



#ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน ( في ظلال القرآن ) เป็นผลงานชิ้นเอกด้านการตัฟซีร (อรรถาธิบายอัลกุรอาน) ร่วมสมัยของ สัยยิด กุฏบ์ นักคิดนักเขียนผู้ทรงอิทธิพลชาวอียิปต์ ซึ่งความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอธิบายความหมายตามตัวอักษรหรือหลักไวยากรณ์เท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอผ่านมุมมองทางวรรณกรรมที่สอดแทรกปรัชญาทางสังคม การเมือง และการฟื้นฟูจิตวิญญาณ โดยผู้เขียนมุ่งเน้นให้ผู้อ่านสัมผัสถึงพลังของพจนารถแห่งพระเจ้าในบริบทของชีวิตจริง เพื่อให้ทางนำจากอัลกุรอานกลายเป็นทางออกของวิกฤตการณ์ในโลกปัจจุบัน ทำให้หนังสือชุดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนที่มีพลังในการขับเคลื่อนความคิดของโลกมุสลิมมากที่สุดชุดหนึ่งในศตวรรษที่ 20
งานเขียนชุดนี้เริ่มเผยแพร่เป็นตอนๆ ในรูปแบบนิตยสารช่วงปี ค.ศ. 1952 ก่อนจะรวมเล่มครั้งแรกในช่วงเวลาต่อมา โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ถูกเขียนและขัดเกลาในขณะที่เขาถูกจำคุก เมื่อได้รับการอธิบายหมดทั้งเล่มจึงจัดพิมพ์เป็นชุดจำนวน 6 เล่มใหญ่ ครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 30 ยุซอ์ของอัลกุรอาน ประมาณจำนวนหน้า 4000 หน้า
… สัยยิด กุฏบ์ (ค.ศ. 1906 – 1966) เกิดที่หมู่บ้านมูชา จังหวัดอัสยูต ประเทศอียิปต์ ในครอบครัวที่เคร่งครัดศาสนาและให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยท่านสามารถท่องจำอัลกุรอานได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะย้ายเข้าสู่กรุงไคโรเพื่อศึกษาต่อด้านครุศาสตร์และวรรณกรรมจนกลายเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าและนักวิจารณ์วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในช่วงแรกของชีวิตการทำงานท่านได้รับอิทธิพลจากแนวคิดตะวันตกและรับราชการในกระทรวงศึกษาธิการ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1948 – 1950 เมื่อท่านถูกส่งไปศึกษาดูงานที่สหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ที่นั่นทำให้ท่านเกิดความแปลกแยกต่อวัฒนธรรมตะวันตกและมองว่าเป็นสังคมที่เสื่อมโทรมทางศีลธรรม เมื่อกลับมายังอียิปต์ท่านจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับขบวนการอิควานมุสลิมีนและอุทิศตนให้กับการเขียนงานเชิงอุดมการณ์อิสลามอย่างเข้มข้น
ในช่วงที่รังสรรค์ผลงาน “ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” ถือเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยการทดสอบศรัทธาอย่างที่สุด จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อท่านถูกจำคุกในปี ค.ศ. 1954 ภายใต้รัฐบาลของญะมาล อับดุนนาศิร รัฐบาลฝ่ายสังคมนิยมมุกอาหรับในสมัยนั้น
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในเรือนจำ สัยยิด กุฏบ์ กลับพบความสงบทางจิตวิญญาณผ่านการพินิจพิจารณาโองการของอัลกุรอาน ท่านมักจะกล่าวว่าท่านมิได้เพียงแค่ “อ่าน” หรือ “ตีความ” แต่อยู่ในสถานะที่กำลัง “ใช้ชีวิต” อยู่ภายใต้ร่มเงาของคัมภีร์นี้จริงๆ การอธิบายอัลกุรอานของท่านจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งและเฉียบคม ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญหน้าระหว่างสัจธรรมกับอำนาจเผด็จการ ท่านใช้เวลาเกือบทั้งหมดในคุกเพื่อปรับปรุงเนื้อหาจากเดิมที่เป็นเพียงบทความวรรณกรรม ให้กลายเป็นบทวิเคราะห์ทางสังคมและการเมืองที่ทรงพลัง จนกระทั่งท่านถูกตัดสินประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1966 ทิ้งมรดกทางความคิดที่เขียนขึ้นด้วย “หยาดหมึกและหยดเลือด” ไว้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังทั่วโลกมุสลิมจนถึงปัจจุบัน
______________________
ตัวอย่างคำอธิบาย إياك نعبد وإياك نستعين
______________________
إياك نعبد وإياك نستعين
وهذه هي الكلية الاعتقادية التي تنشأ عن الكليات السابقة في السورة. فلا عبادة إلا لله، ولا استعانة إلا بالله.
وهنا كذلك مفرق طريق.. مفرق طريق بين التحرر المطلق من كل عبودية، وبين العبودية المطلقة للعبيد! وهذه الكلية تعلن ميلاد التحرر البشري الكامل الشامل. التحرر من عبودية الأوهام. والتحرر من عبودية النظم، والتحرر من عبودية الأوضاع. وإذا كان الله وحده هو الذي يعبد، والله وحده هو الذي يستعان ، فقد تخلص الضمير البشري من استذلال النظم والأوضاع والأشخاص، كما تخلص من استذلال الأساطير والأوهام والخرافات..
وهنا يعرض موقف المسلم من القوى الإنسانية، ومن القوى الطبيعية ..
“เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ”
และนี่คือหลักการศรัทธาที่เป็นองค์รวม (ข้อสรุปแห่งความเชื่อ) ซึ่งก่อตัวขึ้นจากหลักการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นในซูเราะฮ์นี้ (เช่น การเป็นพระเจ้าผู้ทรงอภิบาล และผู้ทรงสิทธิ์ในวันแห่งการตอบแทน) ดังนั้น จึงไม่มีการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ใด ๆ นอกจากเพื่ออัลลอฮ์ และไม่มีการวอนขอความช่วยเหลือ (ในอำนาจเหนือธรรมชาติ) ใด ๆ นอกจากต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว
และ ณ ตรงนี้เองคือทางแยก… (จุดตัดสินใจที่สำคัญของชีวิต) ทางแยกระหว่างเสรีภาพอันสมบูรณ์จากการเป็นทาสต่อทุกสรรพสิ่ง กับการตกเป็นทาสอย่างถอนตัวไม่ขึ้นต่อบรรดาบ่าว (มนุษย์หรือวัตถุ) ด้วยกันเอง! และหลักการที่เป็นองค์รวมนี้ (การมอบอิบาดะฮ์และขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว) คือการประกาศถึงรุ่งอรุณแห่งเสรีภาพของมนุษย์อย่างสมบูรณ์และครอบคลุม ทั้งการหลุดพ้นจากการเป็นทาสของภาพหลอน (สิ่งที่หลอกลวงจิตใจ) การหลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบอบต่าง ๆ (ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อกดขี่) และการหลุดพ้นจากการเป็นทาสของสถานภาพทางสังคม (ค่านิยมที่ผิดเพี้ยน)
และเมื่อใดที่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวคือผู้ที่ถูกเคารพภักดี และอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวคือผู้ที่ถูกวอนขอความช่วยเหลือ เมื่อนั้นมโนธรรม (จิตสำนึก) ของมนุษย์ย่อมหลุดพ้นจากการถูกเหยียดหยามโดยระบอบการปกครอง สถานภาพ หรือตัวบุคคล เช่นเดียวกับที่มันได้หลุดพ้นจากการสยบยอมต่อตำนานปรัมปรา ภาพหลอน และความงมงายทั้งหลาย (เพราะจิตใจผูกตรงอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดเพียงผู้เดียว)
และ ณ จุดนี้เอง ที่จุดยืนของมุสลิมที่มีต่ออำนาจของมนุษย์ และที่มีต่ออำนาจของธรรมชาติจะถูกนำเสนอออกมา… (เพื่อแสดงให้เห็นว่ามุสลิมควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อโลกใบนี้)
فأما القوى الإنسانية – بالقياس إلى المسلم – فهي نوعان: قوة مهتدية، تؤمن بالله، وتتبع منهج الله..
وهذه يجب أن يؤازرها، ويتعاون معها على الخير والحق والصلاح.. وقوة ضالة لا تتصل بالله ولا تتبع منهجه. وهذه يجب أن يحاربها ويكافحها ويغير عليها.
ولا يهولن المسلم أن تكون هذه القوة الضالة ضخمة أو عاتية. فهي بضلالها عن مصدرها الأول – قوة الله – تفقد قوتها الحقيقية. تفقد الغذاء الدائم الذي يحفظ لها طاقتها. وذلك كما ينفصل جرم ضخم من نجم ملتهب، فما يلبث أن ينطفئ ويبرد ويفقد ناره ونوره، مهما كانت كتلته من الضخامة. على حين تبقى لأية ذرة متصلة بمصدرها المشع قوتها وحرارتها ونورها: [كم من فئة قليلة غلبت فئة كثيرة بإذن الله
غلبتها باتصالها بمصدر القوة الأول، وباستمدادها من النبع الواحد للقوة وللعزة جميعا.
สำหรับพลังอำนาจของมนุษย์ เมื่อเทียบกับจุดยืนของมุสลิมนั้น แบ่งออกเป็นสองประเภท: ประเภทแรกคือ พลังอำนาจที่ได้รับทางนำ ซึ่งศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และดำเนินตามแนวทางของพระองค์ พลังประเภทนี้ มุสลิมจำเป็นต้องสนับสนุนและให้ความร่วมมือในด้านคุณธรรม ความสัตย์จริง และความดีงาม… ส่วนอีกประเภทคือ พลังอำนาจที่หลงผิด ซึ่งตัดขาดจากอัลลอฮ์และไม่ดำเนินตามแนวทางของพระองค์ พลังประเภทนี้ มุสลิมจำเป็นต้องต่อสู้ คัดค้าน และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงมัน
และอย่าได้ให้ความยิ่งใหญ่หรือความดุร้ายของพลังที่หลงผิดนี้มาทำให้มุสลิมเกิดความหวาดกลัว เพราะด้วยการที่มันหลงทิศทางไปจากแหล่งกำเนิดแรกเริ่ม—นั่นคือเดชานุภาพแห่งอัลลอฮ์—มันจึงสูญเสียพลังที่แท้จริงไป และสูญเสียแหล่งพลังงานถาวรที่คอยค้ำจุนศักยภาพของมันไว้ เปรียบเสมือนมวลสารขนาดมหึมาที่หลุดแยกตัวออกมาจากดาวฤกษ์ที่ลุกโชน ไม่นานนักมันย่อมดับมอด เย็นตัวลง และสูญเสียเปลวเพลิงกับแสงสว่างไป ไม่ว่ามวลของมันจะใหญ่โตเพียงใดก็ตาม ในขณะที่อณูเพียงเล็กน้อยที่ยังคงเชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดแสงสว่างของมัน ย่อมรักษาพลัง ความร้อน และแสงสว่างเอาไว้ได้ ดังคำดำรัสที่ว่า: “กี่มากน้อยแล้วที่กลุ่มชนจำนวนน้อยสามารถเอาชนะกลุ่มชนจำนวนมากได้ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์”
พวกเขาสามารถเอาชนะได้ด้วยการเชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดแห่งพลังอำนาจแรกเริ่ม และด้วยการตักตวงพลังมาจากต้นน้ำแห่งอำนาจและเกียรติยศเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
وأما القوى الطبيعية فموقف المسلم منها هو موقف التعرف والصداقة، لا موقف التخوف والعداء. ذلك أن قوة الإنسان وقوة الطبيعة صادرتان عن إرادة الله ومشيئته، محكومتان بإرادة الله ومشيئته، متناسقتان متعاونتان في الحركة والاتجاه.
إن عقيدة المسلم توحي إليه أن الله ربه قد خلق هذه القوى كلها لتكون له صديقا مساعدا متعاونا، وأن سبيله إلى كسب هذه الصداقة أن يتأمل فيها. ويتعرف إليها، ويتعاون وإياها، ويتجه معها إلى الله ربه وربها.
وإذا كانت هذه القوى تؤذيه أحيانا، فإنما تؤذيه لأنه لم يتدبرها ولم يتعرف إليها، ولم يهتد إلى الناموس الذي يسيرها.
ส่วน “พลังอำนาจทางธรรมชาติ” นั้น จุดยืนของมุสลิมที่มีต่อสิ่งเหล่านี้คือจุดยืนแห่งการทำความรู้จักและมิตรภาพ (การประสานประโยชน์) ไม่ใช่จุดยืนแห่งความหวาดกลัวและความเป็นศัตรู ทั้งนี้เพราะพลังอำนาจของมนุษย์และพลังอำนาจของธรรมชาติต่างอุบัติมาจากเจตนารมณ์และพระประสงค์ของอัลลอฮ์ (มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน) ถูกควบคุมโดยเจตนารมณ์และพระประสงค์ของอัลลอฮ์ อีกทั้งยังมีความสอดประสานและเกื้อกูลกันทั้งในด้านการขับเคลื่อนและทิศทาง (เพื่อเป้าหมายเดียวกัน)
หลักความเชื่อของมุสลิมนั้นดลใจให้เขารู้ว่า อัลลอฮ์ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเขานั้น ทรงสร้างพลังอำนาจเหล่านี้ทั้งมวลขึ้นมาเพื่อให้เป็นมิตร เป็นผู้ช่วย และเป็นผู้สนับสนุนแก่เขา (เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต) และหนทางที่เขาจะได้มาซึ่งมิตรภาพนี้ก็คือ การพินิจพิจารณาในสิ่งเหล่านั้น (การศึกษาธรรมชาติ) ทำความรู้จักกับมัน ร่วมมือไปพร้อมกับมัน และมุ่งหน้าไปพร้อมกับมันสู่อัลลอฮ์ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเขาและของมัน (ทุกสิ่งต่างมุ่งสู่พระเจ้า)
และหากพลังอำนาจเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เขาในบางครั้ง (เช่น ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ) นั่นเป็นเพียงเพราะเขาไม่ได้พิจารณามันอย่างถ่องแท้ ไม่ได้ทำความรู้จักกับมัน และไม่ได้เข้าถึงกฎเกณฑ์ (นามูส/กฎทางวิทยาศาสตร์) ที่ขับเคลื่อนมันอยู่เท่านั้น (คือการที่มนุษย์ไม่เข้าใจกฎธรรมชาติจึงวางตัวไม่ถูกจังหวะ)
ولقد درج الغربيون – ورثة الجاهلية الرومانية – على التعبير عن استخدام قوى الطبيعة بقولهم: “قهر الطبيعة” .. ولهذا التعبير دلالته الظاهرة على نظرة الجاهلية المقطوعة الصلة بالله، وبروح الكون المستجيب لله.
فأما المسلم الموصول القلب بربه الرحمن الرحيم، الموصول الروح بروح هذا الوجود المسبحة لله رب العالمين.. فيؤمن بأن هنالك علاقة أخرى غير علاقة القهر والجفوة. أنه يعتقد أن الله هو مبدع هذه القوى جميعا. خلقها كلها وفق ناموس واحد، لتتعاون على بلوغ الأهداف المقدرة لها بحسب هذا الناموس. وأنه سخرها للإنسان ابتداء ويسر له كشف أسرارها ومعرفة قوانينها. وأن على الإنسان أن يشكر الله كلما هيأ له أن يظفر بمعونة من إحداها. فالله هو الذي يسخرها له، وليس هو الذي يقهرها: ” سخر لكم ما في السماوات وما في الأرض جميعا ” ..
และบรรดาชาวตะวันตก—ผู้เป็นทายาทของอารยธรรมญาฮิลียะฮ์โรมัน—มักจะใช้สำนวนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพลังธรรมชาติด้วยคำพูดที่ว่า “การพิชิตธรรมชาติ” (Conquering Nature) ซึ่งสำนวนนี้มีนัยที่บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงมุมมองแบบญาฮิลียะฮ์ที่ตัดขาดความเชื่อมโยงกับอัลลอฮ์ และตัดขาดจากจิตวิญญาณของจักรวาลที่สยบยอมต่อพระองค์
ส่วนมุสลิมนั้น หัวใจของเขาเชื่อมโยงอยู่กับพระผู้อภิบาลผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตาเสมอ และจิตวิญญาณของเขาเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งนี้ที่ต่างแซ่ซ้องสดุดี (ตัสบีฮ์) ต่ออัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เขาจึงศรัทธาว่าที่ตรงนั้นมีความสัมพันธ์รูปแบบอื่นที่มิใช่ความสัมพันธ์แบบการบังคับข่มขู่ (การพิชิต) หรือความมึนตึงต่อกัน เขามีความเชื่อมั่นว่าอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้สรรสร้างพลังเหล่านี้ขึ้นมาทั้งหมด โดยทรงสร้างพวกมันมาภายใต้กฎเกณฑ์เดียว (นามูส) เพื่อให้พวกมันประสานความร่วมมือกันในการบรรลุเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ตามกฎเกณฑ์นั้น และพระองค์ทรงทำให้มันสยบยอม (อำนวยประโยชน์) แก่มนุษย์มาตั้งแต่ต้น (โดยที่มนุษย์ไม่ต้องใช้กำลังบังคับ) และทรงเกื้อหนุนให้มนุษย์ค้นพบความลับและล่วงรู้กฎสภาวะของมัน และมุสลิมมีหน้าที่ต้องขอบคุณต่ออัลลอฮ์ทุกครั้งที่พระองค์ทรงเอื้ออำนวยให้เขาได้รับความช่วยเหลือจากพลังเหล่านั้น เพราะอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ที่ทำให้มันสยบยอมเพื่อเขา มิใช่เขาเป็นผู้ไปพิชิตมัน ดังดำรัสที่ว่า: “และพระองค์ทรงให้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมดสยบยอม (อำนวยประโยชน์) แก่พวกเจ้า”
وإذن فإن الأوهام لن تملأ حسه تجاه قوى الطبيعة; ولن تقوم بينه وبينها المخاوف.. إنه يؤمن بالله وحده، ويعبد الله وحده، ويستعين بالله وحده. وهذه القوى من خلق ربه. وهو يتأملها ويألفها ويتعرف أسرارها، فتبذل له معونتها، وتكشف له عن أسرارها. فيعيش معها في كون مأنوس صديق ودود.. وما أروع قول الرسول – صلى الله عليه وسلم – وهو ينظر إلى جبل أحد : هذا جبل يحبنا ونحبه .. ففي هذه الكلمات كل ما يحمله قلب المسلم الأول محمد – صلى الله عليه وسلم – من ود وألفة وتجاوب، بينه وبين الطبيعة في أضخم وأخشن مجاليها.
وبعد تقرير تلك الكليات الأساسية في التصور الإسلامي; وتقرير الاتجاه إلى الله وحده بالعبادة والاستعانة..
يبدأ في التطبيق العملي لها بالتوجه إلى الله بالدعاء على صورة كلية تناسب جو السورة وطبيعتها:
[اهدنا الصراط المستقيم. أنعمت عليهم، غير المغضوب عليهم ولا الضالين
ดังนั้น มายาคติ (ความงมงายและความเข้าใจผิด) ย่อมไม่อาจเกาะกินความรู้สึกของเขาที่มีต่อพลังอำนาจแห่งธรรมชาติได้ และความหวาดกลัวทั้งหลายย่อมไม่อาจเกิดขึ้นระหว่างเขากับสิ่งเหล่านั้น (เพราะเขารู้ว่าธรรมชาติไม่มีอำนาจอิสระเอง)… แท้จริงเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว และขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว โดยที่พลังอำนาจเหล่านี้ก็คือสิ่งที่พระผู้อภิบาลของเขาเป็นผู้ทรงสร้าง เขาจึงพินิจพิจารณามัน สร้างความคุ้นเคยกับมัน และเรียนรู้ความลับของมัน (ผ่านการศึกษาและสังเกต) แล้วมันก็จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่เขา และเปิดเผยความลับของมันออกมา (ผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และการใช้ประโยชน์) เขาจึงได้ใช้ชีวิตร่วมกับมันในจักรวาลที่เปี่ยมด้วยความคุ้นเคย เป็นมิตร และเปี่ยมด้วยไมตรีจิต…
ช่างงดงามยิ่งนักกับถ้อยคำของท่านศาสนทูต (ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในขณะที่ท่านมองไปยังภูเขาอุฮุดว่า: “นี่คือภูเขาที่รักเรา และเรารักมัน” (เป็นการแสดงถึงความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม)… ในถ้อยคำเหล่านี้ได้บรรจุไว้ซึ่งความรัก ความคุ้นเคย และการตอบสนองต่อกันที่หัวใจของมุสลิมคนแรกคือ ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มีต่อธรรมชาติ แม้ในสภาวะที่ใหญ่โตและหยาบกระด้างที่สุดของมันก็ตาม (เช่น ภูเขาหินที่ดูแข็งกร้าว แต่ก็มีความผูกพันในทางจิตวิญญาณ)
และหลังจากที่ได้วางรากฐานหลักการสำคัญเหล่านั้นในโลกทัศน์แบบอิสลาม (การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพระเจ้า มนุษย์ และธรรมชาติ) รวมถึงการกำหนดทิศทางในการมุ่งสู่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวด้วยการเคารพภักดีและการขอความช่วยเหลือแล้ว…ก็ได้เริ่มเข้าสู่การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ (เปลี่ยนจากความเข้าใจสู่การกระทำ) ด้วยการมุ่งสู่อัลลอฮ์ผ่านการดุอาอ์ (การขอพร) ในรูปแบบที่เป็นองค์รวม ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศของซูเราะฮ์และธรรมชาติของมัน (ที่เป็นซูเราะฮ์แห่งการเปิดและปูพื้นฐานทั้งหมด):
“ขอพระองค์ทรงชี้แนะพวกข้าพระองค์สู่ทางอันเที่ยงธรรม (แนวทางที่ถูกต้องชัดเจน) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเมตตาแก่พวกเขา (บรรดาศาสดาและผู้โอบรับสัจธรรม) มิใช่ทางของพวกที่ถูกกริ้ว (ผู้ที่รู้ความจริงแต่ฝ่าฝืน) และมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด (ผู้ที่ปฏิบัติโดยปราศจากความรู้)”
#ข้อสังเกต การอธิบายของ สัยยิด กุฏบ์ แตกต่างจากนักวิชาการทั่วไปด้วยการเปลี่ยนหลักเทววิทยาให้กลายเป็น “รุ่งอรุณแห่งเสรีภาพ” โดยเขามองว่าประโยค “เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพภักดี” มิใช่เพียงการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ แต่คือการประกาศเอกราชของมนุษย์จากการเป็นทาสของระบอบการปกครอง ค่านิยมทางสังคม และความงมงายทั้งปวง กุฏบ์เปลี่ยนมโนทัศน์เรื่องการสยบยอมต่อพระเจ้าให้กลายเป็นการปลดแอกจิตสำนึกจากการถูกเหยียดหยามโดยอำนาจของมนุษย์ด้วยกันเองอย่างสิ้นเชิง
ในด้านความสัมพันธ์กับอำนาจ กุฏบ์ใช้การเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลัง โดยมองว่ากลุ่มอำนาจที่ตัดขาดจากพระเจ้าเปรียบเสมือน “มวลสารที่หลุดจากดาวฤกษ์” แม้จะดูยิ่งใหญ่แต่จะค่อยๆ ดับมอดและสูญเสียพลังที่แท้จริงไป เพราะขาดแหล่งพลังงานถาวรคอยค้ำจุน การตีความเช่นนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ศรัทธาที่มีจำนวนน้อยว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ใหญ่โตได้ หากหัวใจยังคงเชื่อมต่อกับ “แหล่งกำเนิดเดชานุภาพ” เพียงหนึ่งเดียว คืออัลลอฮ์
กุฏบ์ยังฉีกแนวคิดแบบตะวันตกที่มองธรรมชาติเป็นศัตรูที่ต้อง “พิชิต” แต่เขานำเสนอภาพ “มิตรภาพระหว่างมนุษย์กับจักรวาล” ที่ต่างสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ (นามูส) เดียวกัน เขาเปลี่ยนความหวาดกลัวต่อภัยธรรมชาติให้เป็นการศึกษาเพื่อทำความรู้จักและประสานประโยชน์ โดยยกตัวอย่างความรักที่ท่านนบีมีต่อภูเขาอุฮุดมาเป็นตัวเชื่อมโยง ทำให้โลกทัศน์ของมุสลิมกลายเป็นการใช้ชีวิตท่ามกลางสรรพสิ่งที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตและมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดียวกันภายใต้พระประสงค์ของพระเจ้า
______________________
หมายเหตุหนังสือชุดนี้และผู้เขียน
______________________
สำหรับหนังสือชุดนี้ในฉบับแปลภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อว่า In the Shade of the Qur’an ประกอบไปด้วยทั้งหมด 18 เล่มจบ ครอบคลุมเนื้อหาครบทั้ง 30 ยุซของอัลกุรอาน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Islamic Foundation ในประเทศอังกฤษ โดยเริ่มทยอยตีพิมพ์เล่มแรก (เล่มที่ 1) ออกมาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1999 และใช้เวลาดำเนินการแปลและจัดพิมพ์ต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษจนครบถ้วนทั้งชุด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นฉบับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในบรรดางานแปลตัฟสีรชุดนี้เป็นภาษาอังกฤษ
ผู้แปลหลักของหนังสือชุดนี้คือ Adil Salahi เป็นนักวิชาการมุสลิม นักเขียน และนักสื่อสารมวลชนที่มีชื่อเสียงระดับโลก เกิดที่ประเทศซีเรีย แต่ใช้ชีวิตและสร้างผลงานส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษ แนวคิดหลักของเขาในการแปลคือ “การทำให้คนสมัยใหม่เข้าใจอิสลามในภาษาที่สละสลวยแต่ไม่ซับซ้อน” แม้ว่าตัวผู้เขียนต้นฉบับคือ Sayyid Qutb จะมีแนวคิดที่ค่อนข้างเข้มข้นและมีประเด็นทางการเมืองสูง แต่ Adil Salahi ในฐานะผู้แปล มักจะเน้นไปที่ “คุณค่าทางจิตวิญญาณและจริยธรรม” มากกว่า เขาพยายามถ่ายทอดสิ่งที่ Qutb ต้องการสื่อในเชิงวรรณกรรมและการมองโลกผ่านสายตาของมุสลิม โดยพยายามรักษาความเป็นกลางทางวิชาการไว้
ระหว่างผู้เขียนอย่าง Sayyid Qutb และผู้แปลอย่าง Adil Salahi เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า งานวิชาการระดับโลกไม่จำเป็นต้องเกิดจากผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองหรืออุดมการณ์ที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เพราะในขณะที่กุฏุบเขียนตัฟสีรชุดนี้ขึ้นด้วยภาษาที่ทรงพลังและวิพากษ์สังคมอย่างเผ็ดร้อนจากประสบการณ์ความขัดแย้งในอียิปต์ แต่ Salahi กลับใช้มุมมองของนักวิชาการสายกลางและนักวารสารศาสตร์ในโลกตะวันตก เข้ามา “กลั่นกรอง” และ “ถ่ายทอด” เนื้อหาเหล่านั้นด้วยความเคารพในต้นฉบับ แต่เน้นหนักไปที่ความสวยงามของภาษาและหลักจริยธรรมสากล ซึ่งการที่ผู้แปลมีบุคลิกทางความคิดที่สุขุมและเป็นวิชาการมากกว่านี้เอง ที่ช่วยลดทอนความแข็งกร้าวของบริบททางการเมืองเฉพาะถิ่นลง และเปลี่ยนให้ In the Shade of the Qur’an กลายเป็นวรรณกรรมทางศาสนาที่ทรงคุณค่าและเข้าถึงหัวใจของผู้อ่านทั่วโลกได้โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง
… ลักษณะอันโดดเด่นของหนังสือชุด “ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” สามารถสรุปถึงความพิเศษที่ทำให้งานเขียนของ ท่านสัยยิด กุฏบ์ แตกต่างจากตำราตัฟซีรเล่มอื่นๆ ได้ดังนี้
ประการแรกคือ “สุนทรียภาพทางวรรณกรรมที่เข้าถึงจิตวิญญาณ” เนื่องจากท่านมีพื้นฐานเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมระดับครู ท่านจึงมิได้อธิบายอัลกุรอานเพียงแค่หลักไวยากรณ์หรือนิติศาสตร์อิสลามอย่างแห้งแล้ง แต่ท่านใช้ภาษาที่สละสลวย ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยจินตภาพ เพื่อดึงให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในเหตุการณ์และสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของพระดำรัสพระเจ้า ท่านเน้นการสร้างความเข้าใจใน “ภาพรวม” และ “เป้าหมายหลัก” ของแต่ละสูเราะฮ์ ทำให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงโองการต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวได้อย่างน่าอัศจรรย์
ประการต่อมาคือ “ความเป็นพลวัตและการประยุกต์ใช้กับโลกสมัยใหม่” ท่านเขียนหนังสือชุดนี้ขึ้นมาโดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้อัลกุรอานเป็น “ทางนำสำหรับการเคลื่อนไหว” (Harakah) ในชีวิตจริง มิใช่เพียงคัมภีร์ที่ไว้อ่านเพื่อผลบุญเท่านั้น ท่านได้วิเคราะห์ปัญหาสังคม การเมือง และจริยธรรมของโลกในยุคนั้น โดยนำเอาโองการจากอัลกุรอานมาเป็นคำตอบและทางออกของวิกฤตการณ์ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ หนังสือชุดนี้จึงมีลักษณะเป็นงานเขียนเชิงวิพากษ์สังคมที่ปลุกจิตสำนึกให้มุสลิมหันกลับมาจัดระเบียบชีวิตและสังคมตามครรลองของอิสลามอย่างแท้จริง
ประการสุดท้ายคือ “บริบทของการเขียนที่กลั่นกรองจากศรัทธาอันแรงกล้า” เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือชุดนี้ถูกเขียนขึ้นในขณะที่ท่านถูกจองจำและเผชิญกับการทดสอบอย่างหนักในเรือนจำ ความโดดเด่นจึงอยู่ที่ “ความจริงใจ” และ “ความลึกซึ้ง” ของผู้เขียนที่กำลังเผชิญหน้ากับความตาย ท่านเขียนด้วยความรู้สึกของผู้ที่ได้ “ใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” ท่ามกลางพายุแห่งการกดขี่ ทำให้ทุกตัวอักษรมีพลังในการขับเคลื่อนศรัทธาและส่งผลต่อความคิดของผู้คนอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นงานตัฟซีรที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อิสลามร่วมสมัย
… นักวิชาการและบุคคลสำคัญในโลกอิสลามหลายท่านที่ได้กล่าวถึงและให้ทัศนะต่อหนังสือ “ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” (Fi Zilal al-Qur’an) ของท่านสัยยิด กุฏบ์ ไว้มากมาย
Abul Hasan Ali Hasani Nadwi นักวิชาการและปัญญาชนชาวอินเดียผู้ทรงอิทธิพล ท่านได้เคยวิเคราะห์งานของท่านสัยยิด กุฏบ์ และกล่าวถึงพลังของหนังสือเล่มนี้ในการท้าทายกระแสวัตถุนิยมและความคิดแบบฆราวาสนิยม (Secularism) ที่กำลังครอบงำสังคมมุสลิมในขณะนั้น
Muhammad Qutb น้องชายของท่านสัยยิด กุฏบ์ ซึ่งเป็นนักคิดและนักวิชาการเช่นกัน ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่และจัดทำหนังสือชุดนี้ต่อหลังจากที่พี่ชายเสียชีวิต ท่านมักจะย้ำถึงความตั้งใจของท่านสัยยิดที่ต้องการให้หนังสือเล่มนี้เป็น “โครงการทางความคิด” มากกว่าแค่หนังสืออธิบายความหมาย
Yusuf Al-Qaradawi แม้ท่านจะมีความเห็นแตกต่างกันในบางประเด็น แต่ท่านก็มองว่า “ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” ไม่ใช่เพียงการตัฟซีรแบบเดิมๆ แต่เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจและปลุกจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ให้กลับมามีความภาคภูมิใจในอิสลาม ท่านถือว่าหนังสือชุดนี้เป็นหนึ่งในงานเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20
Muhammad Metwalli al-Sha’rawi นักตัฟซีรผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของอียิปต์ แม้ท่านจะมีสไตล์การอธิบายอัลกุรอานที่แตกต่างออกไป แต่ท่านเคยกล่าวชื่นชมท่านสัยยิด กุฏบ์ ในเรื่องความลุ่มลึกของการใช้ภาษา โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึง “ความมหัศจรรย์ของถ้อยคำ” (I’jaz) ซึ่งท่านอัช-ชะอ์รอวีย์ถือว่าท่านสัยยิดได้เปิดมิติใหม่ในการเข้าถึงความงดงามของอัลกุรอาน
Manna’ al-Qattan นักวิชาการอาวุโสผู้เขียนตำรา “วิชาการอัลกุรอาน” (Mabahith fi ‘Ulum al-Qur’an) ซึ่งใช้เป็นตำรามาตรฐานในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ท่านได้บรรจุชื่อของ “ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” ไว้ในรายชื่อหนังสือตัฟซีรที่สำคัญในยุคปัจจุบัน โดยท่านให้ความเห็นว่าเป็นงานตัฟซีรที่เน้น “สีสันทางสังคม” (al-Lawn al-Ijtima’i) ที่มีความชัดเจนและทรงพลังที่สุด
… หนังสือชุดนี้ถือเป็น “ตำราแม่บท” ของขบวนการฟื้นฟูอิสลาม (Islamic Revivalism) ทั่วโลก ตั้งแต่อียิปต์ไปจนถึงอินโดนีเซีย เราสามารถกล่าวถึงอิทธิพลของหนังสือ “ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน” ในโลกอิสลามได้ว่า เป็นงานเขียนที่ “เปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ของการทำความเข้าใจอัลกุรอานจากตำราที่เน้นการตีความตัวอักษร ไปสู่การเป็น “ธรรมนูญแห่งการเคลื่อนไหว” ของมุสลิมร่วมสมัย โดยมีอิทธิพลในด้านต่างๆ
สัยยิด กุฏบ์ ได้ยกระดับมาตรฐานการเขียนงานทางศาสนาให้มีความเป็น “วรรณกรรม” สูงขึ้น อิทธิพลนี้ทำให้บทเทศนา (คุฏบะฮ์) และงานเขียนของนักวิชาการรุ่นหลังมีความสละสลวย มีพลังในการปลุกใจ และเน้นการสร้างจินตภาพมากขึ้น ช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับระบบการศึกษาสมัยใหม่สามารถเข้าถึงอัลกุรอานได้โดยไม่รู้สึกว่าล้าสมัย
การที่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในคุกและผู้เขียนจบชีวิตด้วยการถูกประหาร ทำให้หนังสือมีอิทธิพลในเชิงสัญลักษณ์ของการ “ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความจริง” อิทธิพลนี้ส่งผลให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความจริงใจของเนื้อหา จนกลายเป็นหนังสือที่มุสลิมสายกิจกรรม (Activist) แทบทุกคนต้องมีไว้ในครอบครอง
* The Book Circle (51) : in the shade of quran



