สิ่งที่สหรัฐฯ ทำกับเวเนซุเอลาในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ “การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ทั่วไป แต่เป็นการลงมือแบบเปิดหน้า ไม่มีแม้แต่จะพยายามทำให้ดูดีหรือดูคลุมเครือเลยด้วยซ้ำ
การใช้กำลังทหารเข้าโจมตีแล้วลักพาตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรออกมา เหมือนเป็นอีกตอนหนึ่งในซีรีส์ยาวเหยียดของสหรัฐฯ ที่ชินชาเสียจนไม่เห็นค่าของกฎหมายระหว่างประเทศมานานแล้ว
แค่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เราก็เห็นสัญญาณคุกคามจากรัฐบาลทรัมป์กระหน่ำออกมาเหมือนคนติดนิสัย “ขู่เป็นกิจวัตร” ตั้งแต่พูดถึงการทิ้งระเบิดไนจีเรีย บอกพร้อมจะแทรกแซงอิหร่านทันทีถ้าจัดการผู้ประท้วงไม่ถูกใจวอชิงตัน ไปจนถึงการขู่บุกเวเนซุเอลา
และที่เหนือจริงไปกว่านั้นคือการตั้งผู้แทนพิเศษประจำกรีนแลนด์พร้อมประกาศว่า “กรีนแลนด์ต้องเป็นของเรา” ซึ่งเป็นการท้าทายยุโรปอย่างชัดเจน แต่ฝั่งยุโรปก็ยังนิ่ง เงียบ และรับบทเป็นผู้สังเกตการณ์มืออาชีพเหมือนเคย
วันนี้สหรัฐฯ แทบไม่ได้เดินอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแบบที่ตัวเองชอบอ้างอีกต่อไปแล้ว ประเทศกำลังขยับเข้าใกล้สภาพ “รัฐทหาร” ที่บริหารด้วยคำสั่งผู้มีอำนาจมากกว่าจะยึดหลักนิติรัฐ พอสมาชิกสภาคองเกรสพูดถึงรัฐธรรมนูญ ทรัมป์กลับมองว่าเป็นแค่ “การบ่นไร้สาระ” หรือ “เรื่องเพ้อเจ้อ” ซะอย่างนั้น
ในทางหนึ่ง ทรัมป์ไม่ได้สร้างความจริงใหม่นัก แต่เขาช่วยเปิดไฟให้เราเห็นชัดว่าระบอบรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ วันนี้แทบไม่เหลือพลังจริงในการจำกัดรัฐหรือปกป้องหลักการใดๆ อีกแล้ว
สิ่งที่กำลังเกิดคือการปกครองแบบอันธพาลทางการเมือง ที่พร้อมข้ามกรอบกฎหมายเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่รู้สึกผิด และแม้เรายังไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้จะพาโลกไปลงตรงไหน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เปราะบาง น่ากังวล และเต็มไปด้วยความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ
____________
1️⃣ การตอบสนองที่น่าเวทนาของยุโรป และความตายของกฎหมายระหว่างประเทศ
2️⃣ ประวัติศาสตร์ที่ฉายซ้ำ และอันตรายที่โหดกว่าเดิมในยุคนิวเคลียร์
3️⃣ เมื่อสาธารณรัฐอเมริกันกำลังเดินซ้ำรอยโรมัน
4️⃣ เมื่อสถาบันระหว่างประเทศเริ่มไร้ความหมาย
5️⃣ เมื่อ ‘ประชาธิปไตย’ กลายเป็นฉากบังหน้าของอำนาจจักรวรรดินิยม
____________
1️⃣ การตอบสนองที่น่าเวทนาของยุโรป และความตายของกฎหมายระหว่างประเทศ
สิ่งที่ทรัมป์กำลังทำ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับใครที่ติดตามโลกการเมือง แต่รอบนี้มันเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ความห่ามและการใช้อำนาจแบบไม่สนกรอบใดๆ ทั้งในประเทศตัวเองและบนเวทีโลกกำลังไต่ระดับไปอีกขั้น
ส่วนฝั่งยุโรปก็ทำในสิ่งที่หลายคนเดาได้อยู่แล้ว คือเลือกยืนข้างสหรัฐฯ สนับสนุนนโยบาย และประกาศไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโรเหมือนเป็นพิธีกรรมทางการเมืองที่ต้องทำ
การแสดงออกครั้งนี้ของยุโรปไม่ใช่แค่เรื่องน่าผิดหวัง แต่ควรถูกวิจารณ์อย่างจริงจังด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้เราต้องย้อนกลับไปถามคำถามที่เจ็บปวดว่า สถาบันและรางวัลที่เคยถูกยกย่องว่ายืนอยู่ข้างสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ยังเหลือความหมายแค่ไหน
เมื่อรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถูกมอบให้กับ มาเรีย โครินา มาชาโด คนที่เคยสนับสนุนการใช้กำลังทหาร และวันนี้สิ่งที่เธอเรียกร้องก็เกิดขึ้นจริง มันไม่ใช่แค่เรื่องขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ แต่มันคือภาพสะท้อนว่ายุโรปเคยยืนตรงไหน และวันนี้เดินออกจากสิ่งนั้นมาไกลแค่ไหนแล้ว
ปัญหาคือบรรดาผู้นำยุโรปจำนวนมากดูเหมือนจะหวั่นเกรงสหรัฐฯ จนไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรแรงไปกว่าประโยคกลางๆ อย่าง “หวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่เสถียรภาพในไม่ช้า”
ซึ่งถ้ามองดีๆ นี่ไม่ใช่ภาษาของคนที่ตกใจต่อการทำลายระเบียบโลกหรือการเหยียบย่ำกฎบัตรสหประชาชาติเลยด้วยซ้ำ มันคือภาษาของคนที่ยอมรับความผิดปกติเป็นเรื่องปกติ และหวังเพียงทุกอย่างจะนิ่ง เพื่อให้ระบบเดิมๆ เดินหน้าต่อได้
ยุโรปตอนนี้จึงแกว่งไปมาระหว่างบทบาทรัฐบริวารที่ตามสหรัฐฯ แบบไม่ค่อยกล้าขัด กับการแสดงความแข็งกร้าวเชิงทหารของตัวเองในกรณีรัสเซีย ผลลัพธ์คือพื้นที่ของการทูต การสร้างสันติภาพ และการอิงกับพหุภาคีนิยมแทบจะหดเหลือเพียงคำสวยๆ บนกระดาษ มากกว่าจะเป็นหลักการจริงที่พร้อมยืนหยัด
ยิ่งเมื่อมองไปยังลาตินอเมริกา ภาพมันยิ่งชัด ทรัมป์แทบจะพูดตรง ๆ แล้วว่าสหรัฐฯ คือคนตั้งกติกาในซีกโลกตะวันตก และน้ำมันของเวเนซุเอลา “ก็ของเรา” นั่นแหละ ไม่ต้องอ้อมค้อม ไม่ต้องห่อด้วยคำว่าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความมั่นคงสากล
ทรัมป์เรียกบริษัทอเมริกันให้กลับไปทำธุรกิจในเวเนซุเอลาอย่างเปิดเผย ทุกอย่างดูจงใจ แข็งกร้าว และหน้าด้านในระดับที่แทบไม่เหลือความพยายามจะรักษาหน้าทางการทูตเลยด้วยซ้ำ
____________
2️⃣ ประวัติศาสตร์ที่ฉายซ้ำ และอันตรายที่โหดกว่าเดิมในยุคนิวเคลียร์
ภาพที่เราเห็นวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โลกเคยเดินผ่านยุคที่อำนาจจักรวรรดินิยมเปิดหน้าทำสิ่งที่อยากทำโดยไม่สนกฎหมายระหว่างประเทศมาแล้ว และโลกแบบนั้นก็ไม่ได้จบสวย เพราะมันพาเราเข้าสู่สงครามโลกสองครั้ง พร้อมความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากย้อนมอง
แต่เรื่องที่ทำให้สถานการณ์รอบนี้ดูน่ากลัวกว่าก็คือ เราไม่ได้อยู่ในโลกยุคเดิมอีกแล้ว เราอยู่ในยุคที่อาวุธนิวเคลียร์คือความจริง ไม่ใช่จินตนาการ
และในยุคแบบนี้ เรามีผู้นำสหรัฐฯ ที่แทบไม่มีตัวกรอง ไม่มีวินัย และไม่สนใจ “กติกาสากล” ใดๆ นั่งกุมอำนาจอยู่ โดยที่ยุโรปเงียบจนได้ยินเสียงลมพัด มากกว่าจะได้ยินเสียงยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีมนุษย์หรือกฎหมายระหว่างประเทศ
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดผ่านๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่ชวนน่ากังวลใจอย่างซีเรียส
ใช่ รัสเซียกับจีนออกมาประณามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง แต่เราก็รู้อยู่เต็มอกว่าทั้งสองจะไม่มีทางเข้าไปยุ่งในซีกโลกตะวันตก
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างรัฐ แต่มันคืออีกก้าวของการรื้อถอนสถาบันและบทเรียนสำคัญที่มนุษยชาติเคยเชื่อว่า “เรียนรู้แล้ว” หลังสงครามโลกทั้งสองครั้ง
บทเรียนที่เคยวางอยู่ในระบบสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ แม้มันจะบอบบาง แต่มันยังเคยพอเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวบางอย่างได้บ้าง
วันนี้โครงสร้างเหล่านั้นแทบเหลือเพียงซาก สหประชาชาติกำลังเริ่มคล้ายสันนิบาตชาติในยุคก่อนล่มสลายช่วงปลายทศวรรษ 1930 ถึงต้น 1940 หรือพูดกันตรงๆ คือกำลังจะไร้ความหมายในทางปฏิบัติ
และนั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทุ่มเททำงานให้สหประชาชาติมาตลอดหลายสิบปี แต่เรื่องที่ต้องยอมรับตามความจริงก็คือ สหรัฐฯ ทิ้งมันไปแล้ว และไม่ได้ทิ้งแบบเผลอหรือลังเล แต่กำลังทำลายมันอย่างจงใจ สิ่งที่เราเคยหวังคือโลกที่เหลือจะลุกขึ้นมาปกป้อง แต่นี่แหละคือความจริงที่ขมขื่น ยุโรปยืนเฉยเหมือนไม่เห็นอะไรเกิดขึ้น
สิ่งที่โลก “ควร” ทำตอนนี้คือรวมพลังพูดให้ชัดว่าเรื่องนี้รับไม่ได้ แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ควรจะเป็น ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือความเงียบ ความลังเล และสัญญาณอันตรายที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ
สหรัฐฯ กำลังฉีกกฎหมายระหว่างประเทศต่อหน้าต่อตา และแทบไม่มีใครกล้าพูดว่าพอได้แล้ว
และอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ถ้าวันหนึ่งสหรัฐฯ ตัดสินใจ “ยึดกรีนแลนด์” ขึ้นมาจริงๆ จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจนัก เพราะทรัมป์เองก็พูดเรื่องนี้ซ้ำมาหลายรอบแล้ว
วันหนึ่งเขาอาจประกาศภาวะฉุกเฉิน แล้วทุกอย่างก็จะถูกทำให้ “ถูกต้องตามพิธีกรรมทางการเมือง” ส่วนยุโรปก็คงตอบกลับด้วยถ้อยคำแบบเดิมๆ ว่า “ก็ดีกว่าให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้” จากนั้นโลกก็คงยังเดินหน้าต่อไป
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเวเนซุเอลา ไม่ใช่แค่เรื่องของสหรัฐฯ แต่คือคำถามใหญ่ต่อยุโรป ต่อประชาคมโลก ต่อระเบียบโลก และต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นหลักการ ซึ่งวันนี้คำว่า “หลักการ” อะไรนั้น ดูเหมือนจะไม่มีใครจริงจังกับมันอีกต่อไปแล้ว
____________
3️⃣ เมื่อสาธารณรัฐอเมริกันกำลังเดินซ้ำรอยโรมัน
ถ้าเอาประวัติศาสตร์โรมันมาเป็นกรอบเทียบ เราจะเห็นภาพสหรัฐฯ วันนี้ชัดขึ้นอย่างน่าขนลุก ยุคที่โรมันเปลี่ยนจาก “สาธารณรัฐ” ไปสู่ “จักรวรรดิ” มักถูกผูกกับปี 27 ก่อนคริสตกาล ตอนที่ออกุสตัสขึ้นมาเป็น princeps หรือ “พลเมืองคนแรก”
ตอนนั้นภายนอกยังดูเหมือนระบบเก่าอยู่ทุกอย่าง รูปแบบสาธารณรัฐยังอยู่ครบ พิธีการยังเหมือนเดิม แต่ความจริงข้างในมันกลายสภาพไปแล้ว ใจกลางอำนาจไม่ใช่สาธารณรัฐอีกต่อไป และถ้าเทียบกับตอนนี้ สหรัฐฯ ก็ดูจะอยู่ในช่วงแบบเดียวกับสมัยไทเบอริอุส ผู้สืบต่อหลังออกุสตัส คือไม่ได้ต้องประกาศตัวว่าเป็นจักรวรรดิ แต่สภาพจริงมันก็ใช่อยู่แล้ว
พูดให้ตรงไปตรงมากว่านั้นก็คือ สหรัฐฯ หยุดเป็น “ระเบียบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ” ไปแล้ว จะ 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีก่อนก็แล้วแต่ จะตัวเลขไหนก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าการยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านมันเกิดขึ้นจริง แม้โครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ยังตั้งโชว์อยู่เหมือนเดิม
เหมือนที่โรมันยังคงเปลือกของสาธารณรัฐไว้ ทั้งที่เนื้อข้างในผุพังไปหมดแล้ว อาคารทางการเมืองยังตั้งตระหง่าน พิธีกรรมยังทำต่อไป วาทกรรมสวย ๆ ยังถูกหยิบมาใช้ แต่ความเป็นจริงภายในมันไม่ใช่สิ่งเดิมอีกแล้ว
วันนี้เรามีประธานาธิบดีที่แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องแบบเปิดหน้า ไม่มีเสียงท้วงที่จริงจัง เรามีผู้นำที่เลือกใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทนกระบวนการของรัฐสภาในเรื่องใหญ่ระดับสงครามและสันติภาพ และแทบไม่มีใครถามหา “ความชอบธรรมตามกระบวนการ”
เราเห็นการเปิดศึกกับอิหร่าน การเข้าไปมีส่วนกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา การโจมตีเวเนซุเอลา การทิ้งระเบิดไนจีเรีย แต่เสียงจากรัฐสภา ศาล หรือแม้แต่สื่อที่ชอบประกาศว่าทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ กลับเงียบราวกับว่าทุกอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ
อเมริกาก้าวเข้ามาอยู่ในยุค “หลังรัฐธรรมนูญ” (post-constitutional order) เรียบร้อยแล้ว และนี่คือความจริงที่ต้องเผชิญแบบที่ยากจะปฏิเสธ ไม่ใช่ภาวะที่เราจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นได้อีกต่อไปว่า ระบบการเมืองปกติยังคงฟังค์ชั่น กลไกตรวจสอบถ่วงดุลยังแข็งแรง และกฎหมายยังคงจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร นี่เป็นภาพลวงตาที่ทำให้อันตรายจริงๆ ถูกซ่อนหลบอยู่ใต้พรม
____________
4️⃣ เมื่อสถาบันระหว่างประเทศเริ่มไร้ความหมาย
ถ้าโลกยังคิดว่าประวัติศาสตร์มีไว้ให้เรียนรู้ ไม่ใช่แค่เอาไว้เล่าเป็นเรื่องเก่าๆ ในห้องเรียน ตอนนี้คงไม่ใช่จังหวะที่จะยืนกอดอกทำเป็นไม่เห็นอะไรแล้ว เพราะนี่คือช่วงเวลาที่อันตรายจริง ไม่ใช่แค่คำพูดขู่ แต่คือสถานการณ์ที่ต้องการทั้งสติ การตระหนัก และการตอบสนองที่จริงจังและเร่งด่วน
อย่าลืมว่ากฎหมายระหว่างประเทศและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้สหรัฐฯ ใช้คว่ำบาตรหรือข่มขู่คนอื่นตามอารมณ์ แต่มันเกิดขึ้นจากความทรงจำที่แสนเจ็บปวดของมนุษยชาติ เป้าหมายใหญ่ที่สุดของมันคือการป้องกันไม่ให้โลกเดินไปสู่สงครามโลกครั้งที่สาม
เพราะในยุคที่อาวุธนิวเคลียร์เป็นความจริง ไม่ใช่หนังฮอลลีวู้ด ความหมายของ “สงครามโลก” อาจหมายถึงจุดจบของอารยธรรมมนุษย์ทั้งระบบ
ทุกครั้งที่กฎบัตรสหประชาชาติถูกฉีกเล่นโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ โลกก็เดินเข้าใกล้หายนะมากขึ้นทีละก้าว การละเมิดที่ไม่มีเสียงทักท้วง การรุกรานที่ถูกทำให้ดูเหมือน “พอรับได้” การโยนหลักกฎหมายระหว่างประเทศทิ้งโดยไม่เกิดผลลัพธ์อะไร ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์โดดๆ แต่มันกำลังรวมตัวเป็นกระแสอันตราย ที่เปิดทางไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ระดับพลิกโลก
อย่าลืมอีกอย่างด้วยว่า โลกไม่ได้สร้างสถาบันเหล่านี้หลังสงครามโลกเพื่อเอาไว้ควบคุมประเทศเล็กๆ ให้เชื่อง แต่สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดไม่ให้ใช้อำนาจทหารตัดสินชะตาคนทั้งโลกตามใจชอบ
ถ้าวันนี้กรอบกฎหมายและสถาบันเหล่านี้ไม่สามารถหยุดประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดได้จริง ก็ยากจะพูดอย่างเต็มปากว่าการคงอยู่ของมันยังมีความหมายอะไรเหลืออยู่
____________
5️⃣ เมื่อ ‘ประชาธิปไตย’ กลายเป็นฉากบังหน้าของอำนาจจักรวรรดินิยม
แนวคิดที่ว่า “ที่ไหนมีประชาธิปไตย ที่นั่นย่อมนำสันติภาพ” ฟังดูสวยหรู น่าประทับใจ และเหมาะกับโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์มาก แต่ปัญหาคือมันถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริงตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน และยังถูกหักล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดประวัติศาสตร์
เอเธนส์คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด เมืองที่ถูกยกเป็นตัวแทนของประชาธิปไตยยุคโบราณ มีสภาประชาชน การมีส่วนร่วมทางการเมือง และภาพลักษณ์ความก้าวหน้า
แต่ในเวลาเดียวกัน เอเธนส์ก็คือรัฐจักรวรรดินิยมที่ทำสงครามไม่หยุด ทำลายรัฐนครอื่นๆ และไม่ได้สร้างสันติภาพอะไรให้โลกยุคกรีกโบราณ ตรงกันข้าม มันสร้างทั้งการพิชิต การกดขี่ และสุดท้ายก็เดินเข้าสู่เส้นทางหายนะของตัวเอง
ความทะเยอทะยานแบบจักรวรรดินิยมของเอเธนส์พาเมืองไปสู่หายนะผ่านโปรเจคต์ทางทหารที่ “เกินตัว” อย่างการยาตราทัพไปซิซิลี (The Sicilian Expedition) โปรเจคต์ที่ถูกตัดสินใจผ่านกระบวนการประชาธิปไตยโดยตรงของพลเมืองเอง แต่จบลงด้วยความพินาศ
ทั้งกองทัพแตกพ่าย ผู้คนล้มตายและถูกกวาดไปเป็นทาส เอเธนส์จึงอ่อนแอ เปิดช่องให้สปาร์ต้าเอาชนะได้ในปี 404 ก่อนคริสตกาล และเป็นจุดสิ้นสุดยุคทองของเอเธนส์ไปตลอดกาล
บทเรียนที่เราได้รับอาจชวนน่าอึดอัดใจว่า ประชาธิปไตยกับจักรวรรดินิยมไม่เพียงอยู่ร่วมกันได้ แต่ระบบประชาธิปไตยยังช่วยใส่ “ตราประทับความชอบธรรม” ให้การขยายอำนาจเชิงรุกเสียด้วยซ้ำ
การถกเถียงและตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมไม่ได้ยับยั้งความทะเยอทะยานเชิงจักวรรดินิยม แต่มันกลับช่วยทำให้ “จักรวรรดินิยมดูชอบธรรม” และถูกต้องตามกระบวนการ
ขยับมายุคใหม่ ภาพก็แทบไม่ต่าง ศตวรรษที่ 19 อังกฤษถูกยกย่องว่าเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์ของระบบตัวแทนการเมือง อำนาจรัฐสภา และคุณค่าเสรีนิยม
โลกได้ยินถ้อยคำสวยๆ เรื่อง “อารยธรรม ความก้าวหน้า และความรับผิดชอบของคนผิวขาว” แต่ในความจริง อังกฤษคือหนึ่งในรัฐที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุดในศตวรรษนั้น ที่ทำสงครามกับประเทศทั่วโลกแทบไม่หยุด
ประชาธิปไตยไม่ได้หยุดจักรวรรดินิยมอังกฤษ ตรงกันข้าม มันกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้การล่าอาณานิคมและการขยายอำนาจในอินเดีย แอฟริกา จีน และอีกนับไม่ถ้วนทั่วโลกดู “มีศีลธรรม” มากขึ้น
ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง การปล้นชิงทรัพยากร และการกดขี่ที่ฝังเป็นระบบ ทุกอย่างถูกคลุมด้วยภาษาแห่งอารยธรรมและประชาธิปไตยราวกับผ้าคลุมที่ช่วยไม่ให้ใครเห็นเลือด
แนวคิดที่ว่าประชาธิปไตยเป็นพลังแห่งสันติภาพ จึงไม่ต่างอะไรจากภาพลวงตาที่ประวัติศาสตร์พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่จริง โดยเฉพาะตั้งแต่ครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นมาแทนที่อังกฤษในฐานะมหาอำนาจ สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ความรุนแรงทางทหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และนี่ไม่ใช่คำกล่าวหาลอยๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนระบอบการปกครองเกือบร้อยครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามที่ไม่มีความจำเป็น การแทรกแซงทางทหารแทบจะต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของโลก
และทุกครั้งก็มาพร้อมเรื่องเล่าที่ทำให้ดู “มีเหตุผล” บางช่วงก็อ้างสิทธิมนุษยชน บางช่วงก็อ้างความมั่นคง บางช่วงก็ลากคอมมิวนิสต์หรือก่อการร้ายมาเป็นข้ออ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันตลอดคือการใช้อำนาจบีบบังคับและความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่องเป็นระบบ
รูปแบบมันชัดจนปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า “ประชาธิปไตยในมือจักรวรรดิ” ไม่ได้หมายถึงสันติภาพสักเท่าไร ตั้งแต่เอเธนส์ อังกฤษ จนถึงสหรัฐฯ ภาพมันแทบจะซ้ำกัน ประชาธิปไตยถูกยกขึ้นมาเป็นตราประทับความชอบธรรมให้สงครามและการขยายอำนาจ มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหยุดยั้งความรุนแรง
ภาษาสวยๆ อย่าง “สันติภาพ” “เสรีภาพ” “ประชาธิปไตย” ถูกบิดจนกลายเป็นตรรกะแบบออร์เวลเลียน เมื่อสงครามถูกเรียกว่า “สันติภาพ” การรุกรานถูกขายว่าเป็น “การปลดปล่อย” การทำลายอธิปไตยของรัฐอื่นกลับถูกประกาศให้เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” ทุกอย่างถูกจัดเฟรมใหม่ให้ดูดี ทั้งที่เนื้อแท้มันคือความรุนแรงเหมือนเดิม
สื่อทำหน้าที่เหมือนฟันเฟืองสำคัญในเครื่องจักรนี้ กรณีเวเนซุเอลาชัดเจน สื่อแทบไม่พูดเรื่องความผิดกฎหมายตามกฎบัตรสหประชาชาติ แต่เลือกเล่าเรื่องแบบง่ายๆ ว่า “เพราะรัฐเผด็จการค้ายาเสพติดทำประเทศพังจึงต้องเปลี่ยน” ผลคือความผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องเล็ก ส่วนการโค่นล้มอธิปไตยกลับถูกยกให้เป็นภารกิจเพื่อเสรีภาพ
ปัญหาคือ เรื่องเล่านี้อาจเวิร์กกับสังคมตะวันตก แต่ไม่ได้หลอกทั้งโลกได้ เพราะ 85% ของมนุษยชาติที่อยู่นอกเครือข่ายพันธมิตรแอตแลนติกเห็นตรงกันว่า นี่คือการใช้อำนาจทางทหารครอบงำโลกภายใต้หน้ากากของ “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน”
นิทาน “ประชาธิปไตยเท่ากับสันติภาพ” จึงไม่ใช่แค่ไม่จริง แต่ยังอันตราย เพราะมันทำหน้าที่ล้างภาพความรุนแรงให้ดูมีศีลธรรมมากขึ้น ทั้งที่สาระจริงๆ คือ การรุกรานก็คือการรุกราน ความรุนแรงก็คือความรุนแรง ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่หลักประกันสันติภาพ และไม่ใช่กลไกที่ขัดขวางสงครามโดยอัตโนมัติ รัฐประชาธิปไตยก็สามารถทำตัวเป็นจักรวรรดิที่ใช้กำลังได้ไม่ต่างจากระบอบอื่นในประวัติศาสตร์ และความรุนแรงของมันก็ไม่ได้ “เบากว่า” เพียงเพราะมาจากกระบวนการที่เรียกว่าประชาธิปไตย
สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงที่ไม่ค่อยอยากยอมรับว่า เมื่อประชาธิปไตยกลายเป็นจักรวรรดิ มันก็ยังคือจักรวรรดิ และ “จักรวรรดิประชาธิปไตย” ก็ยังสามารถผลิตความรุนแรงและหายนะได้ ไม่ต่างจากจักรวรรดิแบบอื่นๆ ในประวัติศาสตร์เช่นกัน
____________
◉ สรุปและเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจาก Jeffrey Sachs: U.S. Attacks Venezuela & Kidnaps President Maduro โดย สถานีหนังสือ – Book Station
____________
** Jeffrey Sachs หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์เชิงนโยบายที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ผู้ขับเคลื่อนแนวคิดว่าด้วยการยุติความยากจนและการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อดีตผู้อำนวยการ Earth Institute แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และผู้อำนวยการ Center for Sustainable Development รวมถึงอดีตที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติในโครงการ Millennium Development Goals
Sachs เป็นทั้งนักวิชาการแนวหน้าที่ถูกจัดอันดับให้เป็นนักคิดที่ทรงอิทธิพล นักเขียนหนังสือเชิงนโยบายที่มีผลสะเทือนสูง และที่ปรึกษารัฐบาลกับองค์กรนานาชาติทั่วโลก ผลงานทางวิชาการและบทบาทเชิงนโยบายตลอดหลายทศวรรษทำให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะ “หนึ่งในมันสมองระดับโลก” ของยุคสมัยนี้

 ประชาธิปไตยแค่ถือธงปาเลสตายก็โดนจับแล้ว 
ยังไม่จบนะ รอติดตามอ่านต่อตอน 2 (ประเด็น Covert Regime Change) ใครรอไม่ไหว ไปฟังต่อเองได้ที่ :
Jeffrey Sachs: U.S. Attacks Venezuela & Kidnaps President Maduro
https://www.youtube.com/watch?v=LhZuTOuwKGA
นี่เป็นบทสัมภาษณ์ของ Jaffrey Sachs ที่ลง 2 วัน คนดูไปล้านวิวแล้ว