



#ตัฟซีรอิบนุกะษีร ถูกเขียนขึ้นในช่วงปี ฮ.ศ. 740 – 774 (ค.ศ. 1340 – 1372) เป็นผลงานชิ้นสำตัญของท่านอิมามอะบูลฟิดาอ์ อิมาดุดดีน อิสมาอีล บิน อุมัร บิน กะษีร อัลกุร็อชีย์ อัดดิมัชกีย์ อัลบัศเราวีย์ หรือ ท่านอิมามอิบนุ กะษีร โดยท่านเริ่มรวบรวมและเรียบเรียงงานเขียนชิ้นนี้ในช่วงศตวรรษที่ 8 แห่งฮิจเราะห์ศักราช ซึ่งใช้เวลาในการค้นคว้าและประพันธ์อย่างประณีตต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน ตำราเล่มนี้มีความยาวและจำนวนเล่มที่แตกต่างกันไปตามการจัดพิมพ์ของแต่ละสำนักพิมพ์ โดยในฉบับมาตรฐานที่ใช้ในการอ้างอิงมักมีจำนวนประมาณ 4 เล่มไปจนถึง 15 เล่ม และมีจำนวนหน้ารวมทั้งหมดราว 3,000 ถึง 6,000 หน้า ขนาดที่แตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับขนาดตัวอักษรและการบรรจุเชิงอรรถในแต่ละฉบับ
หนังสือตัฟซีรฉบับนี้มีชื่อเต็มในภาษาอาหรับว่า تفسير القرآن العظيم ( Tafsir al-Qur’an al-Azim)ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยว่า “การอรรถาธิบายมหาคัมภีร์อัลกุรอาน” หรือตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า The Explanation of the Great Qur’an ซึ่งเป็นชื่อที่เรียบง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับชุดอื่นๆ
เป้าหมายหลักในการเขียนตัฟซีรฉบับนี้คือการอธิบายความหมายของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานโดยใช้ระเบียบวิธีที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุด นั่นคือการอธิบายอัลกุรอานด้วยอัลกุรอานเอง และการใช้อัลหะดีษของท่านนบี ﷺ มาเป็นตัวขยายความเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและเที่ยงตรงตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า นอกจากนี้ท่านอิมามยังมุ่งหวังที่จะคัดกรองสายรายงานที่อ่อนแอหรือข้อมูลที่แปลกปลอม (อิสรออีลียาต) ออกจากการตีความ เพื่อให้มุสลิมมีแหล่งข้อมูลที่บริสุทธิ์ในการทำความเข้าใจบทบัญญัติและหลักความเชื่อผ่านถ้อยคำของบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม และบรรดาตาบิอีนรุ่นแรกที่มีความเข้าใจในบริบทการประทานโองการอย่างลึกซึ้ง
เนื้อหาภายในเล่มไม่ได้เน้นเพียงแค่การแปลความหมายตามตัวอักษร แต่ยังเน้นการวิเคราะห์ด้านนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์) และการอ้างอิงหลักฐานจากประวัติศาสตร์อิสลามที่สอดคล้องกับโองการต่างๆ ทำให้ตัฟซีรเล่มนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำราลำดับต้นๆ ในสายการอรรถาธิบายด้วยหลักฐาน (التفسير بالمأثور) ซึ่งผู้ศึกษาศาสนาจำเป็นต้องมีไว้ครอบครอง งานเขียนของท่านอิมามอิบนุ กะษีร ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างตัวบทกับความเข้าใจของปราชญ์รุ่นก่อนหน้า เช่น ท่านอิมามบะเฆาะวีย์ (ในฐานะปราชญ์ด้านตัฟซีร) และท่านอิมามเฏาะบะรีย์ โดยนำมาสรุปและวิพากษ์อย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนรุ่นหลัง
ความโดดเด่นที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ยืนหยัดข้ามกาลเวลามานานกว่า 700 ปี คือความซื่อสัตย์ต่อหลักฐานทางวิชาการและการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความรู้เชิงลึก ท่านอิมามอิบนุ กะษีร ได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างมาตรฐานการตีความที่วางอยู่บนพื้นฐานของความยำเกรงและการตรวจสอบสายรายงานอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตัฟซีรเล่มนี้กลายเป็นเอกสารอ้างอิงหลักในสถาบันการศึกษาอิสลามทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสอนจริยธรรม การสกัดข้อกฎหมาย หรือการทำความเข้าใจชีวประวัติของบรรดานบี และกลุ่มชนในอดีตที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานอย่างละเอียดถี่ถ้วน
…. อิมามอะบูลฟิดาอ์ อิมาดุดดีน อิสมาอีล บิน อุมัร บิน กะษีร อัลกุร็อชีย์ (ฮ.ศ. 701- 774/ค.ศ.1301- 1373) เกิดที่หมู่บ้านมัจญ์ดัล ในเขตเมืองบุศรอ ประเทศซีเรียปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์มัมลูก (Mamluk Sultanate) อันเป็นมหาอำนาจที่ปกครองดินแดนอียิปต์และชาม (ซีเรีย, ปาเลสไตน์, จอร์แดน, เลบานอน) ในยุคนั้น
ท่านเติบโตมาในครอบครัวที่มีพื้นฐานทางวิชาการ โดยบิดาของท่านเป็นนักเผยแผ่ศาสนาและผู้รู้ แต่หลังจากบิดาเสียชีวิตในขณะที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านจึงย้ายไปพำนักที่เมืองดามัสกัสภายใต้การดูแลของพี่ชาย ซึ่งที่นั่นเปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งวิทยาการของโลกอิสลามในยุคนั้น ท่านเริ่มต้นเส้นทางวิชาการด้วยการท่องจำอัลกุรอานจนขึ้นใจตั้งแต่อายุยังน้อย และมุ่งมั่นศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ ทั้งด้านนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์) หะดีษ และประวัติศาสตร์ จากบรรดาปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิในยุคสมัยนั้นอย่างเข้มข้น
ในช่วงชีวิตการศึกษาและการทำงาน ท่านอิมามอิบนุ กะษีร ได้รับการหล่อหลอมทางความคิดจากปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศิษย์เอกของชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮ์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวทางการยึดมั่นในหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ อิมาม อิบนุกะษีร มีอายุน้อยกว่า อิบนุตัยมียะฮ์ 40 ปี ตอนที่อิบนุตัยมียะฮ์เสียชีวิต (ฮ.ศ. 728) อิมาม อิบนุกะษีร กำลังอยู่ในวัยหนุ่มที่กำลังสุกงอมทางวิชาการ (อายุประมาณ 27 ปี) และเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเดินในขบวนญะนาซะฮ์(งานฝัง)ของอาจารย์ท่านด้วย
นอกจากนี้ท่านยังได้ศึกษาความรู้ด้านหะดีษกับท่านอิมาม อัลมัซซีย์ และศึกษาประวัติศาสตร์กับท่านอิมาม อัซซะฮะบีย์ ด้วยความเชี่ยวชาญอันหลากหลาย ท่านจึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางวิชาการ เช่น การเป็นผู้สอนในมัดเราะซะฮ์ (โรงเรียนศาสนา) หลายแห่งในดามัสกัส รวมถึงการทำหน้าที่เป็นผู้นำและนักวิชาการที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากทั้งชนชั้นปกครองและประชาชนทั่วไปในสมัยราชวงศ์มัมลูก
แนวคิดทางวิชาการของท่านอิมามอิบนุ กะษีร มุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูแนวทางของชาวสลัฟ (ปราชญ์ยุคต้น) โดยยึดหลักการที่ว่าศาสนาต้องอธิบายด้วยตัวบทหลักฐานที่ตรวจสอบสายรายงานได้จริง ท่านมีความโดดเด่นในการวิพากษ์และคัดกรองข้อมูลทางประวัติศาสตร์และตัฟซีร โดยพยายามขจัดความเชื่อที่คลาดเคลื่อนหรือเรื่องเล่าที่ไม่มีที่มาอันควรเชื่อถือออกไป ผลงานของท่านจึงไม่ได้มีเพียงแค่ตัฟซีรที่โด่งดัง แต่ยังมีหนังสือประวัติศาสตร์ระดับโลกอย่าง “อัลบิดายะฮ์ วันนิฮายะฮ์” (จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการรวบรวมเหตุการณ์สำคัญของมนุษยชาติตั้งแต่การสร้างโลกจนถึงยุคสมัยของท่านนบี และต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์ในอนาคต
สภาพสังคมในยุคของท่านเป็นช่วงเวลาที่โลกอิสลามเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภัยคุกคามจากพวกมองโกลและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในอาณาจักรมัมลูก แต่ในขณะเดียวกันกลับเป็นยุคทองของการบันทึกตำราวิชาการ ท่านอิมามอิบนุ กะษีร ถือเป็นผู้รู้อิสลามแถวหน้าที่ช่วยเชื่อมโยงความรู้ที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบ ท่านมีความสัมพันธ์อันดีกับปราชญ์ร่วมสมัยและเป็นที่ยอมรับในความซื่อสัตย์ทางวิชาการอย่างยิ่ง แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อท่านสูญเสียการมองเห็นเนื่องจากการตรากตรำเขียนหนังสือภายใต้แสงตะเกียงมาอย่างยาวนาน ท่านก็ยังคงทำงานวิชาการจนลมหายใจสุดท้ายและถูกฝังเคียงข้างหลุมฝังศพของอาจารย์ผู้เป็นที่รักคืออิหม่ามอิบนุ ตัยมียะฮ์ ตามความประสงค์ของท่าน
_________________________
ตัวอย่างการอธิบาย إياك نعبد وإياك نستعين
_________________________
﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ (٥)﴾
وقدم المفعول وهو إياك وكرر للاهتمام والحصر أي لا نعبد إلا إياك ولا نتوكل إلا عليك وهذا هو كمال الطاعة، والدين كله يرجع إلى هذين المعنيين،
อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน
… มีการเรียงให้กรรมคือคำว่า “อียากะ” (เฉพาะพระองค์เท่านั้น) ขึ้นก่อน และมีการกล่าวซ้ำเพื่อเป็นการให้ความสำคัญและเพื่อการจำกัดขอบเขต หมายถึง “เราจะไม่เคารพภักดีต่อผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น และเราจะไม่มอบหมาย (ตะวักกัล) ต่อผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น” และนี่คือความสมบูรณ์ของการเชื่อฟัง (ฏออะฮ์) ซึ่งศาสนาทั้งหมดนั้นล้วนกลับไปสู่ความหมายทั้งสองประการนี้ (คือการภักดีและการขอความช่วยเหลือ)
وهذا كما قال بعض السلف: الفاتحة سر القرآن، وسرها هذه الكلمة ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ فالأول تبرؤ من الشرك، والثاني تبرؤ من الحول والقوة والتفويض إلى الله ﷿، وهذا المعنى في غير آية من القرآن كما قال تعالى: ﴿فَاعْبُدْهُ وَتَوَكَّلْ عَلَيْهِ وَما رَبُّكَ بِغافِلٍ عَمّا تَعْمَلُونَ﴾ [هود: ١٢٣]، ﴿قُلْ هُوَ الرَّحْمنُ آمَنّا بِهِ وَعَلَيْهِ تَوَكَّلْنا﴾ [الملك: ٢٩]، ﴿رَبُّ الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ لا إِلهَ إِلاّ هُوَ فَاتَّخِذْهُ وَكِيلاً﴾ [المزمل: ٩]
และสิ่งนี้เป็นดังที่บรรดาชาวสลัฟ (บรรชนยุคแรก) บางท่านได้กล่าวไว้ว่า: อัลฟาติหะฮ์คือความลับของอัลกุรอาน และความลับของอัลฟาติหะฮ์นั้นคือถ้อยคำนี้ที่ว่า “อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน”
โดยส่วนแรก (อียากะ นะอ์บุดุ – เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี) คือการปลดเปลื้อง (การแสดงตนว่าบริสุทธิ์) จากการชิรก์ (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์) และส่วนที่สอง (วะอียากะ นัสตะอีน – และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ) คือการปลดเปลื้องจากการมีอำนาจและพละกำลัง (ของตนเอง) และการมอบหมาย (ทุกกิจการ) ไว้แด่อัลลอฮ์
และความหมายนี้มีปรากฏอยู่ในอีกหลายอายะฮ์ของอัลกุรอาน ดังเช่นที่พระองค์ทรงตรัสว่า: “ดังนั้นจงเคารพภักดีต่อพระองค์ และจงมอบหมาย (ตะวักกัล) ต่อพระองค์ และพระเจ้าของเจ้านั้นมิได้ทรงละเลยต่อสิ่งที่พวกเจ้ากระทำอยู่” [ฮูด: 123], “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ﷺ) ว่า พระองค์คือพระผู้ทรงกรุณาปราณี เราศรัทธาต่อพระองค์ ” [อัลมุลก์: 29],”(พระองค์คือ) พระเจ้าแห่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้นจงยึดเอาพระองค์เป็นผู้คุ้มครอง (วะกีล – ผู้รับมอบหมายกิจการ) เถิด” [อัลมุซซัมมิล: 9]
وكذلك هذه الآية الكريمة ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ وتحول الكلام من الغيبة إلى المواجهة بكاف الخطاب وهو مناسبة لأنه لما أثنى على الله فكأنه اقترب وحضر بين يدي الله تعالى فلهذا قال ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ وفي هذا دليل على أن أول السورة خبر من الله تعالى بالثناء على نفسه الكريمة بجميل صفاته الحسنى وإرشاد لعباده بأن يثنوا عليه بذلك ولهذا لا تصح صلاة من لم يقل ذلك وهو قادر عليه كما جاء في الصحيحين عن عبادة بن الصامت أن رسول الله ﷺ قال:
«لا صلاة لمن لم يقرأ بفاتحة الكتاب» وفي صحيح مسلم من حديث العلاء بن عبد الرحمن مولى الحرقة عن أبيه عن أبي هريرة عن رسول الله ﷺ «يقول الله تعالى: قسمت الصلاة بيني وبين عبدي نصفين فنصفها لي ونصفها لعبدي ولعبدي ما سأل إذا قال العبد ﴿الْحَمْدُ لِلّهِ رَبِّ الْعالَمِينَ﴾ قال الله: حمدني عبدي، وإذا قال ﴿الرَّحْمنِ الرَّحِيمِ﴾ قال الله: أثنى علي عبدي، فإذا قال ﴿مالِكِ يَوْمِ الدِّينِ﴾ قال الله مجدني عبدي، وإذا قال ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ قال: هذا بيني وبين عبدي ولعبدي ما سأل، فإذا قال ﴿اِهْدِنَا الصِّراطَ الْمُسْتَقِيمَ. صِراطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلا الضّالِّينَ﴾ قال: هذا لعبدي ولعبدي ما سأل»
และเช่นเดียวกันกับอายะฮ์อันทรงเกียรตินี้ “อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน” ซึ่งมีการเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารจากบุรุษที่สาม (การกล่าวถึงพระองค์ในอายะฮ์ก่อนหน้า) มาเป็นการเผชิญหน้าด้วยอักษร “กาฟ” (คอฟ อัลคิฏอบ – สรรพนามบุรุษที่สองที่ใช้เรียกผู้ที่อยู่ต่อหน้า) ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเมื่อบ่าวได้สรรเสริญต่ออัลลอฮ์แล้ว ก็เสมือนว่าเขาได้เข้าใกล้และมาอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า “เฉพาะพระองค์เท่านั้น (อียากะ) ที่เราเคารพภักดีและเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ” และในสิ่งนี้เป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่า ช่วงต้นของสูเราะฮ์เป็นการแจ้งข่าวจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ในการสรรเสริญต่อตัวพระองค์เองด้วยคุณลักษณะอันงดงามและดีเลิศ และเป็นการชี้แนะให้บรรดาบ่าวของพระองค์สรรเสริญพระองค์ด้วยถ้อยคำเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้ การละหมาดของผู้ที่ไม่กล่าวถ้อยคำดังกล่าวทั้งที่มีความสามารถจึงใช้ไม่ได้ ดังที่มีปรากฏในบันทึกของบุคอรีและมุสลิม (เศาะฮีหัยน์) จากอุบาดะฮ์ บิน อัศศอมิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านรสูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:”ไม่มีการละหมาด (การละหมาดใช้ไม่ได้) สำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่านฟาติหะฮ์แห่งคัมภีร์ (สูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์)”
และในเศาะฮีหฺมุสลิม จากหะดีษของอัลอะลาอ์ บิน อับดุรเราะห์มาน เมาลาอัลหุเราะเกาะฮ์ จากบิดาของเขา จากอะบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านรสูลุลลอฮ์ ﷺ ว่า “อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ข้าได้แบ่งการละหมาด (หมายถึงสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์) ระหว่างข้ากับบ่าวของข้าออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็นของข้าและอีกครึ่งหนึ่งเป็นของบ่าวของข้า และบ่าวของข้าจะได้ในสิ่งที่เขาขอ เมื่อบ่าวกล่าวว่า ” อัลหัมดุลิลลาฮิ ร็อบบิลอาละมีน” อัลลอฮ์จะทรงตรัสว่า: บ่าวของข้าได้สรรเสริญข้าแล้ว, และเมื่อเขากล่าวว่า “อัรเราะห์มานิรเราะฮีม” อัลลอฮ์จะทรงตรัสว่า: บ่าวของข้าได้สดุดีข้าแล้ว, เมื่อเขากล่าวว่า “มาลิกิ เยามิดดีน” อัลลอฮ์จะทรงตรัสว่า: บ่าวของข้าได้ให้เกียรติข้าแล้ว, และเมื่อเขากล่าวว่า “อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน” พระองค์จะทรงตรัสว่า: นี่คือสิ่งที่อยู่ระหว่างข้ากับบ่าวของข้า และบ่าวของข้าจะได้ในสิ่งที่เขาขอ, และเมื่อเขากล่าวว่า “อิหฺดินัศศิรอเฏาะล มุสตะกีม, ศิรอเฏาะลละซีนะ อันอัมตะ อะลัยฮิม ค็อยริล มัฆฎูบิ อะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน” พระองค์จะทรงตรัสว่า: นี่คือส่วนของบ่าวของข้า และบ่าวของข้าจะได้ในสิ่งที่เขาขอ”
وقال الضحاك عن ابن عباس ﵄ ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ﴾ يعني إياك نوحد ونخاف ونرجو يا ربنا لا غيرك ﴿وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ على طاعتك وعلى أمورنا كلها (٣). وقال قتادة ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ يأمركم أن تخلصوا له العبادة وأن تستعينوه على أموركم. وإنما قدم ﴿إِيّاكَ نَعْبُدُ﴾ على ﴿وَإِيّاكَ نَسْتَعِينُ﴾ لأن العبادة له هي المقصودة والاستعانة وسيلة إليها والاهتمام والحزم تقديم ما هو الأهم فالأهم والله أعلم.
และอัดเฎาะห์หากได้รายงานจากท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า “อียากะ นะอ์บุดุ﴾ หมายถึง เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเรามอบความเป็นเอกะ (เตาฮีด) ยำเกรง และมีความหวัง โอ้พระเจ้าของพวกเรา มิใช่ผู้อื่นจากพระองค์ และ “อียากะ นัสตะอีน” หมายถึง และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือในการเชื่อฟัง (ฏออะฮ์) ต่อพระองค์ และในทุกกิจการงานของพวกเรา
และท่านเกาะตาดะฮ์กล่าวว่า “อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน” คือการที่พระองค์ทรงใช้ให้พวกท่านทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์อย่างบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในกิจการงานของพวกท่าน และเหตุที่ทรงให้ “อียากะ นะอ์บุดุ” มาก่อน “วะอียากะ นัสตะอีน” นั้น เพราะอิบาดะฮ์ต่อพระองค์คือเป้าหมายหลัก (มักศูด) ส่วนการขอความช่วยเหลือคือสื่อ (วะสีละฮ์) ไปสู่อิบาดะฮ์ และความสำคัญรวมถึงความรัดกุมนั้นย่อมต้องนำเสนอสิ่งที่สำคัญที่สุดตามลำดับลงมา วัลลอฮุอะอ์ลัม (และอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่ง)”
_________________________
แนวทางการนำเสนอของหนังสือชุดนี้
_________________________
แนวทางการอรรถาธิบายของ ตัฟซีร อิบนุ กะษีร ยึดถือระเบียบวิธีที่เรียกว่า “ตัฟซีร บิล มะอ์ษูร” (การอธิบายด้วยหลักฐานที่สืบทอดมา) ซึ่งถือเป็นลำดับขั้นสูงสุดทางวิชาการ โดยเริ่มจากการนำอายะฮ์อัลกุรอานมาอธิบายด้วยอายะฮ์อื่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้กุรอานทำหน้าที่อธิบายตัวเอง หากไม่พบจึงจะใช้สุนนะฮ์หรือคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ มาเป็นตัวขยายความ ตามด้วยคำอธิบายของบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และบรรดาตาบิอีนตามลำดับ วิธีการนี้ช่วยป้องกันการตีความตามอารมณ์ปรารถนาหรือการใช้ตรรกะส่วนตัวที่ปราศจากฐานรากทางบทบัญญัติ ทำให้ผู้อ่านมั่นใจได้ว่าความหมายที่ได้รับนั้นใกล้เคียงกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมในยุคประทานโองการมากที่สุด
ความโดดเด่นพิเศษที่ทำให้ตำราเล่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือการวิพากษ์สายรายงานหะดีษอย่างเข้มข้น ท่านอิมามอิบนุ กะษีร ไม่เพียงแต่ยกหลักฐานมากล่าวอ้างเท่านั้น แต่ท่านยังใช้ทักษะความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งหะดีษเพื่อชี้แจงว่ารายงานใดมีสถานะที่เชื่อถือได้ (เศาะฮีห์) หรืออ่อนแอ (เฎาะอีฟ) อีกทั้งท่านยังให้ความสำคัญกับการคัดกรอง “อิสรออีลียาต” หรือเรื่องเล่าจากชาวคัมภีร์ยุคก่อนที่ปะปนเข้ามาในการตัฟซีร โดยท่านจะทำการเตือนผู้อ่านถึงข้อมูลที่ขัดต่อหลักการอิสลามหรือไม่สมเหตุสมผล ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานทางวิชาการให้มีความบริสุทธิ์และชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าตำราในยุคก่อนหน้าหลายเล่ม
เมื่อเปรียบเทียบกับ ตัฟซีร อัฏเฏาะบะรีย์ ของท่านอิมามมุฮัมมัด บิน ญะรีร อัฏเฏาะบะรีย์ ซึ่งถือเป็น “มารดาแห่งการตัฟซีร” จะพบว่าแม้ทั้งสองเล่มจะใช้แนวทางหลักฐานสืบทอดเหมือนกัน แต่ท่านอิมามอิบนุ กะษีร ได้นำข้อมูลอันมหาศาลจากอัฏเฏาะบะรีย์มาทำการสรุป วิเคราะห์ และคัดกรองให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น โดยลดการทวนสายรายงานที่ซ้ำซ้อนและเน้นไปที่การสรุปข้อเท็จจริงที่ถูกต้องที่สุด ในขณะที่ตัฟซีรอัฏเฏาะบะรีย์จะเน้นการรวบรวมรายงานทุกกระแสความโดยทิ้งการวิเคราะห์สถานะรายงานไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบเองเป็นส่วนใหญ่
ในส่วนของการเปรียบเทียบกับตำราอรรถาธิบายเชิงนิติศาสตร์อย่าง ตัฟซีร อัลกุรฏุบีย์ หรือตำราเชิงภาษาศาสตร์และปรัชญาอย่าง ตัฟซีร อัรรอซีย์ ของท่านอิมามฟัครุดดีน อัรรอซีย์ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนในด้านจุดเน้น โดยอัลกุรฏุบีย์จะมุ่งเน้นไปที่ข้อสรุปทางกฎหมาย (ฟิกฮ์) และรายละเอียดปลีกย่อยของตัวบทกฎหมาย ส่วนอัรรอซีย์จะเน้นการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและวิทยาการทางสติปัญญา แต่สำหรับอิบนุ กะษีร ท่านเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสายกลางที่เน้นความเข้าใจในตัวบทและความศรัทธาเป็นหลัก ทำให้ตำราของท่านเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการศึกษาความหมายของกุรอานอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับตัฟสีรที่มีแนวใกล้เคียงกันอย่างมาก อย่างเช่นตัฟซีร อัลบะเฆาะวีย์ ซึ่งท่านอิมามอิบนุ กะษีร มักจะอ้างถึงและให้เกียรติงานของอัลบะเฆาะวีย์อย่างสูง โดยถือว่าเป็นตำราที่สะอาดบริสุทธิ์จากอุตริกรรมทางความเชื่อ (บิดอะฮ์) อย่างไรก็ตาม ตัฟซีร อิบนุ กะษีร มีความลุ่มลึกกว่าในด้านการอธิบายประวัติศาสตร์และการเชื่อมโยงอายะฮ์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างครอบคลุม ส่งผลให้งานของท่านกลายเป็นตำราที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ และยังคงถูกนำมาใช้เป็นตำราเรียนหลักในมหาวิทยาลัยอิสลามทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน
_________________________
หมายเหตุเพิ่มเติมหนังสือและผู้เขียน
_________________________
ตัฟซีรอิบนุกะษีรได้รับความนิยมและยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากบรรดานักวิชาการและมุสลิมทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะตำราอธิบายอัลกุรอานที่รักษามาตรฐานการตีความตามแนวทางตัวบท (التفسير بالمأثور) ได้อย่างเข้มงวดที่สุดเล่มหนึ่ง ความโดดเด่นของตำรานี้อยู่ที่การกลั่นกรองวิชาการด้านหะดีษมาใช้อธิบายโองการต่างๆ ทำให้ผู้ศึกษาเกิดความมั่นใจในแหล่งที่มา ความนิยมนี้เห็นได้จากการที่หนังสือเล่มนี้ถูกนำไปเป็นหลักสูตรการสอนในสถาบันการศึกษาอิสลามทั่วโลก และเป็นหนังสือที่ต้องมีประดับไว้ในห้องสมุดของปราชญ์และผู้แสวงหาความรู้ทั่วไป เนื่องจากเป็นการสรุปเอาหัวใจสำคัญของตัฟซีรรุ่นก่อนหน้าอย่างตัฟซีรอัฏเฏาะบะรีย์มาไว้ในรูปแบบที่กระชับและเข้าถึงง่ายกว่า
ในแง่ของการกล่าวถึงโดยนักวิชาการนั้น ท่านอิมาม อัซซะฮะบีย์ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ร่วมสมัยกับผู้เขียนได้ยกย่องตัฟซีรเล่มนี้ว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่าและได้รับความนิยมอย่างสูง ขณะที่ท่านอัสสุยูฏีย์ได้กล่าวถึงตำรานี้ว่าเป็นตัฟซีรที่ไม่มีเล่มใดมาเทียบเคียงได้ในด้านการใช้หลักฐานเชิงรายงาน ต่อมาในยุคปัจจุบัน ชัยค์อะห์มัด ชากิร นักวิชาการหะดีษชื่อดังแห่งอียิปต์ได้ยกย่องว่าเล่มนี้คือตัฟซีรที่ยอดเยี่ยมและดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เช่นเดียวกับชัยค์ นาศิรุดดีน อัลอัลบานีย์ ที่ให้การยอมรับและมักจะอ้างอิงถึงอยู่เสมอในงานวิชาการของท่าน นอกจากนี้ ชัยค์ บิน บาซ และชัยค์ มุฮัมมัด บิน ศอลิห์ อัลอุษัยมีน ต่างก็แนะนำให้ผู้เริ่มต้นศึกษาและผู้เชี่ยวชาญใช้ตำราเล่มนี้เป็นบรรทัดฐานหลักในการทำความเข้าใจพระดำรัสของอัลลอฮ์
เนื่องจากเนื้อหาดั้งเดิมมีความยาวและมีสายรายงานหะดีษที่ซับซ้อน นักวิชาการรุ่นหลังจึงได้ทำฉบับตรวจทานและคัดย่อเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน ฉบับที่โดดเด่นที่สุดคือ “อุมดะตุดตัฟซีร” (عمدة التفسير) โดยชัยค์อะห์มัด ชากิร ซึ่งได้คัดกรองเฉพาะหะดีษที่เศาะฮีหฺและตัดส่วนที่เป็นเรื่องเล่าอิสรออีลียาตออกไป นอกจากนี้ยังมีฉบับ “ตะซีรุลอะลี อัลเกาะดีร” (تيسير العلي القدير) โดยมุฮัมมัด อะลี อัศศอบูนีย์ และฉบับตรวจทานสายรายงานอย่างละเอียดโดยหมู่คณะนักวิชาการภายใต้การดูแลของศอฟีย์ อัรเราะห์มาน อัลมุบาร็อกฟูรีย์ ในชื่อ “อัลมิสบาหุลมุนีร” (المصباح المنير) ซึ่งเป็นฉบับที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบันสำหรับการอ้างอิงสถานะความถูกต้องของตัวบท
สำหรับการเผยแผ่สู่สากล ตัฟซีรเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในหลายชื่อและหลายสำนวน ฉบับที่ได้รับการยอมรับและแพร่หลายที่สุดคือ “Tafsir Ibn Kathir (Abridged)” ซึ่งเป็นการแปลสรุปใจความสำคัญในชุด 10 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ Darussalam ภายใต้การตรวจสอบของทีมงานผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนี้ยังมีฉบับที่แปลอื่นๆ อีกหลายสำนวน อย่างฉบับแปลในชื่อ “The Interpretation of the Great Qur’an” หรือบางครั้งถูกเรียกว่า “Tafsir al-Qur’an al-Azim” ตามชื่อดั้งเดิมในภาษาอาหรับ การแปลสู่ภาษาอังกฤษนี้ช่วยให้มุสลิมที่ไม่ใช่ชาวอาหรับและนักวิชาการตะวันตกสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้อิสลามที่บริสุทธิ์และเป็นระบบได้อย่างกว้างขวาง
ตัฟซีรอิบนุกะษีรยืนหยัดในฐานะหมุดหมายทางปัญญาที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์อิสลามกว่า 1,400 ปี เนื่องจากเป็นงานเขียนยุคตรงกลางในการเชื่อมต่อระหว่างยุคคลาสสิคกับยุคสมัยต่อไป ตำราฉบับนี้คือความสำเร็จสูงสุดของการรวบรวมและกลั่นกรองกระบวนทัศน์การตีความแบบ “ริวายะฮ์” (การอ้างอิงตัวบท) ที่สั่งสมมานับพันปีมาจัดระเบียบใหม่ให้มีความรัดกุมและเป็นระบบวิชาการที่เข้มงวด ส่งผลให้ตัฟซีรเล่มนี้กลายเป็นบรรทัดฐานหลักที่ยุติความสับสนจากการตีความตามอารมณ์หรือตำนานเรื่องเล่าที่ไร้แหล่งที่มา และสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่การอธิบายพระดำรัสของอัลลอฮ์ที่ทรงอิทธิพล จนกลายเป็นงานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์และศาสนศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย
* The Book Circle (74) : Tafsir al-Qur’an al-Azim



