



#การเดินทางของชีวิตด้วยดุอาอ์ หรือในชื่อภาษาอาหรับคือ دراسة للسيرة النبوية خلال الأدعية المأثورة المروية ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “การศึกษาชีวประวัติของท่านนบีผ่านบรรดาดุอาอ์ที่ถูกถ่ายทอดมา” ส่วนในฉบับภาษาอังกฤษเป็นที่รู้จักในชื่อ Prophet Muhammad in the Mirror of His Supplications ผลงานของ เมาลานา อบุล หะสัน อะลี อัลหะสะนีย์ อันนัดวีย์ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกอิสลามชาวอินเดีย ผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านศาสนา ภาษาอาหรับ และประวัติศาสตร์
ต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นจากต้นฉบับภาษาอูรดู จากนั้นมีการแปลและเพิ่มเติมเป็นฉบับภาษาอาหรับ ในปี ค.ศ. 1977 โดยมีความยาวของเนื้อหาประมาณ 80 หน้า หนังสือเล่มนี้เป็นการนำเสนอภาพรวมของชีวิตและบุคลิกของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ในมิติที่ลึกซึ้งและมีความเป็นมนุษย์อย่างที่สุด ผ่านถ้อยคำที่ท่านใช้สื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าในห้วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่ยามสุข ยามทุกข์ ในสมรภูมิ หรือแม้แต่ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด
หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นให้ผู้ศรัทธาได้ประจักษ์ถึงแบบอย่างอันสมบูรณ์พร้อมของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ผ่านวิถีแห่งการพึ่งพิงพระผู้เป็นเจ้าในทุกสถานการณ์ โดยผู้เขียนต้องการให้มุสลิมเห็นว่าทุกย่างก้าวในชีวิตของท่านถูกถักทอด้วยการรำลึกถึงและวิงวอนขอต่อพระองค์อย่างไม่ขาดสาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนอบน้อมถ่อมตนและการยอมรับในความอ่อนแอของมนุษย์ต่อหน้าอำนาจของพระผู้สร้าง การศึกษาดุอาอ์ในบริบทของชีวประวัติเช่นนี้จึงเป็นการเปิดประตูให้ผู้ศรัทธาได้เรียนรู้ที่จะนำแบบอย่างความอดทน ความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจในพระเจ้ามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของตนเอง
_________________________
คำนำของผู้เขียนจากต้นฉบับภาษาอาหรับ
_________________________
الحمد لله رب العالمين، والصلاة والسلام على أفضل الداعين وسيد المنيبين: محمد ﷺ وآله وصحبه اجمعين، ومن تبعهم باحسان الى يوم الدين.
أما بعد، فهذه عجالة تناول فيها الكاتب جانبا من جوانب السيرة النبوية المحمدية، بالتأمل والدراسة، والتحليل والاستعراض، له اتصال وثيق بالسيرة، قد فاتت كثيرا من المؤلفين فى موضوع السيرة العناية به، والتوسع فيه، وافراد البحث عنه.
وكان هذا الحديث فى اطار مقال كتب على طلب من احدى المجلات الاسلامية (١) فى أردو، والحاح رئيس تحريرها، وقد حاز هذا المقال اعجاب القراء والمعنيين بالسيرة المحمدية، فنشر فى رسالة مفردة اعيد طبعها مرارا.
ونقله الى اللغة العربية الأخ العزيز نور عالم الأمينى الندوى، استاذ دار العلوم ندوة العلماء، لكهنؤ – الهند، ونشر فى مجلة ((البعث الاسلامى)) ومجلة ((الأزهر))، والى القراء ترجمته العربية كاملة.
أبو الحسن على الحسنى الندوى
دائرة الشيخ علم الله الحسنى، رائى بريلى – الهند
١٦ شوال ١٣٩٧ هـ
٢١ سبتمبر ١٩٧٧ م
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก การประสาทพรและความสันติจงมีแด่ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในหมู่ผู้วิงวอนและนายแห่งบรรดาผู้หันหน้าเข้าสู่พระองค์ (ผู้สำนึกผิดและกลับตัวสู่พระเจ้า) นั่นคือ มุฮัมมัด ﷺ รวมถึงวงศ์วานและเหล่ามิตรสหายของท่านทั้งหมด และผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขาด้วยความดีงามจนถึงวันแห่งการตอบแทน
อนึ่ง นี่คือบทเขียนที่รวบรวมขึ้นอย่างเร่งด่วน (งานเขียนขนาดสั้น) ซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกแง่มุมหนึ่งจากบรรดาแง่มุมของชีวประวัติแห่งนบีมุฮัมมัดขึ้นมาพิจารณา ศึกษา วิเคราะห์ และนำเสนอ โดยเป็นแง่มุมที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชีวประวัติ ซึ่งนักเขียนในหัวข้อชีวประวัติจำนวนมากได้ละเลยที่จะให้ความสำคัญ ขยายความ หรือแยกบทวิเคราะห์ออกมาโดยเฉพาะ
เดิมทีเนื้อหานี้อยู่ในกรอบของบทความที่เขียนขึ้นตามคำขอของวารสารอิสลามฉบับหนึ่งในภาษาอุรดู และตามการรบเร้าของบรรณาธิการบริหาร ซึ่งบทความนี้ได้รับความชื่นชมจากบรรดาผู้อ่านและผู้ที่สนใจในชีวประวัติของมุฮัมมัด จึงได้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นรูปเล่มแยกเฉพาะและได้รับการจัดพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง
และได้ถูกถ่ายทอดสู่ภาษาอาหรับโดย พี่น้องผู้เป็นที่รัก นูร อาลัม อัลอะมีนี อันนัดวีย์ อาจารย์แห่งดารุลอุลูม นัดวะตุลอุลามาอ์ เมืองลัคเนา ประเทศอินเดีย และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร “อัลบะอษุลอิสลามี” และนิตยสาร “อัลอัซฮัร” และนี่คือฉบับแปลภาษาอาหรับที่สมบูรณ์สู่บรรดาผู้อ่าน
อบุล หะสัน อะลี อัลหะสะนีย์ อันนัดวีย์
ดาอิเราะฮ์ เชค อะลัม อัลลอฮ์ อัลหะสะนีย์,
ราย บะเรลี – อินเดีย
๑๖ เชาวาล ฮ.ศ. 1379
๒๑ กันยายน ค.ศ. 1977
_________________________
เนื้อหาสำคัญในหนังสือเล่มนี้
“ดุอาอ์และดะอ์วะฮ์” คือตัวตนท่านนบี
_________________________
คำว่า ดุอาอ์ (الدعاء) และ ดะอ์วะฮ์ (الدعوة) มีรากศัพท์มาจากอักษรสามตัวในภาษาอาหรับที่เหมือนกันคือ “ดาล-อัยน์-วาว” (د-ع-و) ซึ่งให้ความหมายหลักว่า “การเรียก” หรือ “การป่าวร้อง” แต่ในเชิงลึกนั้นทั้งสองคำสะท้อนถึงทิศทางของการสื่อสารที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยดุอาอ์คือการที่มนุษย์เรียกหาและวิงวอนต่อผู้เป็นเจ้าในฐานะบ่าวผู้อ่อนแอ เป็นหัวใจของการเคารพภักดีที่มุ่งเน้นจากล่างขึ้นบน ส่วน ดะอ์วะฮ์ คือการเรียกหาหรือเชิญชวนมนุษย์ไปสู่ทางนำของพระองค์ในฐานะศาสนทูต เป็นภารกิจที่มุ่งเน้นจากในสู่ภายนอกเพื่อสร้างความเข้าใจในสัจธรรม หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ดะอ์วะฮ์เปรียบเสมือนแสงประทีปที่ฉายออกไปเพื่อนำทางผู้คนในโลกกว้าง แต่ดุอาอ์คือแสงเทียนที่สงบนิ่งอยู่ภายในจิตใจซึ่งคอยเติมเชื้อไฟแห่งแรงศรัทธาให้ลุกโชนอยู่เสมอ
แม้คำว่า ดุอาอ์และดะอ์วะฮ์ จะมีรากศัพท์ตัวเดียวกันและมีความหมายพื้นฐานว่า “การเรียก” แต่ในมิติด้านภาษาศาสตร์และเทววิทยาอิสลาม ทั้งสองคำนี้มีจุดบรรจบและการใช้แทนกันในลักษณะที่ลึกซึ้ง โดยในบางบริบท “ดะอ์วะฮ์” ถูกนำมาใช้ในความหมายของ “ดุอาอ์” เพื่อสื่อถึงการเรียกขานพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง เช่นที่ปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานหรือวจนะของท่านนบี ﷺ ที่การอ้อนวอนขอต่อพระองค์ถูกเรียกว่าเป็น “การดะอ์วะฮ์” (การเรียกหา) สู่ความเมตตา ในทางกลับกัน ดุอาอ์ก็ถูกอธิบายว่าเป็น “สมอง” หรือแก่นแท้ของการเคารพภักดี ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดะอ์วะฮ์ (การเชิญชวน) นั่นคือการทำให้มนุษย์หันกลับมาสู่การพึ่งพิงและอ้อนวอนต่อพระผู้สร้างเพียงพระองค์เดียว ทั้งสองคำนี้จึงเปรียบเสมือนเหรียญคนละด้านที่หมุนวนอยู่ในจุดประสงค์เดียวกัน คือการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งถูกสร้างกับพระผู้สร้าง
การใช้งานเชิงปฏิบัติ ดะอ์วะฮ์คือการ “ประกาศ” สัจธรรมต่อโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความวุ่นวาย เป็นงานที่ต้องอาศัยการเผชิญหน้าและการสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกัน ในขณะที่ดุอาอ์คือการ “กระซิบ” ต่อพระเจ้าในความเงียบสงัด เป็นงานภายในที่ต้องอาศัยความอ่อนน้อมและการสยบยอมอย่างสิ้นเชิง ดะอ์วะฮ์อาจมีวันหยุดพักหรือมีช่วงเวลาที่ผู้คนไม่ยอมรับ แต่ดุอาอ์คือสายใยที่ไม่มีวันตัดขาดและเป็นที่พึ่งพิงในยามที่การดะอ์วะฮ์เผชิญกับทางตัน ท่านนบี ﷺ ได้ใช้ดุอาอ์เป็นเสมือนอาวุธและพลังงานบริสุทธิ์ที่คอยเติมเต็มจิตวิญญาณ ทำให้การดะอ์วะฮ์ไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ แต่เป็นการแสดงออกถึงความเป็นบ่าวที่สัตย์ซื่อ ซึ่งดุอาอ์ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นรากฐานอันมั่นคงที่ทำให้ยอดของการดะอ์วะฮ์แผ่กิ่งก้านสาขาไปได้อย่างสง่างามและยั่งยืน
เมาลานา อบุล หะสัน เริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ ด้วยการอธิบายคำสองคำนี้
الدعاء هو مظهر العبودية كما أن مظهر النبوة هو الدعوة، وكلاهما من أهم وأبرز عناوين السيرة المحمدية، وناحيتان متفردتان، وفصلان مستقلان لهذه الصحيفة المعجزة.
أما الدعوة فقد وقع عليها نظر كل دارس، ولفتت عناية كل باحث، وزخرت الكتب والمؤلفات بتفاصيلها، وتنور العالم كله بأنوارها، ولا يزال يتمتع بآثارها وثمارها، وذلك لأن الدعوة تتعلق بالمشاهد والمجالس، فشهدها كل انسان جلية واضحة.
أما الدعاء فقد قل عدد من تأمل فيما يحمله من الأهمية من بين جوانب السيرة، وما كان نصيبه من التأثير فى الدعوة النبوية نفسها، والى أى حد من الأوج والكمال انتهى النبى ﷺ بهذه الناحية للعبودية والخضوع التام أمام الرب.
وكيف قام باحياء هذه الناحية الهامة وانمائها وريها وسقيها – وقد كانت ضائعة مهملة كجميع نواحى العبادة والعبودية – ولم يلحق برفيقه الأعلى الا بعد ما قام بتكمليها وتعميمها .
ดุอาอ์คือประจักษ์พยานแห่งความเป็นบ่าว เช่นเดียวกับที่ดะอ์วะฮ์ คือประจักษ์พยานแห่งความเป็นนบี ซึ่งทั้งสองประการนี้ต่างเป็นหัวข้อที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดของชีวประวัติแห่งมุฮัมมัด เป็นสองด้านที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และเป็นสองบทที่แยกอิสระจากกันในบันทึกอันน่าอัศจรรย์นี้
สำหรับการดะอ์วะฮ์นั้น เป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนต่างให้ความสนใจ และดึงดูดความเอาใจใส่ของนักวิจัยทุกคน หนังสือและงานเขียนต่าง ๆ มากมายล้วนอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดของการดะอ์วะฮ์ โลกทั้งใบต่างสว่างไสวด้วยรัศมีของมัน และยังคงได้รับประโยชน์จากร่องรอยและดอกผลของมันเรื่อยมา ทั้งนี้เพราะการดะอ์วะฮ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และการพบปะต่าง ๆ ที่ปรากฏให้เห็น มนุษย์ทุกคนจึงได้เห็นประจักษ์อย่างชัดเจน
ส่วนดุอาอ์ (การวิงวอน) นั้น กลับมีผู้คนจำนวนน้อยที่จะพิจารณาถึงความสำคัญที่ซ่อนอยู่ในบรรดาแง่มุมต่าง ๆ ของชีวประวัติ รวมถึงสัดส่วนของอิทธิพลที่ดุอาอ์มีต่อการเผยแผ่ของท่านนบีเอง และการที่ท่านนบี ﷺ ได้นำพาด้านนี้ไปสู่จุดสูงสุดและความสมบูรณ์แห่งความเป็นบ่าว และการนอบน้อมถ่อมตนอย่างที่สุดต่อพระผู้เป็นเจ้า
รวมถึงวิธีที่ท่านได้ฟื้นฟูด้านที่สำคัญนี้ขึ้นมา ทั้งการฟูมฟัก การรดน้ำ และการหล่อเลี้ยง — ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสูญหายและถูกละเลยไปเสียสิ้น เช่นเดียวกับแง่มุมอื่น ๆ ของการเคารพภักดีและความเป็นบ่าว — โดยท่าน (นบี) จะยังไม่กลับไปสู่เพื่อนผู้สูงส่ง (หมายถึงการเสียชีวิตเพื่อกลับไปหาอัลลอฮ์) จนกว่าท่านจะได้ทำให้ด้านนี้สมบูรณ์และแพร่หลายเสียก่อน
_________________________
ประเด็นสำคัญในเรื่องของ”ดุอาอ์”
_________________________
الفلسفة اليونانية والعقيدة الجاهلية وأثرهما :
على كل فالفلسفة اليونانية – بتأثير موقفها الذى وقفته من الصفات – قد قفلت كل باب من أبواب الدعاء والالتجاء.
كما أن عقيدة الشرك – بحكم اسباغها للاوصاف والكمالات الالهية على الخلق – قد اتجهت بكل ما تنطوى عليه كلمات الدعاء والتضرع والسؤال من الخالق الى المخلوق، وغيرت اتجاهها من العابد الى المعبود.
فكلتاهما – الفلسفة اليونانية وعقيدة الشرك – أدتا الى نتيجة واحدة موضوعية، وهى أن أصبح السؤال من الله – الخالق – مباشرة، والالتجاء اليه، والاطراح على عتبته دون وساطة، من المعانى التى لا تدرك، والغايات التى لا تقصد.
ولذلك فلا تجد فى هذه الفترة حتى أشخاصا معدودين، متعودين على الدعاء، عارفين الطريق الى الالتجاء، مرتاحين اليه بألسنتهم وضمائرهم وقلوبهم.
#ปรัชญากรีกและหลักศรัทธาแบบมุชริก (ตั้งภาคี) พร้อมผลกระทบของทั้งสอง
ปรัชญากรีก — ด้วยอิทธิพลจากจุดยืนที่ปฏิเสธคุณลักษณะของพระเจ้า — ได้ปิดประตูทุกบานของการวิงวอน (ดุอาอ์) และการขอความคุ้มครองลงโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่หลักศรัทธาแบบชิริก (การตั้งภาคี) — ด้วยผลจากการนำเอาคุณลักษณะและความสมบูรณ์แห่งพระเจ้าไปสวมทับให้แก่สิ่งถูกสร้าง — ได้ทำให้ถ้อยคำแห่งการวิงวอน การนอบน้อม และการทูลขอทั้งหมด เปลี่ยนทิศทางจากพระผู้สร้างไปสู่สิ่งถูกสร้างแทน และเปลี่ยนเข็มทิศของผู้แสวงหาความผาสุกให้หันออกจากพระเจ้าที่แท้จริง
ดังนั้น ทั้งสองสิ่งนี้ — ทั้งปรัชญากรีกและหลักศรัทธาแบบชิริก — ต่างนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเดียวกัน นั่นคือการทำให้การทูลขอต่ออัลลอฮ์ — พระผู้สร้าง — โดยตรง รวมถึงการขอความคุ้มครองและการยอมสยบต่อพระองค์โดยปราศจากสื่อกลาง กลายเป็นความหมายที่ไม่อาจเข้าถึงได้และเป็นเป้าหมายที่ไม่มีใครปรารถนาจะมุ่งไป
ด้วยเหตุนี้ ในยุคสมัยดังกล่าวจึงแทบไม่พบแม้เพียงบุคคลจำนวนน้อยที่จะมีความคุ้นเคยกับการดุอาอ์ หรือเป็นผู้ที่รู้จักเส้นทางแห่งการขอความคุ้มครองต่อพระองค์ และมีความสุขใจในการปฏิบัติเช่นนั้นด้วยลิ้น จิตสำนึก และหัวใจของพวกเขาเอง
فضل الرسول ﷺ على الانسانية :
ومن فضل محمد رسول الله ﷺ – فدته أنفسنا وأرواحنا – أنه أعاد الى الانسانية المحرومة ثروتها المفقودة – الدعاء – وجعل العبد يتشرف بالمناجاة مع ربه، والتكلم معه.
فكأنه أعاد اليه لذة العبادة، بل ولذة الحياة وشرفها وكرามتها، وأتاح للانسانية المطرودة أن تتشرف باللقاء، وتتمتع بالحضور والاجتماع.
وعاد ابن آدم الآبق من ربه الى عتبة ربه معتذรา، يقول بلسان حاله :
الهى عبدك العاصى أتاكا .. مقرا بالذنوب وقد دعاكا
#คุณูปการของท่านนบี ﷺ ต่อมนุษยชาติ
หนึ่งในคุณูปการของมุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ — คือการที่ท่านได้คืนขุมทรัพย์ที่สูญหายไปนั่นคือ “การวิงวอน” (ดุอาอ์) ให้แก่มนุษยชาติที่เคยถูกทอดทิ้ง และทำให้บ่าวได้รับเกียรติในการเข้าเฝ้าเพื่อสนทนากับพระผู้อภิบาลของเขา
ประหนึ่งว่าท่านได้คืนรสชาติอันหอมหวานของการเคารพภักดีกลับมา รวมถึงรสชาติของชีวิต เกียรติยศ และความสง่างามของมัน และท่านยังเปิดโอกาสให้มนุษยชาติที่เคยถูกขับไสได้กลับมามีเกียรติในการพบพาน และเพลิดเพลินไปกับการได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์และการเข้าเฝ้าพระองค์
ทำให้ลูกหลานนบีอาดัมที่เคยเตลิดหนีไปจากพระผู้เป็นเจ้า ได้กลับคืนสู่พระองค์อีกครั้งในสภาพของผู้ขออภัยโทษ โดยการแสดงออกผ่านสภาวะจิตใจว่า
“โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ บ่าวผู้กระทำผิดของพระองค์ได้มาหาพระองค์แล้ว… ในสภาพที่ยอมรับในบาปทั้งหลายและได้วิงวอนต่อพระองค์”
عامل من عوامل الحرمان من الدعاء :
كانت من عوامل الحرمان الكبرى من الدعاء هى فكرة الجاهلية الخاطئة : أن الله بعيد عنا، فكيف يصل اليه صوتنا؟
فأعلن النبى ﷺ من قبل الله، وبشر العبد: ((واذا سألك عبادى عنى فانى قريب، أجيب دعوة الداع اذا دعان))
#ปัจจัยหนึ่งที่ขวางกั้นมนุษย์จากการดุอาอ์
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ถูกลิดรอนจากการวิงวอน (ดุอาอ์) คือแนวคิดที่ผิดพลาดในยุคญาฮิลียะฮ์ที่ว่า : แท้จริงพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลจากพวกเรา แล้วเสียงของพวกเราจะไปถึงพระองค์ได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ﷺ จึงได้ประกาศถ้อยคำจากอัลลอฮ์ และนำข่าวดีมาแจ้งแก่บ่าวของพระองค์ว่า : “และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้า แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วอนขอ เมื่อเขาได้วิงวอนต่อข้า” (อัลกุรอาน ๒:๑๘๖)
_________________________
หมายเหตุหนังสือเล่มนี้และผู้เขียน
_________________________
หนังสือ “การเดินทางของชีวิตด้วยดุอาอ์” โดยเมาลานา อบุล หะสัน อะลี อันนัดวีย์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าในขณะที่โลกยุคโบราณถูกครอบงำด้วยปรัชญากรีกที่ทำให้พระเจ้ากลายเป็นสิ่งนามธรรมที่ห่างไกล หรือลัทธิพหุเทวนิยมที่ดึงศรัทธาไปผูกติดกับรูปเคารพที่สัมผัสได้ ท่านนบี ﷺ ได้เข้ามาทำลายกำแพงเหล่านี้ด้วยการสอนให้มนุษย์รู้จักการ “ดุอาอ์” ต่อพระเจ้าองค์เดียวโดยตรง ซึ่งเป็นการคืนขุมทรัพย์ทางจิตวิญญาณที่สูญหายไปและทำให้บ่าวได้รับเกียรติในการสนทนากับพระผู้อภิบาลของตนอีกครั้ง
”الفلسفة الاغريقية… قد سدت باب الدعاء والالتجاء”
“ปรัชญากรีก… ได้ปิดประตูแห่งการวิงวอน (ดุอาอ์) และการขอความคุ้มครองลงสิ้น” (เนื่องจากมองว่าพระเจ้าเป็นเพียงอุดมคติที่ไม่มีความรู้สึกตอบสนอง)
”خلعتا كل صفة من صفات الاله على أشخاص ممن خلق”
“(ขณะที่ลัทธิบูชาเจว็ด) ได้นำเอาคุณลักษณะต่าง ๆ ของพระเจ้าไปสวมทับให้แก่บรรดาสิ่งถูกสร้าง (มนุษย์หรือวัตถุ)”
ผู้เขียนได้วางกรอบแนวคิดว่าดุอาอ์คือประจักษ์พยานแห่งความเป็นบ่าวที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเดินคู่ไปกับการดะอ์วะฮ์อันเป็นภารกิจหลักของศาสนทูต หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าดุอาอ์เป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังความสำเร็จในทุกเหตุการณ์สำคัญของชีวิตท่านนบี ﷺ ตั้งแต่การเผชิญหน้ากับศัตรูในสมรภูมิไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันอันเรียบง่าย โดยถ้อยคำอ้อนวอนเหล่านั้นสะท้อนถึงความนอบน้อมถ่อมตน ความยำเกรง และความไว้วางใจอย่างหมดหัวใจต่ออัลลอฮ์ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าวิถีแห่งนบีนั้นคือการผสมผสานระหว่างการลงมือปฏิบัติอย่างสุดความสามารถและการพึ่งพิงพระเจ้าอย่างถึงที่สุด
เมาลานา อบุล หะสัน อะลี อันนัดวีย์ ทำให้ผู้อ่านมองเห็นว่าการฟื้นฟูงานดะอ์วะฮ์ (ให้ถูกต้อง) อยู่ที่การฟื้นฟูการดุอาอ์ (ให้ถูกต้อง) ความเข้มแข็งของงานดะอ์วะฮ์ อยู่ที่ความเข้มแข็งของการดุอาอ์ และท่านทำให้เห็นว่าชีวิตของผู้ศรัทธาในทุกรายละเอียดและทุกขั้นตอน รวมไปถึงการควบคุมตัวเอง การขัดเกลาจิตใจ และการแสวงหาปัจจัย ล้วนแต่เคลื่อนไหวอยู่ในดุอาอ์
* The Book Circle (94) : การเดินทางของชีวิตด้วยดุอาอ์



