



#รูฮุลมะอานีย์ เผยแพร่ออกมาในปี ฮ.ศ. 1267 ( ค.ศ. 1851) เป็นผลงานชิ้นเอกของท่านมะห์มูด อัลอะลูสีย์ (Mahmud al-Alusi) นักปราชญ์ผู้ลือนามแห่งแบกแดด โดยมีชื่อเต็มว่า ชิฮาบุดดีน อะบู อัษษะนาอ์ มะห์มูด บิน อับดุลลอฮ์ อัลหุสัยนีย์ อัลอะลูสีย์ (Shihab al-Din Abu al-Thana’ Mahmud b. ‘Abd Allah al-Husayni al-Alusi) ท่านถือเป็นมุฟัซซิร (นักอธิบายกุรอาน) ผู้มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวิชาการแบบจารีตเข้ากับบริบทในยุคของท่าน
ผลงานระดับตำนานเล่มนี้เริ่มเขียนขึ้นเมื่อปี ฮ.ศ. 1252 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ฮ.ศ. 1267 (ตรงกับ ค.ศ. 1836 – 1851) โดยใช้ระยะเวลาในการรังสรรค์นานถึง 15 ปี ท่านอัลอะลูสีย์ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในช่วงบ่ายของทุกวันเพื่อการนิพนธ์ตำรานี้ จนกระทั่งเสร็จสิ้นลงในช่วงปลายอายุของท่านก่อนจะเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 1270 (ค.ศ. 1854) สำหรับจำนวนเล่มนั้นมีความแตกต่างกันไปตามการจัดพิมพ์ โดยทั่วไปจะมีประมาณ 15 ถึง 30 เล่ม และมีจำนวนหน้าโดยรวมมากกว่า 10,000 หน้า ถือเป็นตัฟซีรที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมเนื้อหาอย่างมหาศาล
ตัฟซีรชุดนี้มีชื่อเต็มว่า
روح المعاني في تفسير القرآن العظيم والسبع المثاني
(Rūḥ al-Ma‘ānī fī Tafsīr al-Qur’ān al-‘Aẓīm wa-al-Sab‘ al-Mathānī)
“จิตวิญญาณแห่งความหมายในการอธิบายอัลกุรอานอันยิ่งใหญ่และเจ็ดอายะฮ์ที่ถูกอ่านซ้ำ (อัลฟาติหะฮ์)”
“The Spirit of Meanings in the Exegesis of the Sublime Qur’an and the Seven Oft-Repeated Verses”
คำว่า “والسبع المثاني” (wa-al-Sab‘ al-Mathānī) ที่ปรากฏในชื่อตำรา มีความหมายถึง “เจ็ดอายะฮ์ที่ถูกอ่านซ้ำ” ซึ่งเป็นสมญานามของสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ (บทเปิดของคัมภีร์อัลกุรอาน) ที่มีจำนวน 7 อายะฮ์ และถูกกำหนดให้ต้องอ่านซ้ำในทุกร็อกอัตของการละหมาด การที่ท่านมะห์มูด อัลอะลูสีย์ นำส่วนนี้มาใส่ไว้ในชื่อตำรา มีที่มาจากหลักฐานในคัมภีร์อัลกุรอานโดยตรงในสูเราะฮ์อัลหิจญ์ อายะฮ์ที่ 87 ที่ได้ระบุว่า
وَلَقَدْ آتَيْنَاكَ سَبْعًا مِّنَ الْمَثَانِي وَالْقُرْآنَ الْعَظِيمَ
”และโดยแน่นอน เราได้ประทานแก่เจ้า(มุฮัมมัด) ซึ่งเจ็ดอายะฮ์ที่ถูกอ่านซ้ำ (อัลฟาติหะฮ์) และอัลกุรอานอันยิ่งใหญ่”
การระบุชื่อส่วนนี้ควบคู่กับ “อัลกุรอานอันยิ่งใหญ่” ในชื่อหนังสือ เป็นบอกถึงความสำคัญของสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ ในฐานะ “แม่บทแห่งคัมภีร์” (อุมมุลกิตาบ) ซึ่งสรุปใจความสำคัญทั้งหมดของอัลกุรอานไว้ในบทเดียว การตีความในตำรานี้จึงมุ่งเน้นที่จะดึงเอา “จิตวิญญาณแห่งความหมาย” ออกมาจากแม่บทนี้นั่นเอง
… ท่านชิฮาบุดดีน อะบู อัษษะนาอ์ มะห์มูด บิน อับดุลลอฮ์ อัลหุสัยนีย์ อัลอะลูสีย์ (ฮ.ศ. 1217 – 1270 / ค.ศ. 1802 – 1854) เกิดในหมู่บ้านกัรค์ กรุงแบกแดด ท่ามกลางบรรยากาศทางวิชาการของตระกูลอัลอะลูสีย์อันเก่าแก่ ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของโลกอิสลามภายใต้การปกครองของอาณาจักรอุษมานียะฮ์ (Ottoman Empire) ซึ่งเป็นยุคที่แบกแดดกำลังเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปฏิรูปการปกครองจากศูนย์กลางที่อิสตันบูล รวมถึงการแทรกซึมของแนวคิดตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในดินแดนอาหรับและตะวันออกกลาง
ในด้านภูมิหลังและการศึกษา ท่านอัลอะลูสีย์ฉายแววความเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยเริ่มศึกษาศาสตร์พื้นฐานอิสลามจากบิดาและปราชญ์ในแบกแดดจนสามารถท่องจำอัลกุรอานและตำราหลักทางการภาษาและนิติศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว ท่านเป็นนักอ่านที่มุมานะและเริ่มเขียนงานวิชาการตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี ต่อมาท่านได้ดำรงตำแหน่งสำคัญคือ “มุฟตีแห่งแบกแดด” (Grand Mufti of Baghdad) ในปี ฮ.ศ. 1248 ซึ่งทำให้ท่านมีบทบาทอย่างสูงในการวินิจฉัยข้อชี้ขาดทางศาสนาและควบคุมดูแลงานวิชาการในภูมิภาค
พัฒนาการแนวคิดของท่านมีความโดดเด่นในแง่ของความเป็นอิสระทางวิชาการ (Ijtihad) แม้ท่านจะเติบโตมาในมัซฮับชาฟิอี แต่ในงานเขียนรุ่นหลังโดยเฉพาะในตัฟซีรรูห์ อัลมะอานี ท่านมักจะเลือกใช้ทัศนะที่ท่านเห็นว่ามีหลักฐานเข้มแข็งที่สุด ซึ่งบางครั้งสอดคล้องกับมัซฮับหะนะฟีหรือทัศนะของสะลัฟศอลิห์ ท่านมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับผู้รู้ในยุคสมัยเดียวกัน โดยได้รับความเคารพอย่างสูงในฐานะปราชญ์ผู้ปราดเปรื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษ์ฯ เนื่องจากท่าทีที่เปิดกว้างและการวิเคราะห์เชิงปรัชญาและตะเศาวุฟ
ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ท่านได้ออกเดินทางไปยังอิสตันบูลเพื่อพบปะกับเหล่าปราชญ์และขุนนางชั้นสูงของอาณาจักรอุษมานียะฮ์ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือบันทึกการเดินทางของท่านชื่อ “ฆอรออิบ อัลอิคติรอบ” (Ghara’ib al-Ightirab) สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของท่านกับศูนย์กลางอำนาจอิสลามในยุคนั้น ท่านมักจะถกปัญหาทางปัญญากับเหล่านักวิชาการร่วมสมัยอย่างเผ็ดร้อนแต่เปี่ยมด้วยมารยาท จนกระทั่งท่านล้มป่วยและกลับมาเสียชีวิตที่แบกแดด ทิ้งไว้เพียงผลงานอันเป็นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาการอิสลามแบบดั้งเดิมกับการวิเคราะห์ที่ร่วมสมัยที่สุดของศตวรรษที่ 19
_________________________
ตัวอย่างการอธิบาย إياك نعبد وإياك نستعين
_________________________
والعبادة أعلى مراتب الخضوع ولا يجوز شرعا ولا عقلا فعلها إلا لله تعالى لأنه المستحق لذلك لكونه موليا لأعظم النعم من الحياة والوجود وتوابعهما ولذلك يحرم السجود لغيره سبحانه لأن وضع أشرف الأعضاء على أهون الأشياء هو التراب وموطىء الأقدام والنعال غاية الخضوع وقيل: لا تستعمل إلا في الخضوع له سبحانه وما ورد من نحو قوله تعالى إِنَّكُمْ وَما تَعْبُدُونَ مِنْ دُونِ اللَّهِ [الأنبياء:٩٨]
وارد على زعمهم تعريضا لهم ونداء على غباوتهم وتستعمل بمعنى الطاعة ومنه أَنْ لا تَعْبُدُوا الشَّيْطانَ وبمعنى الدعاء منه إِنَّ الَّذِينَ يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبادَتِي [غافر: ٦٠] وبمعنى التوحيد ومنه وَما خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ [الذاريات: ٥٦] وكلها متقاربة المعنى وذكر بعض المحققين أن لها ثلاث درجات (١) لأنه إما أن يعبد الله تعالى رغبة في ثوابه أو رهبة من عقابه ويختص باسم الزاهد حيث يعرض عن متابعة الدنيا وطيباتها طمعا فيما هو أدوم وأشرف وهذه مرتبة نازلة عند أهل الله تعالى وتسمى عبادة وإما أن يعبد الله تعالى تشرفا بعبادته أو لقبوله لتكاليفه أو بالانتساب إليه وهذه مرتبة متوسطة وتسمى بالعبودية (٢) وإما أن يعبد الله تعالى لاستحقاقه الذاتي من غير نظر إلى نفسه بوجه من الوجوه ولا يقتضيه إلا الخضوع والذلة وهذه أعلى الدرجات وتسمى بالعبودة وإليه الإشارة بقول المصلى.
การเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) คือระดับสูงสุดของการนอบน้อมถ่อมตน ซึ่งไม่อนุญาตทั้งทางบทบัญญัติศาสนา (ชัรอัน) และทางสติปัญญา (อักลัน) ที่จะกระทำต่อสิ่งใดเว้นแต่ต่ออัลลอฮ์ตะอาลาเท่านั้น เพราะพระองค์คือผู้ทรงสิทธิ์ในสิ่งนั้นเนื่องจากพระองค์เป็นผู้ประทานโปรดปราน (มูลิยัน) ต่อความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อันได้แก่ ชีวิต การมีอยู่ และสิ่งอื่นที่ตามมา (เช่น ปัจจัยยังชีพและอวัยวะต่างๆ) ด้วยเหตุนี้การสุญูด (การกราบ) ต่อสิ่งอื่นจากพระองค์สุบหานะฮูจึงเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) เพราะการวางอวัยวะที่มีเกียรติที่สุด (หน้าผาก) ลงบนสิ่งที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งก็คือฝุ่นดินอันเป็นที่เหยียบย่ำของเท้าและรองเท้า ถือเป็นที่สุดแห่งการนอบน้อม
และมีผู้กล่าวว่า: คำนี้ (อิบาดะฮ์) จะไม่ถูกใช้ยกเว้นในการนอบน้อมต่อพระองค์สุบหานะฮูเท่านั้น ส่วนที่ปรากฏในข้อความทำนองดำรัสของพระองค์ที่ว่า “แท้จริงพวกเจ้าและสิ่งที่พวกเจ้าเคารพภักดี (ตะอ์บุดูน) อื่นจากอัลลอฮ์…” [อัลอันบิยาอ์: 98] นั้น เป็นสิ่งที่ระบุออกมาตามข้ออ้างของพวกเขา (พวกมุชริกีน) เพื่อเป็นการเหน็บแนมและประกาศถึงความเขลาของพวกเขาเอง
นอกจากนี้ คำว่า “อิบาดะฮ์” ยังถูกใช้ในความหมายว่า “การสวามิภักดิ์” (อัฏฏออะฮ์) ดังเช่นในโองการที่ว่า “พวกเจ้าจงอย่าเคารพภักดี (สวามิภักดิ์) ต่อชัยฏอน” และใช้ในความหมายว่า “การดุอาอ์” (การวิงวอนขอ) ดังเช่นในโองการที่ว่า “แท้จริงบรรดาผู้ที่โอหังต่อการเคารพภักดี (การดุอาอ์) ต่อข้า…” [ฆอฟิร: 60] และใช้ในความหมายว่า “การให้เอกภาพ” (อัตเตาฮีด) ดังเช่นในโองการที่ว่า “และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่อสิ่งใด เว้นแต่เพื่อให้พวกเขาเคารพภักดี (ให้เอกภาพ) ต่อข้า” [อัซซาริยาต: 56] ซึ่งความหมายทั้งหมดนี้มีความใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ นักวิชาการผู้พิถีพิถันบางท่านได้ระบุว่า อิบาดะฮ์นั้นมี 3 ระดับ คือ
(1) การที่บุคคลหนึ่งเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตะอาลาเนื่องด้วยความปรารถนาในผลบุญของพระองค์ หรือด้วยความยำเกรงต่อการลงโทษของพระองค์ ซึ่งระดับนี้จะจำเพาะอยู่กับชื่อของ “อัซซาฮิด” (ผู้สละโลก) เนื่องจากเขาผู้นั้นละทิ้งการติดตามโลกดุนยาและสิ่งดีงามของมันเพื่อหวังในสิ่งที่มีความยั่งยืนและมีเกียรติยิ่งกว่า ทว่านี่ถือเป็นระดับที่ต่ำในทัศนะของ “ชาวของอัลลอฮ์” (อะฮ์ลุลลอฮ์/ผู้เข้าถึงธรรม) และเรียกสิ่งนี้ว่า “อิบาดะฮ์” (การเคารพภักดีทั่วไป)
(2) การที่บุคคลหนึ่งเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตะอาลาเพื่อความทรงเกียรติด้วยการได้ทำหน้าที่ภักดีต่อพระองค์ หรือเพื่อให้พระองค์ทรงตอบรับการปฏิบัติหน้าที่ (ตักลีฟ) ของเขา หรือเพื่อการได้เชื่อมโยงสังกัดเข้ากับพระองค์ ซึ่งนี่คือระดับปานกลางและถูกเรียกว่า “อัลอุบูดียะฮ์” (จิตวิญญาณแห่งบ่าว)
(3) การที่บุคคลหนึ่งเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตะอาลาเพราะความคู่ควรโดยเนื้อแท้ของพระองค์ โดยไม่มองมาที่ผลประโยชน์ของตนเองในแง่ใดแง่หนึ่งเลย และไม่มีสิ่งใดผลักดันเขานอกจากความนอบน้อมและความต่ำต้อย (ต่อหน้าความยิ่งใหญ่ของพระองค์) ซึ่งนี่คือระดับสูงสุดและถูกเรียกว่า “อัลอุบูดะฮ์” (ความเป็นบ่าวที่สมบูรณ์) และระดับนี้เองคือสิ่งที่ถูกชี้ถึงด้วยคำกล่าวของผู้ปฏิบัติละหมาด (ในขณะอ่าน “อียากะ นะอ์บุดุ”)
والاستعانة طلب المعونة وياء فعله منقلبة عن واو وتمسكت الجبرية والقدرية بهذه الآية أما الجبرية فقالوا لو كان العبد مستقلا لما كان للاستعانة على الفعل فائدة، وأما القدرية فقالوا: السؤال إنما يحسن لو كان العبد متمكنا في أصل الفعل فيطلب الإعانة من الغير أما إذا لم يقدر عليه لم يكن للاستعانة فائدة، وقد أشار ناصر الملة والدين البيضاوي بيض الله تعالى وجه حجته ببيان المعونة إلى أنه لا تمسك لواحد من الفريقين في ذلك حيث قال: وهي إما ضرورية أو غيرها والضرورية ما لا يتأتى الفعل دونه كاقتدار الفاعل وتصوره وحصول آلة ومادة يفعل بها فيها وعند استجماعها يصح أن يوصف الرجل بالاستطاعة ويصح أن يكلف بالفعل وغير الضرورية تحصيل ما يتيسر به الفعل ويسهل كالراحلة في السفر للقادر على المشي أو يقرب الفاعل إلى الفعل ويحثه عليه وهذا القسم لا يتوقف عليه صحة التكليف انتهى
وحاصله أن الاستعانة طلب ما يتمكن به العبد من الفعل أو يوجب اليسر عليه وشيء منهما لا يوجب الجبر ولا القدر
ส่วนการขอความช่วยเหลือ (อัลอิสติอานะฮ์) คือการร้องขอการสนับสนุน (มะอูนะฮ์) โดยที่อักษร “ยาอ์” ในตัวรากศัพท์ของมันนั้นกลายมาจากอักษร “วาว” (จากรากศัพท์ ع-و-ن) ทั้งนี้กลุ่มญับรียะฮ์ (กลุ่มที่เชื่อว่ามนุษย์ถูกบังคับโดยสภาวการณ์) และกลุ่มเกาะดะรียะฮ์ (กลุ่มที่เชื่อว่ามนุษย์มีอำนาจเด็ดขาดในการกระทำของตน) ต่างก็นำโองการนี้มาเป็นหลักฐานอ้างอิง
โดยที่กลุ่มญับรียะฮ์กล่าวว่า: หากบ่าวมีความเป็นอิสระ (ในการสร้างการกระทำ) การขอความช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการกระทำนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อันใด ส่วนกลุ่มเกาะดะรียะฮ์กล่าวว่า: การร้องขอ (ความช่วยเหลือ) นั้นจะมีผลดีก็ต่อเมื่อบ่าวผู้นั้นมีความสามารถในตัวรากฐานของการกระทำอยู่แล้ว เขาจึงขอการสนับสนุนจากผู้อื่น แต่หากเขาไม่มีความสามารถเหนือสิ่งนั้นเลย การขอความช่วยเหลือย่อมไร้ประโยชน์
ทว่าท่านนาศิร อัลมิลละฮ์ วะ อัดดีน อัลบัยฎอวีย์ (ขออัลลอฮ์ตะอาลาทรงทำให้หลักฐานของท่านสว่างไสว) ได้ชี้แจงความหมายของการสนับสนุน (มะอูนะฮ์) ไว้ในลักษณะที่ว่า ทั้งสองกลุ่มข้างต้นไม่สามารถนำโองการนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนได้อย่างเต็มที่ โดยท่านกล่าวว่า
การสนับสนุน (มะอูนะฮ์) นั้น มีทั้งแบบที่จำเป็น (เฎาะรูรียะฮ์) และแบบอื่นที่ไม่ใช่แบบจำเป็น โดยแบบที่จำเป็นนั้นคือสิ่งที่การกระทำไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากมัน เช่น ความสามารถของผู้กระทำ (อิกติดาร), การมีมโนภาพของการกระทำ (ตะเศาวุร), การมีอยู่ของเครื่องมือ และองค์ประกอบ (มาดดะฮ์) ที่จะใช้กระทำการนั้นๆ ซึ่งเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกันครบถ้วน จึงจะถูกต้องที่จะเรียกบุคคลผู้นั้นว่ามีความสามารถ (อิสติฏออะฮ์) และถูกต้องที่จะมอบหมายหน้าที่ (ตักลีฟ) ให้เขากระทำการได้
ส่วนแบบที่ไม่ใช่แบบจำเป็น (ฆ็อยรุ เฎาะรูรียะฮ์) คือการทำให้สิ่งที่ช่วยให้การกระทำนั้นสะดวกง่ายดายขึ้นเกิดขึ้นมา เช่น การมีพาหนะสำหรับการเดินทางสำหรับผู้ที่ยังมีความสามารถในการเดินเท้าได้อยู่ หรือสิ่งที่ช่วยให้ผู้กระทำเข้าใกล้การกระทำและกระตุ้นให้เขาทำสิ่งนั้น ซึ่งการสนับสนุนในประเภทหลังนี้ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ความถูกต้องของการมอบหมายหน้าที่ (ตักลีฟ) จะต้องขึ้นอยู่กับมัน (หมายความว่าแม้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ หน้าที่ทางศาสนาก็ยังคงจำเป็นต้องปฏิบัติอยู่) — จบคำกล่าวของท่านบัยฎอวีย์
สรุปความได้ว่า การขอความช่วยเหลือ (อัลอิสติอานะฮ์) คือการร้องขอสิ่งที่จะทำให้บ่าวมีความสามารถในการกระทำ หรือสิ่งที่ช่วยให้การกระทำนั้นสะดวกง่ายดายขึ้น ซึ่งทั้งสองประการนี้ไม่ได้นำไปสู่แนวคิดการถูกบังคับ(ญับบะรียะฮ์) หรือแนวคิดอำนาจอิสระเด็ดขาด (เกาะดะรียะฮ์) แต่อย่างใด
… مقام السالكين ينتهي عند قوله: إياك نعبدوا بعده يطلب التمكين وذلك أن الحمد مبادي حركة المريد فإن نفس السالك إذا تزكت ومرآة قلبه إذا انجلت فلاحت فيها أنوار العناية الموجبة للولاية تجردت النفس الزكية للطلب فرأت آثار نعم الله تعالى عليها سابغة وألطافه غير متناهية فحمدت على ذلك وأخذت في الذكر فكشف لها الحجاب من وراء أستار العزة عن معنى رب العالمين فشاهدت ما سوى الله سبحانه على شرف الفناء مفتقرا إلى المبقى محتاجا إلى التربية فترقت لطلب الخلاص من وحشة الأدبار وظلمة السكون إلى الأغيار فهبت لها من نفحات جناب القدس نسائم ألطاف الرحمن الرحيم فعرجت للمعات بوارق الجلال من وراء سجاف الجمال إلى الملك الحقيقي فنادت بلسان الاضطرار في مقام لِمَنِ الْمُلْكُ الْيَوْمَ لِلَّهِ الْواحِدِ الْقَهَّارِ [غافر: ١٦] أسلمت نفسي إليك وأقبلت بكليتي عليك وهناك خاضت لجة الوصول وانتهت إلى مقام العين فحققت نسبة العبودية فقال إياك نعبد وهنا انتهاء مقام السالك ألا يرى إلى سيد الخلق وحبيب الحق كيف عبر عن مقامه هذا بقوله: سُبْحانَ الَّذِي أَسْرى بِعَبْدِهِ لَيْلًا [الإسراء: ١] فطلب التمكين بقوله: وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ اهْدِنَا الصِّراطَ الْمُسْتَقِيمَ واستعاذ عن التلوين بقوله غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ فصعد مستكملا ورجع مكملا وكأنه لهذا سميت الصلاة معراج المؤمنين،
สถานะ (มะกอม) ของผู้จาริกธรรม (สาลิกีน) นั้นดำเนินมาถึงที่สุด ณ คำดำรัสที่ว่า “อียากะ นะอ์บุดุ” (เฉพาะพระองค์ที่พวกเราเคารพภักดี) หลังจากนั้นจึงเป็นการวอนขอความมั่นคง (ตัมกีน) ทั้งนี้เนื่องจากการสรรเสริญ (อัลหัมด์) คือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีความมุ่งมั่น (มุรีด) กล่าวคือเมื่อนัฟซู (จิตวิญญาณ) ของผู้จาริกธรรมได้รับการขัดเกลาจนสะอาด และกระจกแห่งหัวใจของเขาแจ่มจรัส รัศมีแห่งความอนุเคราะห์อันนำไปสู่สถานะวะลีย์ (ผู้ใกล้ชิดพระเจ้า) ก็จะปรากฏขึ้น นัฟซูที่สะอาดบริสุทธิ์นั้นย่อมสลัดสิ่งอื่นทิ้งเพื่อมุ่งสู่การแสวงหาพระองค์เพียงผู้เดียว
เมื่อเขาได้ประจักษ์ถึงร่องรอยแห่งความโปรดปราน (เนียะอ์มัต) ของอัลลอฮ์ตะอาลาที่ปกคลุมอยู่อย่างล้นเหลือ และความเมตตาอันหาที่สุดมิได้ เขาจึงทำการสรรเสริญต่อสิ่งนั้นและเริ่มทำการรำลึก (ซิกร์) จนกระทั่งม่านบังตาถูกเปิดออกภายใต้อาภรณ์แห่งความเกรียงไกร (อิซซะฮ์) ให้เห็นถึงความหมายของ “ร็อบบิล อาลามีน” (พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก) เขาจึงได้ประจักษ์ว่าสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์สุบหานะฮูล้วนอยู่บนขอบเหวแห่งความดับสลาย โดยต้องพึ่งพาพระผู้ทรงดำรงอยู่ถาวรและต้องการการอภิบาล (ตัรบียะฮ์) เขาจึงยกระดับขึ้นเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นจากความอ้างว้างของการหันหลังให้สัจธรรม และความมืดมิดของการยึดติดกับสิ่งอื่น
ทันใดนั้น กลิ่นอายแห่งความเมตตาจาก “อัรร็อหมาน อัรรอฮีม” ก็พัดโชยมาจากสรวงสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงทะยานขึ้นสู่ประกายแห่งรัศมีแห่งความยิ่งใหญ่ (ญะลาล) ภายใต้ม่านแห่งความงดงาม (ญะมาล) มุ่งสู่ความเป็นราชาที่แท้จริง (อัลมะลิก อัลหะกีกี) แล้วเขาก็ขานเรียกด้วยภาษาแห่งความจำนนในสถานะที่ว่า “อำนาจการปกครองในวันนี้เป็นของใคร? เป็นของอัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิต” [ฆอฟิร: 16] ข้าพเจ้าขอพึ่งพิงนัฟซูของข้าพเจ้าต่อพระองค์ และมุ่งหน้าด้วยทั้งหมดของข้าพเจ้าสู่พระองค์ และ ณ ที่ตรงนั้น เขาได้แหวกว่ายเข้าสู่ห้วงน้ำแห่งการเข้าถึง (วุศูล) จนบรรลุถึงสถานะแห่งการประจักษ์แจ้ง (มะกอม อัลอัยน์) และได้ทำให้ความสัมพันธ์แห่งความเป็นบ่าวสัมฤทธิ์ผล เขาจึงกล่าวว่า “อียากะ นะอ์บุดุ”
และนี่คือจุดสิ้นสุดของสถานะผู้จาริกธรรม ท่านไม่เห็นดอกหรือว่า นายแห่งมวลมนุษย์และหะบีบ (ผู้เป็นที่รัก) ของพระเจ้า (นบีมุฮัมมัด ﷺ) ทรงถ่ายทอดสถานะนี้ของท่านด้วยดำรัสที่ว่า “มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในยามค่ำคืน” [อัลอิสรออ์: 1] จากนั้นท่านจึงขอความมั่นคง (ตัมกีน) ด้วยคำกล่าวที่ว่า “และเฉพาะพระองค์ที่พวกเราขอความช่วยเหลือ โปรดนำพวกเราสู่ทางอันเที่ยงตรง” และขอความคุ้มครองจากการเปลี่ยนแปลงผันผวน (ตัลวีน) ด้วยคำกล่าวที่ว่า “มิใช่ทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด” ดังนั้นท่านจึงสูงส่งขึ้นด้วยความสมบูรณ์ และกลับลงมาในฐานะผู้ทำให้ผู้อื่นสมบูรณ์ และประหนึ่งว่าด้วยเหตุนี้เอง การละหมาดจึงถูกเรียกว่าเป็น “เมี๊ยะอ์รอญ” (การทะยานขึ้นสู่เบื้องบน) ของบรรดาผู้ศรัทธา
… فقيل لما ذكر الحقيق بالحمد ووصف بصفات عظام تميّز بها عن سائر الذوات وتعلق العلم بمعلوم معين خوطب بذلك ليكون أدل على الاختصاص والترقي من البرهان إلى العيان والانتقال من الغيبة إلى الشهود وكأن المعلوم صار عيانا والمعقول مشاهدا والغيب حضورا، وقيل: لما شرح الله تعالى صدر عبده وأفاض على قلبه وقالبه نور الإيمان والإسلام من عنده ترقى بذريعة الحمد المستجلب لمزيد النعم إلى رتبة الإحسان وهو
«أن تعبد الله تعالى كأنك تراه فإن لم تكن تراه فإنه يراك»
มีผู้กล่าวว่า เมื่อได้ระบุถึงผู้ที่คู่ควรแก่การสรรเสริญ และพรรณนาด้วยคุณลักษณะอันยิ่งใหญ่ซึ่งจำแนกพระองค์ออกจากตัวตนอื่นทั้งมวล จนความรับรู้จดจ่ออยู่กับข้อมูลที่เจาะจงนั้นแล้ว พระองค์จึงถูกขานเรียกโดยตรง (ในรูปบุรุษที่สอง) เพื่อให้เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเจาะจง (อิคติศอศ) ได้ดียิ่งขึ้น และเป็นการยกระดับจากการพิสูจน์ด้วยหลักฐาน (บุรฮาน) ไปสู่การเห็นประจักษ์ด้วยสายตา (อัยยาน) รวมถึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะที่ไม่อยู่ต่อหน้า (ฆ็อยบะฮ์) ไปสู่สภาวะการประจักษ์แจ้ง (ชุฮูด) ประหนึ่งว่าสิ่งที่เคยรับรู้ได้กลายเป็นภาพที่เห็นชัด สิ่งที่เคยเข้าใจด้วยสมองได้กลายเป็นภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า และสิ่งที่เร้นลับได้กลายมาเป็นการอยู่ต่อหน้า
และมีผู้กล่าวว่า เมื่ออัลลอฮ์ตะอาลาทรงเปิดอกบ่าวของพระองค์ และทรงหลั่งชโลมรัศมีแห่งอีมาน (ความศรัทธา) และอิสลามจากพระองค์ลงสู่หัวใจและเรือนร่าง (กอลิบ) ของเขา เขาจึงยกระดับขึ้นโดยอาศัยสื่อกลางแห่งการสรรเสริญ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดความโปรดปรานให้เพิ่มพูนขึ้น) ไปสู่ระดับแห่ง “อัลเอียะห์ซาน” (การทำความดีขั้นสูงสุด) ซึ่งนั่นคือ
“การที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ตะอาลาประหนึ่งว่าท่านเห็นพระองค์ เพราะหากท่านไม่เห็นพระองค์ แท้จริงพระองค์ทรงเห็นท่าน”
_________________________
แนวทางการนำเสนอของหนังสือชุดนี้
_________________________
“รูห์ อัลมะอานี” มุ่งเน้นความรอบด้านสมบูรณ์แบบที่เรียกว่า “ตัฟซีร ญามิอ์” โดยท่านได้รวบรวมทัศนะจากตำราอธิบายกุรอานสำคัญในอดีตหลายสำนักมาวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการตีความตามสายรายงาน (bi al-Ma’thur) หรือการใช้สติปัญญาและหลักภาษา (bi al-Ra’y) จุดเด่นประการสำคัญคือการบูรณาการวิชาการด้านนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์) เข้ากับรหัสยนิยม (ตะเศาวุฟ) อย่างกลมกลืน ท่านมักจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ไวยากรณ์และวาทศิลป์อย่างละเอียด ก่อนจะปิดท้ายในแต่ละโองการด้วย “รหัสยธรรมเชิงสัญลักษณ์” (al-Isharah) ซึ่งเป็นการอธิบายมิติทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง ทำให้ตำราเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังสืออธิบายความหมาย แต่เป็นเสมือนสารานุกรมทางปัญญาที่ครอบคลุมทุกมิติของวิชาวิทยาการอิสลาม
ความเด่นพิเศษที่ทำให้ “รูห์ อัลมะอานี” แตกต่างจากตำราอื่นคือความมีอิสระทางวิชาการและความเป็นกลางในการนำเสนอ ท่านอัลอะลูสีย์กล้าที่จะวิพากษ์และคัดเลือกทัศนะที่ท่านเห็นว่ามีหลักฐานเข้มแข็งที่สุด แม้ทัศนะนั้นจะต่างจากมัซฮับเดิมของท่านก็ตาม นอกจากนี้ ท่านยังทำหน้าที่เป็น “นักชำระข้อมูล” (Muhaqqiq) ที่คอยตรวจสอบและคัดกรองเรื่องราวประวัติศาสตร์จากแหล่งข้อมูลอิสราอีลียาต (ข้อมูลจากคัมภีร์เดิม) ที่ปะปนอยู่ในตำราตัฟซีรยุคก่อนหน้าอย่างเข้มงวด สำนวนภาษาที่ท่านใช้ยังมีความสละสลวยดุจงานวรรณกรรมชั้นสูง มีการสอดแทรกบทกวีและการอภิปรายเชิงปรัชญาที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ในยุคนั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับตำราอธิบายกุรอานที่มาก่อนอย่าง “ตัฟซีร อัลบัยฎอวีย์” หรือ “ตัฟซีร อัลกัชชาฟ” ของท่านอัซซะมัคชะรีย์ จะพบว่าท่านอัลอะลูสีย์ให้รายละเอียดที่ลุ่มลึกและกว้างขวางกว่ามาก โดยท่านมักจะสรุปแก่นสารจากตำราเหล่านั้นแล้วนำมาขยายความหรือโต้แย้งในจุดที่บกพร่อง ส่วนในแง่ของการเปรียบเทียบกับปราชญ์ร่วมสมัย แม้ในยุคเดียวกันจะมีงานเขียนของสายปฏิรูปเริ่มปรากฏขึ้น แต่ “รูห์ อัลมะอานี” ยังคงรักษามาตรฐานการวิเคราะห์แบบจารีตนิยมที่เข้มข้น (Tradition-based) ในขณะที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่างานของกลุ่มอนุรักษนิยมทั่วไป ส่งผลให้ตำราเล่มนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “จุดสูงสุดของงานตัฟซีรในยุคหลัง” และเป็นแหล่งอ้างอิงที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาอัลกุรอานในระดับลึกซึ้งจนถึงปัจจุบัน
_________________________
หมายเหตุเพิ่มเติมหนังสือและผู้เขียน
_________________________
ความสำคัญของตำรา “รูห์ อัลมะอานี” ในวงการอธิบายอัลกุรอานถือเป็นจุดสูงสุดที่รวบรวมและกลั่นกรองความโดดเด่นของตำราตัฟซีรชั้นครูในอดีตไว้อย่างครบถ้วน ท่านมะห์มูด อัลอะลูสีย์ ได้นำวาทศิลป์และไวยากรณ์ที่ลุ่มลึกจาก “ตัฟซีร อัลกัชชาฟ” มาผสานกับการวิเคราะห์เชิงเทววิทยาและปรัชญาอันกว้างขวางจาก “ตัฟซีร อัลกะบีร” ของท่านอัรรอซี เพื่อตอบโจทย์ประเด็นทางสติปัญญาได้อย่างเฉียบคม ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางของสลัฟในการอธิบายตามสายรายงานที่ถูกต้องเพื่อรักษาขอบเขตความหมายเดิม จุดเด่นที่เหนือระดับคือการเติมเต็มด้วย “ตัฟซีร อิชารี” (التفسير الإشاري) หรือการตีความเชิงรหัสยธรรมตามวิถีแห่งตะเศาวุฟที่สอดคล้องกับแนวทางของท่านนบี ﷺ ทำให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ทางหลักการและแรงบันดาลใจในการขัดเกลาจิตใจ อิทธิพลของตำราเล่มนี้จึงเป็นเสมือนสารานุกรมวิชาการที่เชื่อมโยงมิติภายนอกทางกฎหมายเข้ากับมิติภายในทางจิตวิญญาณ
บรรดานักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลต่างให้ทัศนะชื่นชมตำราชุดนี้อย่างมากมาย เช่น ท่านเชค มุฮัมมัด เราะชีด ริฎอ ผู้เขียนตัฟซีรอัลมะนาร ได้ยกย่องว่า “รูห์ อัลมะอานี” เป็นตัฟซีรที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความรอบรู้ในทุกแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องกับกุรอาน ขณะที่ท่านเชค มุฮัมมัด อะบู ซะฮ์เราะฮ์ นักวิชาการนิติศาสตร์ผู้ลือนามได้กล่าวถึงตำรานี้ว่าเป็นงานเขียนที่รวมเอาความลึกซึ้งของปราชญ์รุ่นก่อนมาไว้ด้วยกันอย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม ตำราชุดนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในบางจุด โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นการตีความเชิงรหัสยธรรม (ตัฟซีร อิชารี) ซึ่งนักวิชาการบางส่วนมองว่าเป็นการตีความที่ลึกเกินกว่าตัวบทอักษรจะเอื้อให้ทำได้ แต่ท่านอัลอะลูสีย์ก็ได้ป้องกันตนเองด้วยการยืนยันว่าการตีความเหล่านั้นมิได้ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของศาสนา
อิทธิพลของ “รูห์ อัลมะอานี” ต่อวงการวิชาการอิสลามมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในฐานะหมุดหมายทางปัญญาที่เชื่อมโยงโลกวิชาการยุคคลาสสิกสู่ยุคสมัยใหม่ โดยถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคการรวบรวมข้อมูลดิบจากอดีตมาสังเคราะห์ใหม่จนสมบูรณ์ที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Analysis) ในงานตัฟซีรที่จะปรากฏหลังจากนี้เป็นต้นไป
* The Book Circle (79) : Rūḥ al-Ma‘ānī fī Tafsīr al-Qur’ān al-‘Aẓīm wa-al-Sab‘ al-Mathānī
[แนะนำตัฟสีร 30 ชุด วันละชุด ในเดือนรอมฎอนจบลงแล้ว อัลฮัมดุลิลละห์]



