำลัง “ช่วยประชาชนเวเนซุเอลา” ผู้นำอย่างเคียร์ สตาร์เมอร์ก็สามารถพูดตาม สนับสนุนไปในทิศทางเดียวกันได้แบบไม่ต้องรู้สึกขัดใจ แต่พอทรัมป์พูดตรง ๆ ว่าเรื่องนี้คือน้ำมัน สตาร์เมอร์ก็ถูกบีบจนจนมุม จะสนับสนุนก็ไม่ได้ เพราะมันคือการแสวงผลประโยชน์จากประเทศอื่นแบบชัดเจน จะคัดค้านก็ลำบาก เพราะต้องแลกกับแรงกดดันและภาษีตอบโต้จากวอชิงตัน
นี่แหละคือราคาของความจริง เมื่อมันถูกพูดออกมาตรง ๆ มายาคติที่เคยใช้กลบเกมอำนาจก็พังลงทันที และเมื่อไม่มีฉากหน้าให้หลบ โลกตะวันตกเองก็ต้องเผชิญกับความจริงของตัวเองแบบเลี่ยงไม่ได้
____________
🔺\ ยุคที่หน้ากากถูกเปลือยเปล่า \🔻
ผลของปฏิบัติการกับมาดูโรไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสหรัฐฯ หรือยุโรป ประเทศอื่นกำลังมองและจดจำว่าเกิดอะไรขึ้น
อิสราเอลย่อมประเมินว่าสูตรแบบนี้เอาไปใช้กับอะหฺมัด อัช-ชัรเราะอ์ในซีเรียได้หรือไม่ จีนก็ต้องคิดต่อว่ามันส่งสัญญาณอะไรถึงไต้หวัน ขณะที่รัสเซียก็ย่อมชั่งน้ำหนักว่าแนวทางเดียวกันนี้จะถูกนำไปใช้กับเคียฟได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะในจังหวะที่ทรัมป์ยังพูดถึงคำว่า “สันติภาพ” อยู่ตลอด
เมื่อโลกเดินมาถึงจุดที่แทบไม่มีใครแม้แต่จะแกล้งทำเป็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศยังมีความหมาย ไม่ว่าจะเคยเคารพมันจริงหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่ข้อเท็จจริงดิบ ๆ ว่าอำนาจใครแข็งแรงกว่า
ในสภาพแบบนี้ แทบไม่มีอะไรหยุดทรัมป์จากการยึดกรีนแลนด์ หรือหยุดประเทศอื่นจากการยึดดินแดนของคนอื่นได้อีกต่อไป ถ้าทรัมป์ทำได้อย่างเปิดเผย และพูดเหตุผลออกมาตรง ๆ คนอื่นก็ย่อมอ้างเหตุผลแบบเดียวกันได้ไม่ยาก
สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่แค่การใช้กำลัง แต่คือการที่ทรัมป์เลือกถอดหน้ากากทั้งหมด ทิ้งทั้งภาษาแห่งความชอบธรรม ทิ้งทั้งกรอบศีลธรรม แล้วใช้ฮาร์ดเพาเวอร์แบบไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม ที่สำคัญคือเขาดูเหมือนจะเอาตัวรอดได้ด้วย
และเมื่อมีคนหนึ่งทำได้ ก็ย่อมมีอีกหลายคนที่อยากทำตาม โลกจึงกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ไม่มีใครยั้งมือ ไม่มีใครต้องเสียเวลาสวมบทบาท ไม่มีใครต้องแสร้งทำเป็นเคารพกติกาอีกแล้ว หน้ากากที่เคยช่วยประคองระเบียบโลกไว้ แม้จะเปราะบาง ก็ถูกเปลือยออกจนไม่เหลืออะไรให้หลบซ่อนอีกต่อไป
____________
🔺\ ความย้อนแย้งของฐานเสียง MAGA \🔻
ตามหลักคิดดั้งเดิม ฐานเสียง MAGA ควรจะเป็นฝ่ายขวาที่ต่อต้านการแทรกแซงต่างประเทศ หันมาโฟกัสการแก้ปัญหาภายในประเทศก่อน ไม่ใช่เอาทรัพยากรไปเผากับสงครามหรือเกมการเมืองโลก แต่ปฏิบัติการในเวเนซุเอลากลับสวนทางกับแนวคิดนั้นแบบเต็ม ๆ จนแม้แต่นักวิจารณ์สายขวาอย่างทักเกอร์ คาร์ลสัน และแคนเดซ โอเวนส์ ยังออกมาท้วง
คำถามจึงตามมาว่า ถ้าเป็นแบบนี้ ทรัมป์ควรจะเป็นข้อยกเว้นจากวังวนการแทรกแซงของอเมริกาหรือไม่ คำตอบที่เห็นชัดคือไม่เลย เขาแทรกแซงพอ ๆ กับพวกนีโอคอนและนักการเมืองอเมริกันรุ่นก่อน ๆ ที่ทำแบบนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การแทรกแซงในแบบของทรัมป์มีบางอย่างต่างออกไป แม้โครงสร้างใหญ่จะยังเหมือนเดิม จุดต่างสำคัญคือจังหวะเวลา ทรัมป์แพ้การเลือกตั้งในนิวยอร์ก เวอร์จิเนีย และอีกหลายพื้นที่ เพราะเศรษฐกิจอเมริกากำลังส่งสัญญาณไม่ดี ถึงปากจะบอกว่าเศรษฐกิจยังแข็งแรง แต่เขารู้ดีว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง
เมื่อบวกกับผลโพลเลือกตั้งกลางเทอมที่ออกมาไม่สวย หากไม่รีบสร้างเกมใหม่หรือเขย่ากระดานการเมืองให้เกิดแรงกระเพื่อม ทรัมป์ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะพ่ายแพ้ทางการเมือง และในบริบทแบบนี้ นโยบายต่างประเทศจึงไม่ได้เป็นเรื่องอุดมการณ์ล้วน ๆ แต่กลายเป็นเครื่องมือเอาตัวรอดทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของทรัมป์
____________
🔺\ เกมราคาน้ำมันของทรัมป์ \🔻
ช่วงปี 2018 ถึง 2019 ทรัมป์เปิดศึกกับซาอุฯ และรัฐอ่าวอาหรับเรื่องราคาน้ำมันแบบไม่อ้อมค้อม เขามองชัดว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ กำลังกัดกินเศรษฐกิจอเมริกา และกระทบชีวิตคนธรรมดาโดยตรง
พอวอชิงตันขอให้ลดราคา ซาอุฯ ก็ไม่ยอมง่าย ๆ เพราะกลัวว่าน้ำมันเชลของสหรัฐฯ จะเข้ามาแย่งตลาด แถมยังใช้วิธีฟลัดตลาด กดราคาลงให้ต่ำจนการลงทุนด้านพลังงานของอเมริกาไปต่อไม่ได้
เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ทรัมป์ก็เลือกใช้ทางลัด เขาหาช่องจากกฎหมายต่อต้านการผูกขาดเพื่อสั่งลดกำลังการผลิตของสหรัฐฯ เอง ซึ่งพูดกันตรง ๆ คือเข้าข่ายผิดกฎหมายในทางเทคนิค แต่เขาก็ทำ เพราะในสายตาเขา มันไม่มีทางเลือกอื่นที่เร็วพอ
ตั้งแต่ปี 2018 ข้อสรุปของทรัมป์ชัดมาก ถ้ากดราคาน้ำมันลงได้ ปัญหาเศรษฐกิจอเมริกาหลายอย่างจะดีขึ้นทันที ทั้งราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ค่าขนส่ง และต้นทุนในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะน้ำมันคือหัวใจของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
จากมุมนี้ การควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาจึงกลายเป็นทางออกสำคัญ มันช่วยให้ไม่ต้องง้อซาอุฯ หรือรัฐอ่าวอีกต่อไป และยังเปิดช่องให้เกิดการกดราคาน้ำมันลงได้ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
ถ้าคนรู้สึกว่าค่าครองชีพดีขึ้นจริง คะแนนเสียงก็จะตามมาเอง นี่คือการเมืองแบบตรงไปตรงมาในแบบของทรัมป์
เขายังรู้ดีว่าฐานเสียงของตัวเองไม่ทนสงครามยืดเยื้อ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาจึงต้องแรง และจบเกมเร็ว และต้องไม่แลกมาด้วยหยาดเลือดของทหารอเมริกัน ไม่ใช่ภาพแบบอิรักหรืออัฟกานิสถานที่เข้าไปแล้วติดยาว ถ้าจะเข้าไป ต้องได้ผลตอบแทนที่ชัด และต้นทุนต่ำพอที่จะยังพูดได้ว่าเขาไม่ใช่นักแทรกแซงแบบเดิม ๆ
อย่างที่ John Mearsheimer เคยวิเคราะห์ไว้ ทรัมป์ต่างจากผู้นำอเมริกันรุ่นก่อน เพราะเขาไม่ชอบการแทรกแซงตั้งแต่ต้น และจะทำก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าผลลัพธ์ออกมาได้ตามที่คำนวณไว้ และจะไม่ติดหล่ม ต่างจากคนอย่างดิก เชนีย์ที่หลงใหลการสร้างรัฐใหม่ ทรัมป์ไม่คิดจะสร้างเวเนซุเอลาขึ้นมาใหม่เลย
สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือราคาน้ำมันที่ต่ำลง เพื่อชนะเลือกตั้งกลางเทอม และไม่ยอมให้มหาอำนาจพลังงานรายใดมาบีบเขา ในสถานการณ์ที่เครื่องมือแก้เศรษฐกิจระยะสั้นของเขาแทบไม่เหลือแล้ว
____________
🔺\ กรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องบ้าแบบไร้เหตุผล \🔻
แม้แต่กรีนแลนด์เองก็ยังเข้าล็อกกับเกมนี้ของทรัมป์ ถ้ามองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์ เขาเชื่อว่าการมีฐานทหารในกรีนแลนด์จะทำให้สหรัฐฯ คุมเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันข้ามแอตแลนติกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่มุ่งหน้าไปอิหร่าน หรือเรือพลังงานของรัสเซีย จากจุดนี้ วอชิงตันสามารถสกัดเรือ ยึดน้ำมันมาใช้ต่อรอง หรือดึงมาใช้ในประเทศเพื่อกดราคาน้ำมันลงได้ทันที
พูดกันตรง ๆ นี่คือการปล้นในระดับมหาอำนาจ ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม แต่ถ้ามองในเชิงอำนาจ มันมีตรรกะรองรับอยู่ ความบ้าคลั่งที่หลายคนเห็นจึงไม่ใช่ความไร้เหตุผล หากแต่เป็นเหตุผลแบบดิบ ๆ ของคนที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจมากพอที่จะไม่ต้องแคร์กติกา
ทรัมป์หวังว่าก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอม ผลพวงจากเวเนซุเอลาจะช่วยกดราคาน้ำมันและก๊าซลงได้มากพอจะลดแรงต้านทางการเมือง เขาไม่ต้องการใช้สองปีสุดท้ายในตำแหน่งแบบผู้นำหมดสภาพ ไม่มีแรงส่ง และถูกบีบจากทุกทิศทาง
____________
🔺\ ตัวแปรเนทันยาฮู \🔻
การที่เบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางไปพบทรัมป์เพียงไม่กี่วันก่อนปฏิบัติการมาดูโร ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาพูดชัดเจนว่าเวเนซุเอลาเป็นศัตรู เพราะถูกมองว่าสนับสนุนปาเลสไตน์ และถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือด้านวัตถุกับฝ่ายปาเลสไตน์โดยตรง
ในช่วงที่กระแสโลกเริ่มเปลี่ยน และแรงสนับสนุนอิสราเอลเริ่มถูกตั้งคำถาม เนทันยาฮูกำลังไล่จัดการทุกฝ่ายที่มีส่วนทำให้กระแสนั้นขยายตัว หรือยืนอยู่ฝั่งปาเลสไตน์ ตั้งแต่การขู่ผู้นำโคลอมเบีย การล็อบบี้ต่อต้านแอร์โดอัน ไปจนถึงการเล็งเป้าองค์กรโปรปาเลสไตน์ในยุโรป
ในสายตาของเนทันยาฮู เมื่อภาพลักษณ์ความเข้มแข็งเริ่มสั่นคลอน เขาจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าอำนาจไซออนิสต์ยังเหนือกว่า และกรณีของมาดูโรก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างชัดเจน มันไม่ใช่แค่เรื่องเวเนซุเอลา แต่คือการส่งสัญญาณไปยังทุกฝ่ายว่า ใครคือคนที่ยังมีสิทธิใช้กำลัง และใครคือคนที่ต้องยอมรับผลของมัน
____________
🔺\ โค่นอิหร่าน ต้นทุนสูงเกินไป และเสี่ยงเกินรับไหว \🔻
ตอนแถลงข่าวที่ Mar-a-Lago ทรัมป์เปิดหน้าเล่นใหญ่ใส่อิหร่าน พูดกร้าว แถมโพสต์ว่ากองทัพสหรัฐฯ “พร้อมรบเต็มที่” เพื่อปกป้องผู้ประท้วงในเตหะราน แต่ถ้ามองกันจริง ๆ อิหร่านไม่ใช่เวเนซุเอลาเลย และทรัมป์ก็รู้เรื่องนี้ดี
ในสายตาทรัมป์ เวเนซุเอลาเป็นงานง่าย เขาหวังว่าการจัดการกับมาดูโรจะใช้เป็นตัวอย่าง ข่มผู้นำอย่างลูลา ผู้นำโคลอมเบีย และเม็กซิโก ให้เว้นระยะจากจีน เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมต่อความสัมพันธ์ระหว่างลาตินอเมริกากับปักกิ่ง
แต่อิหร่านเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง แค่ดูตอนที่อิสราเอลปะทะกับอิหร่านก็พอเห็นภาพแล้ว อิสราเอลยังไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีสหรัฐฯ คอยอุ้ม วอชิงตันต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซ่อมและเติมระบบ Iron Dome หากคิดไปถึงขั้นเปลี่ยนระบอบอิหร่าน ต้นทุนมันสูงกว่ากรณีมาดูโรแบบเทียบกันไม่ติด
ทรัมป์ไม่ใช่คนชอบงานแพงและเสี่ยง แม้ไมค์ ปอมเปโอจะพูดราวกับว่าสายลับมอสสาดเดินกันเต็มเตหะราน แต่อิหร่านทั้งในแง่ภูมิประเทศ โครงสร้างรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน แตกต่างจากเวเนซุเอลาโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่สนามที่เข้าไปแล้วจะจบได้เร็ว
เมื่อสี่ห้าปีก่อน ซาอุฯ และรัฐอ่าวอยากเห็นอิหร่านล่ม แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ซาอุฯ ไม่อยากให้ล่ม ตุรกีไม่อยากให้ล่ม อิรักไม่อยากให้ล่ม แม้แต่ซีเรียก็ไม่อยากให้ล่ม ทุกฝ่ายเห็นบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานชัดเจนว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร และรู้ดีว่าถ้าอิหร่านแตกจริง จะไม่มีใครรับมือไหว ไม่ใช่แค่ดามัสกัสของอะห์มัด อัช-ชัรเราะอ์ แต่อิรักก็ไม่ไหว และซาอุฯ ก็ยิ่งไม่อยากเปิดแนวรบใหม่ในภูมิภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว
เมื่อเสียงจากภูมิภาคออกมาในทิศทางนี้ โอกาสที่ทรัมป์จะลุยอิหร่านแบบเดียวกับมาดูโรก็แทบเป็นศูนย์ อย่างที่ Mouin Rabbani เคยพูดไว้ นโยบายต่างประเทศของทรัมป์ขึ้นอยู่กับคนสุดท้ายที่เขาคุยด้วย คุยกับเนทันยาฮู ก็จะด่าอิหร่าน คุยกับซาอุฯ ที่ไม่อยากรบ เขาก็จะบอกว่าอิหร่านพร้อมสันติภาพ เพราะฉะนั้นคำพูดกร้าว ๆ เรื่องอิหร่านจึงเป็นการข่มมากกว่าความตั้งใจจริง
ตอนนี้ทรัมป์กำลังจับตาดูว่าเคสมาดูโรจะให้ผลตามที่คำนวณไว้หรือไม่ โดยไม่ต้องผูกมัดตัวเองกับภารกิจเปลี่ยนระบอบอื่น ๆ ที่เขาไม่อยากแบก เขาอาจเห็นความจำเป็นเรื่องน้ำมัน แต่ก็รู้ดีว่าฐานเสียงของตัวเองเริ่มแตก เสียงโกรธ เสียงงง กับการแทรกแซงดังขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่แมตต์ วอลช์ กับทักเกอร์ คาร์ลสันยังถกกันเองว่าอเมริกาจะไปยุ่งกับเวเนซุเอลาทำไม
ทรัมป์ไม่อยากเติมเชื้อไฟในจังหวะแบบนี้ ปฏิบัติการทั้งหมดจึงไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ และถูกดำเนินการในสไตล์ทรัมป์แบบเต็มรูปแบบ คิดเป็นดีล คิดเป็นต้นทุน และเลือกเสี่ยงเท่าที่เขาคิดว่าคุมได้เท่านั้น
____________
🔺\ ทรัมป์–เนทันยาฮู: ความงุนงงคือสภาพปกติ \🔻
หลายคนมองเวทีแถลงข่าวที่ Mar-a-Lago ว่าเป็น “lovefest” ระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮู แต่ถ้าดูให้ละเอียด มันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ภาพพยายามจะสื่อ
ทั้งประเด็นความเป็นไปได้ที่ตุรกีอาจส่งกำลังเข้าไปในกาซา หรือคำพูดของทรัมป์ที่วิจารณ์การขยายนิคมในเวสต์แบงก์ ช่วงที่ทรัมป์บอกว่าเนทันยาฮู “คิดผิด” เรื่องนิคม ภาษากายของทั้งคู่ตึงขึ้นทันที แบบไม่ต้องตีความอะไรให้ซับซ้อน ภาษากายมันฟ้อง
คำถามคือ นี่คือรอยร้าวจริง หรือแค่การแสดงตามบท? มีคำพูดคลาสสิกของอาลี อับดุลเลาะฮ์ ซอลิห์ อดีตผู้นำเยเมน ที่เคยตอบนักข่าวว่าทำไมเขาไม่เคยไปตูนิเซียว่า “เพราะเรากับตูนิเซียไม่มีปัญหากัน” แปลเป็นภาษาการเมืองง่าย ๆ คือ ถ้าต้องบินไปเจอหน้า แสดงว่าปัญหามันใหญ่เกินจะคุยกันทางโทรศัพท์
เนทันยาฮูบินไปสหรัฐฯ เจ็ดแปดครั้งในปีเดียว ทั้งที่ประเทศตัวเองกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่คดีความภายใน เศรษฐกิจที่สั่นคลอน การสังหารหมู่ในกาซา ไปจนถึงแนวรบที่พัวพันตั้งแต่ซีเรีย เลบานอน ความตึงเครียดกับตุรกี ประเด็นก๊าซอียิปต์–เมดิเตอร์เรเนียน และภารกิจกล่อมซาอุฯ ให้เดินหน้าการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล ทั้งที่มกุฎราชกุมารซาอุฯ แทบไม่เห็นประโยชน์แล้ว เขาไม่ได้บินไกล 14–15 ชั่วโมงเพื่อจิบชา แต่เพราะโทรศัพท์แล้วไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
ความค้างคาของกาซาเฟสสองสะท้อนความงุนงงนี้อย่างชัดเจน อิสราเอลยังโจมตีและสังหารชาวปาเลสไตน์ต่อไป แม้จะเบาลงจากช่วงก่อน “หยุดยิง” โดยมีเป้าหมายยั่วยุให้ฝ่ายปาเลสไตน์ตอบโต้ เพื่อจะได้มีข้ออ้างฉีกข้อตกลง แต่ฮามาสไม่เล่นเกมนี้ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังรอข้ออ้าง เหตุการณ์ระเบิดที่ราฟาห์เป็นตัวอย่างชัด อิสราเอลอ้างว่ามีระเบิดจึงต้องบอมบ์ต่อ แต่สหรัฐฯ สวนกลับทันทีว่า “ระเบิดอะไร เรารู้ว่าเป็นฝีมือคุณเอง” ผลคืออิสราเอลต้องกลับเข้าสู่ข้อตกลงภายใน 24 ชั่วโมง
เฟสสองจึงค้าง ไม่ใช่เพราะไม่มีแผน แต่เพราะอิสราเอลไม่รู้ว่าทรัมป์จะยอมให้ฉีกข้อตกลงหรือไม่ ขณะเดียวกัน วอชิงตันก็ไม่ได้เร่งอะไร เพราะทรัมป์กำลังโฟกัสเวเนซุเอลาและรัสเซีย ภาพจริงคือเนทันยาฮูนั่งอยู่ในเทลอาวีฟ ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “นี่ผมได้ไฟเขียวหรือยัง” จะบุกต่อได้ไหม จะยึดกาซาทั้งหมดได้หรือไม่ ทรัมป์ไม่เคยพูดว่า “ไม่ได้” แต่ก็ไม่เคยพูดว่า “ได้” ความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้เนทันยาฮูต้องบินมาหาทรัมป์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งที่ Mar-a-Lago เพราะเขาบอกว่ารอไม่ไหวให้ทรัมป์กลับทำเนียบขาว
ในงานแถลงข่าว เนทันยาฮูแทบจะสื่อว่า “ผมรอไม่ไหวแล้ว” อยากให้ทรัมป์กลับไปคุยกันในกรอบที่ชัดเจนกว่านี้ พอคุยกันจริง เขาถามตรง ๆ ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ คำตอบของทรัมป์ก็ยังคงกำกวมแบบเดิม “คุณก็ทำในสิ่งที่คุณต้องทำ” แล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่? ต้องรักษาหยุดยิง หรือเปิดทางให้ใช้ความรุนแรงต่อ? ความย้อนแย้งแบบนี้ทำให้เนทันยาฮูงง เช่นเดียวกับกรณีตุรกี ที่ทรัมป์บอกว่ามีปัญหาเรื่องก่อการร้าย แต่ก็เสริมว่า “แอร์โดอันเป็นเพื่อนผม” สรุปคือ ไม่มีใครได้คำตอบชัดเจน
ท้ายที่สุด เนทันยาฮูพยายามดึงสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งกับอิหร่าน ทรัมป์ก็เล่นวาทกรรม “อิหร่านแย่มาก” โพสต์ขู่ใน Truth Social แต่พอถามจริงว่าจะรบเมื่อไหร่ คำตอบกลับเป็น “รบอะไร?” ความไม่แน่นอนนี้ไม่ใช่จุดอ่อน แต่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮู
____________
🔺\ ความสิ้นหวังของเนทันยาฮู \🔻
การที่เนทันยาฮูบินมาพบทรัมป์บ่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่ใช่เรื่องสบายใจ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลต้องคำนวณเส้นทางการบินอย่างระมัดระวัง เพราะอยู่ในข่ายที่ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจออกหมายจับได้ หากบินผ่านน่านฟ้าประเทศภาคี ทุกไฟลต์ต้องคิดละเอียด จะผ่านประเทศไหนได้ เปลี่ยนเส้นทางอย่างไร นี่ไม่ใช่การเดินทางทางการทูตแบบชิล ๆ
เขาทำแบบนี้เพราะทรัมป์ไม่ให้คำยืนยันชัดแบบที่ไบเดนเคยให้ ไบเดนพูดตรงไปตรงมาว่า “ทำในสิ่งที่คุณต้องทำ แล้วเราจะสนับสนุนเต็มที่” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายอุปถัมภ์อิสราเอลแบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ
แต่ทรัมป์พูดเรื่อง “blank check” ทว่าการกระทำจริงกลับสวนทาง ทั้งการผลักดันหยุดยิงในกาซา และการเรียกแอร์โดอันว่าเป็น “เพื่อน” ในประเด็นที่เนทันยาฮูต่อต้านชัดเจน
นักประวัติศาสตร์ยิวสายต่อต้านไซออนิสต์คนหนึ่งเคยตอบคำถามว่า ไบเดนกับทรัมป์ต่างกันยังไงในเรื่องปาเลสไตน์ คำตอบคือ ภายใต้ไบเดน ทุกคนรู้เกม อิสราเอลต้องการอะไร ก็มักได้อย่างนั้น เพราะไบเดนทำงานในกรอบเดิมของผู้นำสหรัฐฯ ก่อนหน้า
แต่ทรัมป์ขับเคลื่อนด้วยอัตตา แม้ฝ่ายปาเลสไตน์จะไม่มีอิทธิพลต่อเขา ฝ่ายไซออนิสต์เองก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะเอายังไง ความไม่แน่นอนนี้แหละที่ทำให้เนทันยาฮูหวาดระแวง
ในงานแถลงข่าว ทั้งคู่คุยกันเรื่องอิหร่านและซีเรีย อิสราเอลอยากจัดการผู้นำบางคน และดูเหมือนทรัมป์จะพูดอะไรบางอย่างหลังฉากที่ทำให้เนทันยาฮูพอใจ แต่พอมีนักข่าวถามเรื่องกาซา ทรัมป์กลับพูดออกสื่อว่า “ก็ส่งทหารตุรกีเข้าไปสิ แอร์โดอันเป็นเพื่อนผม” ตรงนั้นเองที่เนทันยาฮูน่าจะรู้สึกว่า สิ่งที่คุยกันหลังฉาก กับสิ่งที่พูดต่อหน้าสื่อ มันคนละเรื่อง
สุดท้าย งานแถลงข่าวไม่ให้คำตอบอะไรเลย ไม่รู้ว่าสหรัฐฯ ยังเอาเฟสสองหรือไม่ ไม่รู้ว่าตุรกีจะมีบทบาทแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะรบกับอิหร่านหรือเปล่า เนทันยาฮูบิน 14 ชั่วโมงเพื่อความชัดเจน และต้องกลับบ้านมือเปล่า
นี่คือดาบสองคมของทรัมป์ ภายใต้ไบเดน หากอิสราเอลติดขัด ก็ยังมีเครื่องมือทางมนุษยธรรมและการทูตช่วยเปิดทาง แต่กับทรัมป์ ทุกอย่างกระจัดกระจาย ทั้งรัสเซีย เวเนซุเอลา กาซา อิหร่าน ตุรกี ทุกฝ่ายต้องแย่งความสนใจเขา และเนทันยาฮูก็ทำไม่สำเร็จ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พัฒนาการเชิงบวกหรือเชิงลบต่อปาเลสไตน์โดยตรง สิ่งที่มันบอกคือ ฝ่ายไซออนิสต์ไม่สามารถกำหนดเกมได้เบ็ดเสร็จเหมือนเดิม และนั่นเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นอย่างแอร์โดอัน และอาจรวมถึงมุฮัมมัด บิน ซัลมาน หลังจากที่แตกหักกับมุฮัมมัด บิน ซายิด เข้ามาเสนอ “ทางออก” ต่อทรัมป์ในแบบที่อิสราเอลไม่พอใจ
เหมือนกับที่คนรอบตัวมาดูโรเคยบอกทรัมป์ว่า ไม่ต้องมีสงคราม เอาตัวผู้นำไป ปล่อยให้ระบอบอยู่ แล้วน้ำมันจะไหลเข้าอเมริกาเอง
____________
🔺\ ฝ่ายค้านเวเนซุเอลาคิดผิดทั้งกระดาน \🔻
ทันทีที่ทรัมป์ “ดึง” มาดูโรออกจากการากัสไปนิวยอร์ก แกนนำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาที่เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพก็เข้าใจตรงกันแทบจะทันทีว่า “รอบนี้ถึงคิวเราแล้ว” บรรยากาศในพรรคคึกคัก ทุกคนเตรียมตัวเต็มที่ คำถามเดียวที่วนซ้ำไปมาคือ นี่ใช่สัญญาณของ regime change หรือไม่
แต่ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน บนเครื่อง Air Force One มีนักข่าวถามทรัมป์ว่า แล้วเธอจะได้เดินทางกลับการากัสเมื่อไร คำตอบของทรัมป์ตัดทุกความฝันแทบจะในประโยคเดียว
“ผมไม่คิดว่าจะพาเธอกลับไป เธอไม่มีอำนาจ ไม่มีอิทธิพลอะไรขนาดนั้น และก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าไร”
ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การปฏิเสธตัวบุคคล แต่คือการปฏิเสธทั้งสมมติฐานของฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ที่เชื่อว่าสหรัฐฯ ยังคิดเป็นเส้นตรงแบบเดิม คือโค่นผู้นำเก่า แล้วดันฝ่ายค้านขึ้นมาแทน
ทรัมป์พูดชัดว่าเขาไม่ได้คิดจะยกอำนาจให้เธอ และเมื่อถูกถามต่อว่า มาร์โก รูบิโอ จะทำงานร่วมกับฝ่ายชาวิสตา (Chavistas) หรือไม่ รูบิโอก็ตอบแบบไม่อ้อมค้อมว่า “คุยกันแล้ว และอีกฝ่ายก็พร้อมทำงานภายใต้เงื่อนไข”
ตรงนี้คือจุดที่ภาพทั้งหมดชัดขึ้นทันที ฝ่ายบริหารทรัมป์ไม่ได้มองเวเนซุเอลาผ่านกรอบศีลธรรม หรือเรื่องประชาธิปไตยตามสคริปต์เดิม แต่กำลังมองผ่านสมดุลอำนาจจริง ใครคุมรัฐ ใครคุมกองทัพ ใครทำให้ดีลเดินได้ คนนั้นคือคู่เจรจา
สรุปคือ ทรัมป์ไม่เดินตามบทของใคร เขาพลิกไปพลิกมา บิดซ้ายบิดขวา พร้อมเปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา นโยบายแบบชักเข้า–ชักออกนี้ไม่ใช่แค่ทำให้ฝ่ายค้านเวเนซุเอลาคิดผิดทั้งกระดาน แต่หนักถึงขั้นที่แม้แต่เนทันยาฮูเอง ก็ยังอ่านไม่ออกว่า ทรัมป์กำลังจะ “เอายังไงกันแน่”
และนั่นแหละคือปัญหาใหญ่ หรือสำหรับบางคน อาจเป็นข้อได้เปรียบที่สุดของทรัมป์ในเวทีการเมืองโลก
____________
🔺\ ความไม่แน่นอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน \🔻
ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด เราไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นครั้งแรกในรอบเวลายาวนานมากที่อิสราเอลเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราไม่รู้ว่าทรัมป์จะจัดการกับกาซายังไงในวันพรุ่งนี้ แต่คราวนี้ อิสราเอลก็เดาไม่ออก
เราไม่รู้ว่าตุรกีจะสามารถส่งทหารเข้าไปปกป้องกาซา เพื่อสกัดการขยายอาณานิคมของอิสราเอลได้หรือไม่ แต่เป็นครั้งแรกที่คำตอบนั้นไม่อยู่ในมืออิสราเอลฝ่ายเดียวอีกต่อไป
จากมุมมองการเมืองแบบไม่แคร์ศีลธรรม ความไม่แน่นอนลักษณะนี้ อย่างน้อยก็อาจ “ดีกว่า” ความแน่นอนที่รัฐบาลไบเดนเสนอให้โลกเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความแน่นอนของการเข่นฆ่า ที่ถูกค้ำจุน รับรอง และทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ ผ่านการสนับสนุนเนทันยาฮูอย่างเป็นระบบและไม่ตั้งคำถาม
____________
🔺\ ทำความรู้จักทรัมป์: ประธานาธิบดีสายดีล \🔻
หลายคนชอบสรุปง่าย ๆ ว่า ทรัมป์ก็เป็นไซออนิสต์เหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน ดูภาพ Mark Levin โอบไหล่เขาแล้วเรียกว่า “ประธานาธิบดีชาวยิวคนแรก” ดูบทบาทของ Jared Kushner ลูกเขยไซออนิสต์สายแข็ง ภาพเหล่านี้มันชัดจนเหมือนจะเถียงไม่ได้
แต่ปัญหาคือ การสรุปแบบนั้นยังมองทรัมป์ผิดอยู่ดี
ทรัมป์ไม่ใช่ไซออนิสต์ และก็ไม่ใช่ศัตรูของไซออนนิสต์ เขาเป็นนักการเมืองที่คิดแบบพ่อค้าเต็มรูปแบบ ใครเอาเงินมา ใครเสนอดีล ใครยื่นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ คนนั้นคือ “เพื่อนที่ดีที่สุด” ในช่วงเวลานั้น
ไซออนิสต์ให้เงินเขาหลายร้อยล้าน เขาก็ขอบคุณ ยิ้มให้ เชิญเข้าทำเนียบขาว แล้วบอกว่า “ผมรักคุณ”
แต่พอมีคนถามว่า แล้วกาตาร์ล่ะ? เขาก็ตอบทันทีว่า “ผมก็รักกาตาร์เหมือนกัน”
ถ้ามีคนมากระซิบว่า แอร์โดอันไว้ใจไม่ได้นะ เขาฝันอยากเป็นสุลต่าน ยึดเยรูซาเล็มคืน ทรัมป์ไม่สนใจเรื่องศาสนา ไม่สนใจประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ เขาสนใจคำถามเดียว ใครช่วยดูแลซีเรียให้เขาได้ โดยไม่ต้องควักเงินอเมริกา ใครช่วยลดภาระของสหรัฐฯ ได้จริง
ถ้าไซออนิสต์บอกว่า “เราออกเงินให้ได้” คำถามแรกของทรัมป์ไม่ใช่ “มันถูกต้องทางศีลธรรมหรือเปล่า” แต่คือ “เท่าไหร่?”
และนั่นคือความสัมพันธ์ทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ ไม่ใช่เรื่องอัตลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องศรัทธา แต่เป็นเรื่องว่า ใครล็อบบี้ได้หนักกว่า ใครจ่ายได้มากกว่า และใครทำให้ทรัมป์รู้สึกว่า ดีลนี้คุ้มที่สุด ในจังหวะนั้น
ใครทำได้ คนนั้นก็ได้ไปต่อ
____________
🔺\ TikTok: บทเรียนเมื่อ “ดีล” ชนะอุดมการณ์ \🔻
ถ้ามีเคสไหนที่อธิบายทรัมป์ได้ชัดที่สุด เรื่อง TikTok คือหนึ่งในนั้นแบบไม่ต้องตีความซับซ้อน
ฝั่งไซออนิสต์อยากแบน TikTok เพราะมันทำให้คนอเมริกันเห็นภาพปาเลสไตน์มากเกินไป สมัยไบเดน ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่เซ็น แต่ดันเปลี่ยนรัฐบาลก่อนพอดี
พอทรัมป์เข้ามา ทุกคนเลยคิดเหมือนกันว่า “รอบนี้ชัวร์” แบนแน่ ปิดโซเชียล ปิดภาพปาเลสไตน์ แล้วค่อยกลับไปเล่าเรื่องอิสราเอลเวอร์ชันเดิมให้คนอเมริกันฟังใหม่
แต่ทรัมป์เปิดเอกสารดู แล้วบอกสั้น ๆ ว่าไม่เซ็น
เหตุผลไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย ลูกชายเขาเดินเข้ามาถามตรง ๆ ว่า “พ่อจะบ้าเหรอ TikTok ช่วยให้พ่อชนะเลือกตั้งนะ”
ตอนนั้นทรัมป์แทบไม่รู้จัก TikTok ด้วยซ้ำ ลูกเป็นคนสอนให้ใช้ พอใช้จริง เขากลับรู้สึกว่ามันเวิร์ก แถมยังคิดไกลไปถึงขั้นอยากโทรคุยกับจีนเรื่องถือหุ้นกันคนละครึ่งด้วยซ้ำ
ลองมองจากมุมของกลุ่มล็อบบี้ไซออนิสต์ที่ทุ่มเงินไปเป็นร้อยล้าน แล้วข้อเรียกร้องสำคัญอย่างการแบน TikTok กลับแพ้รสนิยมของเด็กไม่กี่ขวบ มันสะท้อนอะไร?
มันสะท้อนว่า สำหรับทรัมป์ เงินช่วยได้เยอะก็จริง แต่ไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง
Romney กับ Blinken อาจนั่งถกกันอย่างจริงจังว่าทำไม TikTok ถึงเป็นภัย เพราะคลิปปาเลสไตน์มีมากกว่าคลิปอิสราเอลเป็นสิบเท่า แต่ทรัมป์ตัดสินใจง่ายกว่านั้นมาก ถ้าลูกเขาชอบ เขาเห็นว่ามันช่วยตัวเองได้ เขาก็ไม่แบน
นี่แหละทรัมป์ ประธานาธิบดีที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ไม่ได้ยึดกรอบนโยบายแบบเดิม แต่ตัดสินใจจากอารมณ์ ดีล และความพอใจเฉพาะหน้า และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ แม้แต่กลุ่มล็อบบี้ที่ทรงพลังที่สุด ก็ยังไม่สามารถควบคุมเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
____________
🔺\ การถอยแผนริเวียรา: ไอเดียที่พังเพราะคำชมไม่กี่ประโยค \🔻
ตอนไอเดียจะสร้าง “ริเวียราในกาซา” ถูกโยนขึ้นมา ประเทศที่เหงื่อตกที่สุดไม่ใช่อียิปต์ แต่คือจอร์แดน เพราะถ้าปาเลสไตน์ถูกดันออกจากกาซาจริง คนจะไหลเข้าจอร์แดนทันที ผลลัพธ์แทบไม่ต้องคิดต่อ การประท้วง ความไม่พอใจลามทั้งประเทศ รัฐบาลสั่นคลอน และสุดท้ายอาจไปถึงตัวกษัตริย์ นี่ไม่ใช่เรื่องนโยบายต่างประเทศ แต่มันคือเรื่องความอยู่รอดของระบอบ
แค่หนึ่งวันก่อนหน้า ทรัมป์ยังพูดเต็มปากว่า “จะสร้างแน่ มันจะออกมาอลังการ” แต่พอกษัตริย์อับดุลเลาะฮ์บินไปพบ เกมกลับเปลี่ยนทิศทันที
เขาไม่ได้เปิดฉากใส่ ไม่ด่าทรัมป์ว่าไร้มนุษยธรรม ไม่พูดเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศแม้แต่นิดเดียว แต่เลือกใช้วิธีที่ได้ผลกับทรัมป์ที่สุดคือ ป้อนอีโก้
“ท่านคือบุรุษแห่งสันติภาพ” ทรัมป์รับลูกทันที “ใช่ ผมคือบุรุษแห่งสันติภาพ”
“ท่านแก้ปัญหาที่ Sleepy Joe แก้ไม่ได้” ทรัมป์ก็เสริมต่อ “ใช่ เขาโง่”
พออีโก้ถูกนวดจนพอดี บรรยากาศเริ่มเป็นมิตรแล้ว ค่อยอธิบายว่า ถ้าแผนริเวียรานี้เกิดขึ้นจริง ระบอบพันธมิตรในภูมิภาคจะพัง คนจะลุกฮือล้มรัฐบาลกันเป็นทอด ๆ และสุดท้ายอเมริกาจะต้องมานั่งรับภาระหนักกว่าเดิม
ตรงจุดนี้เองที่ทรัมป์หลุดประโยคสำคัญออกมา “อ้อ… ผมไม่เคยนึกถึงมุมนี้”
กษัตริย์อับดุลเลาะฮ์ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาเพิ่มน้ำหนักด้วยการเสนอรับผู้ป่วยชาวปาเลสไตน์ 2,000 คน แปลว่าไม่ได้มาแค่พูดดี ๆ แต่พร้อมทำให้เห็นว่าเขาเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” ตัวจริง
ผลลัพธ์คือ ทรัมป์ออกไปแถลงข่าว บอกว่าแผนริเวียรานั้น “เป็นแค่ไอเดีย” และขอดูท่าทีของพันธมิตรประเทศอื่นก่อน
ลองคิดดู กลุ่มไซออนิสต์ที่ทุ่มเงินไปเป็นร้อยล้านเพื่อความภักดี แต่ทรัมป์กลับเปลี่ยนใจภายในวันเดียว เพราะกษัตริย์คนหนึ่งมาบอกว่าเขาคู่ควรกับภาพลักษณ์ผู้สร้างสันติภาพระดับโนเบล
นี่แหละธรรมชาติของทรัมป์ เขาไม่ใช่ไซออนิสต์ และก็ไม่ใช่ฝ่ายต่อต้านไซออนิสต์ เขาอยู่ข้างใครก็ตามที่เสนอ “ดีล” ที่ทำให้เขาดูดีที่สุดในช่วงเวลานั้น และถ้าดีลนั้นทำให้เขาดูเหมือนบุรุษแห่งสันติภาพ เขาเอาแน่นอน
____________
🔺\ ซีเรียกับอะห์มัด อัช-ชัรเราะอ์: ตัวอย่างคลาสสิกของ “ดีลแบบทรัมป์” \🔻
กรณีของอะห์มัด อัช-ชัรเราะอ์ เป็นภาพสะท้อนวิธีคิดเชิงอำนาจของทรัมป์ได้ชัดมาก ชายที่เคยประกาศตัวเองว่า “ผมอยู่กับอัลกออิดะห์” กลับขึ้นสู่อำนาจในดามัสกัสได้ ด้วยการหนุนหลังอย่างต่อเนื่องของตุรกี ผสมกับจังหวะภูมิรัฐศาสตร์ที่เอื้อ หลังฮิซบุลลอฮ์พ่ายในเลบานอน
ฝั่งอิสราเอลกับเดโมแครตโวยวายกันหนัก บอกว่า “อัลกออิดะห์ชนะในดามัสกัส” นี่คือหายนะ ต้องโค่นระบอบนี้ให้ได้ บางคนถึงขั้นพูดว่า ระบอบบัชชาร อัสซาดยังดีกว่าสำหรับพวกเขาเสียอีก
แต่ตุรกีไม่เล่นเกมโวยวาย ฮาคาน ฟีดานบินไปเจอมาร์โก รูบิโอ แล้วถามคำถามง่าย ๆ ที่แทงใจดำมาก
อัฟกานิสถาน ใช้เงินไปเท่าไร? ใช้เยอะเกินไป แล้วอิรักล่ะ? ก็เยอะเกินไป แล้วอยากเปิดสงครามใหม่อีกไหม? คำตอบคือ ไม่อยากเสียแม้แต่เหรียญเดียว
จากนั้นฟีดานก็วางข้อเสนอเป็นชิ้นเป็นอัน ซีเรียตอนนี้ยังมีโอกาสสร้างเสถียรภาพ ตุรกีสามารถ “คุม” อะห์มัด อัช-ชัรเราะอ์ได้ ส่งทหารเข้าไปพยุงสถานการณ์ และที่สำคัญ ตุรกีคือพันธมิตร NATO ที่พร้อมแบกรับภาระแทนอเมริกา
พร้อมย้ำอีกชั้นว่า เราไม่เคยทอดทิ้งคุณในปี 2020 ตอนที่คุณแพ้เลือกตั้ง ตอนนั้นคนอื่นหายหมด แต่เรายังยืนข้างคุณ และเราก็เกลียด Sleepy Joe พอ ๆ กับคุณ
สารที่ส่งถึงทรัมป์ชัดมาก ถ้าปล่อยให้อิสราเอลเดินเกม ซีเรียจะเละ และคุณจะถอนตัวไม่ได้อีก แต่เรามีแผนที่ต้นทุนต่ำกว่า ง่ายกว่า เสถียรกว่า และทำให้คุณดูดีกว่า
ทรัมป์ฟังแล้วไม่ได้ถามว่า “เขาเคยเป็นใคร” ไม่ถามเรื่องอุดมการณ์ ไม่ถามเรื่องศีลธรรม
คำตอบมีแค่ประโยคเดียว “ผมชอบนะ ฟังดูเป็นดีลที่ดี ทำได้เลย”
นี่แหละทรัมป์ เขาไม่ได้ถามว่าใครดี ใครเลว แต่ถามว่า ดีลนี้ทำให้ผมเสียเงินไหม? ทำให้ผมดูดีไหม? และทำให้ผมหลุดจากปัญหาได้หรือเปล่า? ถ้าคำตอบคือใช่ ดีลนั้นก็ผ่านทันที
ถึงขั้นที่เนทันยาฮูต้องบินไปหาทรัมป์ แล้วบอกตรง ๆ ว่า “อย่าไปฟังแอร์โดอัน” แต่ทรัมป์ตอบกลับแบบไม่อ้อมค้อมว่า แอร์โดอันคุมสถานการณ์ได้ ซีเรียยังไม่แตก หนึ่งปีผ่านไปก็ยังไม่เห็น ISIS หรืออัลกออิดะห์โผล่กลับมาอย่างที่ขู่กันไว้ สำหรับทรัมป์ นี่แปลว่า “คนนี้เอาอยู่”
นี่คือความต่างระหว่างทรัมป์กับไบเดนแบบคนละโลก ทรัมป์ไม่ตัดสินโลกด้วยคำว่าดีหรือเลว แต่ดูที่ผลลัพธ์จริง
ยุคไบเดน แค่ชื่อแอร์โดอันโผล่ขึ้นมา ก็ถูกตีตราทันทีว่าเป็น “อิสลามิสต์” ที่ต้องจัดการ ไบเดนถึงขั้นพูดตอนหาเสียงปี 2020 ว่าสหรัฐฯ ควรหนุนฝ่ายค้านตุรกีเพื่อโค่นเขา โดยไม่เคยเปิดใจคิดเลยว่า แอร์โดอันอาจเป็นตัวแสดงสำคัญในการคุมเสถียรภาพตะวันออกกลาง
สำหรับไบเดน เรื่องนี้คืออุดมการณ์ล้วน ๆ เขามองแอร์โดอันผ่านภาพการละหมาดในฮายาโซเฟีย การประกาศศรัทธา แล้วเอาสิ่งนั้นมากำหนดนโยบายต่างประเทศ ให้อุดมการณ์นำหน้าผลประโยชน์รัฐ
แต่ทรัมป์ไม่คิดแบบนั้น ทรัมป์ถามแค่ว่า “ดีลไหนคุ้มที่สุด” วิธีคิดแบบนี้ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ต่อให้ใครเทเงินใส่เขามากแค่ไหน ถ้ามีใครทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ เขาก็พร้อมพังกระดานทั้งหมดทันที
เหมือนที่ยูเออีเคยอัดเงินหนุนมุฮัมมัด บิน ซัลมาน แต่การตัดสินใจผิดพลาดไม่กี่วัน ก็ทำให้นโยบายเยเมนที่วางมาสิบปีพังราบได้ในพริบตา
กับทรัมป์ก็ไม่ต่างกัน ถ้าใครทำให้เขาไม่พอใจ เขาพร้อมล้มทั้งกระดาน ไม่เว้นแม้แต่แผนของไซออนิสต์ในกาซา
____________
🔺\ แผนสันติภาพ 21 ข้อ: สันติภาพในแบบทรัมป์ \🔻
แผนสันติภาพ 21 ข้อของทรัมป์ ถ้าพูดกันตรง ๆ คือแผนที่แย่ในเชิงเนื้อหา แต่แอร์โดอันอ่านทรัมป์ออกตั้งแต่ต้นว่า เขาไม่ใช่คนหมกมุ่นกับรายละเอียด เขาอยากได้แค่ “อะไรสักอย่าง” ที่ทำให้กาซาสงบลงชั่วคราว มีภาพให้โชว์ มีดีลให้ประกาศ แค่นั้นพอ
แอร์โดอันกับกาตาร์จึงไปบอกฝ่ายปาเลสไตน์แบบตรงไปตรงมาว่า รับแผนนี้ไปก่อน เดี๋ยวค่อยเจรจาแก้ไขกันทีหลัง ทรัมป์ไม่ได้คิดลึกเรื่องโครงสร้างอำนาจหรือความยุติธรรมระยะยาว เขาแค่อยากเห็นความสงบเกิดขึ้นตรงหน้า
ตอนแรกฝ่ายปาเลสไตน์ลังเล เพราะในแผนมีทั้งเรื่องรัฐสภา โครงสร้างการปกครอง และเงื่อนไขหนัก ๆ หลายข้อ แต่คำตอบที่ได้คือ “เชื่อเรา เรารู้จักทรัมป์ดี” เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปรัชญาการเมืองหรือหลักศีลธรรม เขาขับเคลื่อนด้วยภาพผลลัพธ์เฉพาะหน้า
ในเชิงทฤษฎีการเมือง เราแยกได้ชัดระหว่าง “สันติภาพที่ยุติธรรม” กับ “สันติภาพที่อยุติธรรม” อาลี อิเซตเบโกวิช เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ทรัมป์ต้องการสันติภาพ แม้มันจะไม่ยุติธรรมก็ไม่เป็นไร ประเด็นศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
พอฝ่ายปาเลสไตน์ยอมรับแผน อิสราเอลกลับช็อกทันที คำถามคือ ทำไมฮามาสถึงยอมรับข้อตกลงที่พูดถึงการปลดอาวุธ คำตอบก็ตรงไปตรงมา เพราะพวกเขารู้ว่าเดี๋ยวทรัมป์ก็กลับลำจริง ๆ และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ
เมื่อถูกถามเรื่องการปลดอาวุธ ทรัมป์ตอบเองว่า “ไม่ต้องรีบ มันต้องใช้เวลา” ประโยคเดียวนี้ทำให้อิสราเอลเริ่มงง เพราะบทสนทนาเริ่มฟังดูเหมือนมีใครบางคนกำลัง “เข้าข้าง” ฝ่ายปาเลสไตน์
ถ้าเป็นยุคไบเดน เรื่องแบบนี้แทบไม่มีทางเกิดขึ้น ไบเดนคือประธานาธิบดีที่ฝ่ายไซออนิสต์พูดอะไร เขาก็เดินตามนั้น รับเงินจาก AIPAC หนักที่สุดในเส้นทางการเมือง และเชื่อจริง ๆ ว่าโลกควรถูกจัดระเบียบด้วยอุดมการณ์แบบนั้น
แต่ทรัมป์ไม่ใช่ ต่อให้ฝ่ายไซออนิสต์ทุ่มเงินให้เขา 250 ล้าน กาตาร์ก็ยังอยู่ในเกม ซาอุฯ ก็อยู่ ยูเออีก็อยู่ ทั้งดูไบ ริยาด และโดฮา ต่างก็ปูพรมแดงให้เขาเหมือนกันหมด
ทรัมป์เลือกฝั่งจากคำถามง่าย ๆ ว่า ดีลไหนทำให้เขาดูดีที่สุดในตอนนั้น ไม่ใช่จากอุดมการณ์ที่เขาศรัทธา และนั่นแหละคือเหตุผลที่ “สันติภาพแบบทรัมป์” ถึงทั้งเปราะบาง คาดเดายาก และทำให้ทุกฝ่ายต้องเล่นเกมบนความไม่แน่นอนตลอดเวลา
____________
🔺\ เรื่องเล็ก ๆ จากอัฟกานิสถาน ที่อธิบายทรัมป์ได้ดีที่สุด \🔻
มีรายงานชิ้นหนึ่งที่อธิบายตัวตนของทรัมป์ได้ชัดกว่าบทวิเคราะห์ยาว ๆ หลายพันคำ ช่วงที่สหรัฐฯ เจรจากับตาลีบันเพื่อถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน นีโอคอนสายเหยี่ยวกับเดโมแครตแทบทั้งพรรคค้านหัวชนฝา บอกว่าไม่ควรถอน ต้องอยู่ต่อ ต้องคุมเกม ต้องรักษา “บทบาทเชิงอาณานิคม” เอาไว้
แต่ทรัมป์ไม่เอาด้วย เขายืนกรานสั้น ๆ ว่า พอแล้ว ต้องออก
ก่อนเซ็นปิดดีลสุดท้าย ระหว่างนั่งเครื่องบินกลับทำเนียบขาว ที่ปรึกษาคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างกังวลว่า “ท่านครับ ถ้าเราถอนตัว เรื่องนี้อาจกลายเป็นหายนะ”
ทรัมป์ตอบกลับทันที แบบไม่ต้องคิดนาน “แต่คุณเห็นไหม เขาเรียกผมว่า ‘Your Excellency’”
น้ำเสียงและความหมายมันใกล้เคียงกับคำว่า “ฝ่าบาท” มากกว่าคำทางการทั่วไป และนั่นแหละคือคำอธิบายทั้งหมด
ทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำที่คุณจะฝากความหวังเชิงศีลธรรมได้ เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์หรือหลักคุณค่าใด ๆ แต่ขับเคลื่อนด้วยอีโก้ การยอมรับ และความรู้สึกว่าตัวเองถูกสรรเสริญให้เกียรติ
สิ่งที่แปลกแต่ก็ดูสดใหม่ในโลกที่มืดมนใบนี้ คือ วันนี้กลุ่มอำนาจที่เคยชินกับการกำหนดชะตาคนอื่น โดยเฉพาะในเทลอาวีฟ กลับต้องเผชิญความไม่แน่นอนแบบเดียวกับที่คนอื่นแบกรับมานาน พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจว่า พรุ่งนี้ทรัมป์จะตื่นมาคิดอะไร
และในโลกแบบนี้ ความไม่แน่นอนของทรัมป์ อาจยังดีกว่าความแน่นอนของการเข่นฆ่า การกดขี่ และนโยบายที่รัฐบาลก่อนหน้ามอบให้แบบไร้ทางเลือก
____________
🔺\ สรุปแล้วทรัมป์มี “ยุทธศาสตร์” ไหม หรือแค่เดินเกมวันต่อวัน \🔻
คำถามที่วนกลับมาเสมอคือ รัฐบาลทรัมป์มี “ยุทธศาสตร์” จริงหรือไม่ หรือทุกอย่างเป็นแค่การตัดสินใจเฉพาะหน้าแบบวันต่อวัน ในทางเอกสาร แน่นอนว่ามี National Security Strategy มีคำว่า America First มีการจัดลำดับความสำคัญ ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง จีน รัสเซีย แอฟริกา ครบถ้วนตามตำรา
แต่พอมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หลายอย่างกลับไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขียนไว้บนกระดาษเอาเสียเลย
เหตุผลไม่ซับซ้อน การเมืองโดยแก่นแท้ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ของเอกสาร แต่เป็นวิทยาศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มนุษย์มีอารมณ์ มีความกลัว ความไม่มั่นคง มีอีโก้ รัฐก็ “รู้สึก” แบบนั้นเช่นกัน ปัญหาคือเราชินกับการมองนโยบายเหมือนสมการ พอโลกจริงไม่เดินตามเอกสาร เราจึงงงว่า “เป็นไปได้ยังไง ทั้งที่เขียนไว้แบบนั้น”
คำตอบคือ การเมืองขับเคลื่อนด้วยคนก่อนตัวบทเสมอ
สิ่งที่เห็นชัดในยุคทรัมป์คือ วิธีบริหารรัฐของเขาไม่ใช่แบบ “ระบบราชการ” แต่เป็นแบบ “ราชสำนัก” รัฐบาลก่อนหน้าอาศัยกระทรวง หน่วยงานความมั่นคง และกลไกเชิงสถาบันเป็นตัวกรองการตัดสินใจ แต่ในยุคทรัมป์ ต่อให้รายงานข่าวกรองหนาแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลอะไรจริง ๆ ถ้าพูดกันตรง ๆ หลายครั้งก็คงไม่ผิดนักถ้าจะเดาว่า ทรัมป์อาจไม่เคยเปิดอ่านมันด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่ความไร้เหตุผล แต่เป็น “ตรรกะของทรัมป์” การเมืองในสายตาเขาคือเรื่องของบุคลิก อำนาจ และการตัดสินใจเฉพาะหน้า มากกว่ายุทธศาสตร์สวยหรูที่เขียนไว้ในเอกสาร
การทำงานจริงของรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ผ่านระบบราชการ แต่ผ่านสิ่งที่ใกล้เคียงกับ “การเข้าเฝ้า” มากกว่า ใครอยากเปลี่ยนนโยบาย บินไป Mar-a-Lago เล่าให้ฟังแบบกระแทกอารมณ์ บอกว่านี่คือหายนะ เป็นเรื่องที่ “ทรัมป์ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้น” แล้วคำสั่งก็จะออกทันที แก้รายงาน ปลดที่ปรึกษา ไล่หัวหน้าคณะทำงาน ดึงคนใหม่เข้ามา ภาพรวมมันเหมือนกษัตริย์ในระบอบโบราณมากกว่าประธานาธิบดีในรัฐสมัยใหม่
ทรัมป์ไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เพียงแต่เหตุผลของเขาไม่ใช่เหตุผลแบบรัฐสมัยใหม่ หลักคิดของเขาง่ายมาก “ตรงนี้ผมได้อะไร”
ดูจากสงครามการค้ากับจีนก็ชัด ทรัมป์มองว่าจีนได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากการขุดแร่แรร์เอิร์ธโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนสิ่งแวดล้อมแบบตะวันตก ภายใต้กรอบอย่าง COP23 จีนสามารถเร่งการผลิต ปล่อยคาร์บอนได้เต็มที่ ขณะที่ยุโรปกับอเมริกาต้องแบกต้นทุนทางศีลธรรมและกฎหมาย ทรัมป์จึงพูดตรง ๆ ว่า เข้าใจนะว่าอยากรักษ์โลก แต่ถ้าปล่อยแบบนี้ จีนจะกินรวบทั้งหมด
นี่คือเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่า “มีตรรกะอยู่ในความบ้า” ของทรัมป์ แต่ก็เป็นตรรกะที่คาดเดาไม่ได้ ผู้คนพยายามหาความแน่นอนจากเขา ทั้งที่ทรัมป์ไม่เคยเสนอความแน่นอนเลย สิ่งที่เขาเสนอคือการเมืองแบบฉับไว เปลี่ยนได้ตลอด และสุดท้าย นโยบายจำนวนมากก็สะท้อนสิ่งเดียวกัน อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาในจังหวะนั้น เขาจะเลือกสิ่งนั้นทันที
____________
🔺\ บทเรียนสั้น ๆ จากซาอุฯ กับกาตาร์ \🔻
ตอนฮูษีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุฯ ในปี 2019 ริยาดคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะลุกขึ้นมา “จัดการให้” ตามสูตรเดิมของความสัมพันธ์พันธมิตร แต่ทรัมป์กลับถามคำถามที่ไม่อยู่ในตำรานโยบายต่างประเทศเลยว่า “แล้วผมได้อะไรจากการไปทิ้งระเบิดให้ซาอุฯ?”
คำตอบคือ ไม่ได้อะไร เขาจึงเลือกไม่ทำอะไร และพูดกับซาอุฯ แบบไม่ไว้หน้าว่า เยเมนเป็นปัญหาที่คุณต้องจัดการกันเอง ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องเอาตัวเองเข้าไปพัวพันด้วย
ตัดภาพมาที่กาตาร์ เมื่อโดฮาโดนโจมตี ทรัมป์ขยับแทบจะทันที ไม่เพียงตำหนิอิสราเอล แต่สั่งให้โทรขอโทษผู้นำกาตาร์ และเริ่มผลักดันการหยุดยิง
ความแตกต่างตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่หลักการด้านความมั่นคง แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ กาตาร์คือพื้นที่ที่ครอบครัวทรัมป์ โดยเฉพาะเอริก ทรัมป์ มีผลประโยชน์โดยตรง ตั้งแต่การลงทุนไปจนถึงโครงการสนามกอล์ฟ
ถ้ามองในกรอบ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” สหรัฐฯ ควรปกป้องทั้งซาอุฯ และกาตาร์เหมือนกัน แต่ทรัมป์ไม่คิดแบบนั้น เพราะเขาไม่เห็นแรงจูงใจส่วนตัวจากฝั่งซาอุฯ ตรงนี้เองที่ทำให้ท่าทีของบิน ซัลมานเริ่มเข้าใจทรัมป์ง่ายขึ้น เขาจึงเสนอเงินระดับหลักล้านล้านดอลลาร์ ไม่ใช่ในนามรัฐ แต่ในฐานะ “แรงจูงใจส่วนบุคคล”
ตรรกะคือ ถ้าผลประโยชน์ส่วนตัวมา ความคุ้มครองก็มา และทรัมป์ก็ไม่เคยปิดบังตรรกะนี้ เขาต่อรองตัวเลขอย่างเปิดเผย ราวกับกำลังปิดดีลอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่กำลังคุยเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ
ถ้าใครยังพยายามยัดทรัมป์ลงในกรอบทฤษฎี -ism ทั้งหลาย หรือแนวคิดการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง อาจต้องยอมรับความจริงว่า ทรัมป์ไม่ได้ทำการเมืองแบบนั้น เขาทำการเมืองแบบมนุษย์ล้วน ๆ ตรงไปตรงมา เห็นแก่ได้ และตัดสินใจจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มากกว่าหลักการที่เขียนไว้ในตำรา
กรณี “ไฟล์เอปสตีน” ก็สะท้อนจุดนี้ชัด มันไม่ได้แค่เขย่าภาพลักษณ์ของทรัมป์ แต่ทำให้เขาหักเลี้ยวทางการเมือง และถึงขั้นแตกหักกับมาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดคนหนึ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องนโยบาย ไม่ใช่ยุทธศาสตร์รัฐ แต่เป็นเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ และนั่นคือหัวใจของการเมืองแบบทรัมป์
ตรงนี้เองที่ทำให้แอร์โดอัน “เหนือกว่า” เนทันยาฮูอย่างเห็นได้ชัด เนทันยาฮูถนัดเล่นเกมสถาบัน ใช้ AIPAC อัดเงินเข้าพรรคการเมืองทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ผลักดันผู้สมัคร วางคนในหน่วยงานรัฐ แทรกซึมโครงสร้างราชการ ตั้งแต่กระทรวงต่างประเทศไปจนถึงหน่วยความมั่นคง ขยับทั้งระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
แต่ทั้งหมดนั้นแทบไร้ความหมาย เมื่อคู่เจรจาคือผู้นำที่สามารถลบล้างรัฐทั้งรัฐได้ด้วยการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว
แอร์โดอันไม่ต้องเสียเวลาล็อบบี้ระบบแบบที่ต้องทำในยุคโอบามาหรือไบเดน เขาไม่ต้องเกลี้ยกล่อมกระทรวง ไม่ต้องคุยกับหน่วยข่าวกรอง เขาข้ามทุกสเต็ป แล้วเดินตรงไปหา “จักรพรรดิ” ที่ Mar-a-Lago และจัดการทุกอย่างจากตรงนั้น
นี่คือการเมืองแบบราชสำนัก ไม่ใช่การเมืองแบบสถาบันของรัฐสมัยใหม่
จะเรียกสิ่งนี้ว่า Trumpism ก็ไม่ผิด และมีแนวโน้มสูงว่ามันจะกลายเป็นศัพท์วิชาการในอนาคต ไม่ใช่เพราะมันลึกซึ้งทางทฤษฎี แต่เพราะมันขายได้ดีในหลักสูตรรัฐศาสตร์ยุคใหม่ ยุคที่อำนาจทั้งระบบถูกย่อส่วน ยุคที่การเมืองถูกลดทอนทุกอย่างให้เหลือแค่คนคนเดียวและอารมณ์ของเขาในวันนั้น
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจาก Power Play: Venezuela, the New MBS and Trump’s World | Sami Hamdi โดย สถานีหนังสือ – Book Station
แหล่งอ้างอิง
