( สรุปการใคร่ครวญอัลกุรอานทั้ง 114 สูเราะฮฺ นับตั้งแต่วันที่ 1 รอมฎอน และสิ้นสุดลงวันนี้ อัลฮัมดุลิลลาฮ์ … ทุกสูเราะฮ์บันทึกไว้ในเพจนี้แล้ว เลื่อนไปอ่านได้ )
การจัดแบ่งกลุ่มสูเราะฮ์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน (The Four Divisions) เป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นทางเลือกที่สำคัญ จากรายงานของท่านวาษิละฮ์ บิน อัล-อัสเกาะอ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ถึงคำพูดของท่านนบี ﷺ ที่ได้กล่าวว่า
”أُعْطِيتُ مَكَانَ التَّوْرَاةِ السَّبْعَ الطِّوَالَ، وَأُعْطِيتُ مَكَانَ الزَّبُورِ الْمِئِينَ، وَأُعْطِيتُ مَكَانَ الإِنْجِيلِ الْمَثَانِيَ، وَفُضِّلْتُ بِالْمُفَصَّلِ”
“ฉันได้รับ ‘อัฏ-ฏิวาล’ 7 สูเราะฮ์ที่ยาวที่สุดมาแทนที่คัมภีร์เตารอต, และฉันได้รับ ‘อัล-มิอูน’ (กลุ่มสูเราะฮ์ที่มีประมาณหนึ่งร้อยอายะฮ์) มาแทนที่คัมภีร์ซะบูร, และฉันได้รับ ‘อัล-มะษานีย์’ (กลุ่มสูเราะฮ์ที่ยาวไม่ถึงร้อยอายะฮ์แต่ก็ไม่ได้สั้น) มาแทนที่คัมภีร์อินญีล และฉันได้รับความประเสริฐยิ่ง (ที่ไม่ปรากฏแนวนี้ในนบีท่านอื่นๆ) ด้วยกลุ่ม ‘อัล-มุฟัศศ็อล’ (กลุ่มสูเราะฮ์สั้นช่วงท้ายเล่ม)”
( บันทึกโดย: อิหม่ามอะหมัด, อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ และอัล-บัยฮะกี, สถานะเศาะฮีฮ์ ใน Silsilah al-Ahadith as-Sahihah 1480 )
การจัดแบ่งกลุ่มสูเราะฮ์ตามความยาวออกเป็น 4 ส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1) อัฏ-ฏิวาล (الطِّوَال): หมายถึง สูเราะฮ์ที่มีความยาวมากที่สุดในอัลกุรอาน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานให้ท่านนบี ﷺ เพื่อนำเสนอข้อบัญญัติครอบคลุมเฉกเช่นคัมภีร์เตารอตที่ประทานแก่นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม
2) อัล-มิอูน (الْمِئُوْن): หมายถึง สูเราะฮ์ที่มีจำนวนอายะฮ์โดยประมาณ 100 อายะฮ์ หรือมากกว่านั้น ซึ่งถูกประทานมาทดแทนคัมภีร์ซะบูรของนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม
3) อัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي): หมายถึง สูเราะฮ์ที่มีจำนวนอายะฮ์ ไม่ถึง 100 อายะฮ์ แต่มีความยาวถัดลงมาจากกลุ่มมิอูน แต่ไม่ได้สั้นแบบกลุ่มสุดท้าย ซึ่งถูกประทานมาทดแทนคัมภีร์อินญีลของนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม
4) อัล-มุฟัศศ็อล (الْمُفَصَّل): หมายถึง สูเราะฮ์สั้นช่วงท้ายของอัลกุรอานที่มีการคั่นด้วย “บิสมิลลาฮ์” บ่อยครั้ง เป็นส่วนที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้รับเพิ่มพูนเป็นพิเศษ (فضلت) ซึ่งไม่มีปรากฏในคัมภีร์เล่มใดมาก่อน
มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเปรียบเทียบกับคัมภีร์ก่อนหน้านั้นทั้ง 3 เล่ม เพราะทั้ง 3 ส่วนมีท่วงทำนองดั่งคัมภีร์ทั้ง 3 เล่ม ในขณะที่ส่วนสุดท้าย(อัล-มุฟัศศ็อล) มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง
.
[ การจัดแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ]
.
ฮะดีษนี้เป็น “หลักฐานแม่บท” ที่นักวิชาการใช้อ้างอิงในการแบ่งโครงสร้างอัลกุรอานออกเป็น 4 ส่วนหลัก (ฏิวาล, มิอูน, มะษานีย์, มุฟัศศ็อล) แม้ไม่มีรายละเอียดในหะดีษว่าชื่อสูเราะฮ์ดังกล่าวมีอะไรบ้าง แต่มีทัศนะทางวิชาการตั้งแต่ยุคแรกเริ่มได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้
______________________
1) อัฏ-ฏิวาล (الطِّوَال)
______________________
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“… أُعْطِيتُ مَكَانَ التَّوْرَاةِ السَّبْعَ الطِّوَالَ …”
“…”ฉันได้รับ ‘อัฏ-ฏิวาล’ 7 สูเราะฮ์ที่ยาวที่สุดมาแทนที่คัมภีร์เตารอต,…”
กลุ่ม “อัฏ-ฏิวาล” ประกอบไปด้วย 7 สูเราะฮ์ที่ยาวที่สุด สอดคล้องตามรายงานอีกฮะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ดังนี้
عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا، عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ: “مَنْ أَخَذَ السَّبْعَ الطِّوَالَ فَهُوَ حَبْرٌ”
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา จากท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: “ใครก็ตามที่ยึดถือ (ท่องจำ ศึกษา เข้าใจ และปฏิบัติ) 7 สูเราะฮ์ที่ยาวที่สุด เขาย่อมเป็นผู้รู้ที่ลึกซึ้ง(ปราชญ์)”
[ บันทึกในมุสนัด อะหมัด, อัล-มุสตัดร็อก ของอัล-ฮากิม, สุนัน อัด-ดาริมีย์ อัล-มัวะญัม อัล-เอาซาฏ ของอัฏ-เฏาะบะรอนีย์ : เป็นฮะดีษ “หะซัน” ในหนังสือ Silsilah al-Ahadith as-Sahihah หมายเลข 2305]
กลุ่มสูเราะฮ์ที่ยาวที่สุด 7 บทแรก ได้แก่ อัล-บะเกาะเราะฮ์, อาลิ อิมรอน, อัน-นิซาอ์, อัล-มาอิดะฮ์, อัล-อันอาม, อัล-อะอ์รอฟ และซูเราะฮ์ที่ 7 คือ ยูนุส (หรือบางทัศนะนับรวม อัล-อันฟาล และ อัต-เตาบะฮ์ เป็นบทเดียวกันแทน)
การที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ยกย่องผู้ที่ได้รับ 7 สูเราะฮ์นี้ว่าเป็น “หับร์” (ผู้ทรงความรู้) เนื่องจากบทเหล่านี้รวบรวมหลักการศรัทธา บทบัญญัติทางกฎหมาย และจริยธรรมที่ครอบคลุมรากฐานของศาสนา
กลุ่มนี้เรียงตามลำดับได้ดังต่อไปนี้
2: al-Baqarah (286)
3: Ali ‘Imran (200)
4: an-Nisa’ (176)
5: al-Ma’idah (120)
6: al-An’am (165์)
7: al-A’raf (206)
8 และ 9: al-Anfal (75) และ at-Tawbah (129) นักวิชาการนับรวมเป็นหนึ่งลำดับเนื่องจากไม่มี “บิสมิลลาฮ์” คั่น หรือบางทัศนะให้นับ ลำดับที่ 10: Yunus (109 อายะฮ์) แทน
______________________
2. อัล-มิอูน (الْمِئُوْن)
______________________
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“…وَأُعْطِيتُ مَكَانَ الزَّبُورِ الْمِئِينَ…”
“…และฉันได้รับ ‘อัล-มิอูน’ มาแทนที่คัมภีร์ซะบูร (ของนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม)…”
คำว่า “มิอูน” (المئين) เป็นพหูพจน์ของคำว่า “มิอะฮ์” (مئة) ซึ่งแปลว่า “หนึ่งร้อย” หมายถึงสูเราะฮ์ที่มีจำนวนอายะฮ์ตั้งแต่ 100 อายะฮ์ขึ้นไป หรือใกล้เคียงกับหนึ่งร้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ถัดมาจากกลุ่ม “อัฏ-ฏิวาล” (7 สูเราะฮ์ยาว)
เริ่มต้นตั้งแต่สูเราะฮ์ที่มีจำนวนอายะฮ์ถึงเกณฑ์ เช่น ซูเราะฮ์ยูนุส (ในทัศนะที่นับยูนุสอยู่ในกลุ่มมิอูน), ฮูด, ยูซุฟ ไปจนถึงกลุ่มสูเราะฮ์ที่มีความยาวลดหลั่นลงมาก่อนจะถึงกลุ่ม “อัล-มะษานีย์”
การที่ท่านนบี ﷺ ระบุว่ากลุ่มนี้มาแทนที่คัมภีร์ซะบูร ของนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม เป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของเนื้อหาในกลุ่มสูเราะฮ์เหล่านี้ที่มีท่วงทำนองและความเข้มข้นเทียบเท่ากับคัมภีร์ที่ประทานลงมาในอดีต
กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยสูเราะฮ์ดังต่อไปนี้
10. Yunus (109)
11. Hud (123)
12. Yusuf (111)
16. an-Nahl (128)
17. al-Isra’ (111)
18. al-Kahf (110)
20. Ta Ha (135)
21. al-Anbiya’ (112)
23. al-Mu’minun (118)
26. as-Shu’ara’ (227)
37. as-Saffat (182)
อนึ่ง อัล-มิอูน (الْمِئُوْن) นั้น ไม่ได้วางตามลำดับสูเราะฮ์ที่ถูกจัดเรียงไว้อัลกุรอาน การพิจารณาให้ดูจำนวนอายะฮ์ของสูเราะฮ์นั้นๆ เป็นหลัก
______________________
3. อัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي)
______________________
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“…وَأُعْطِيتُ مَكَانَ الإِنْجِيلِ الْمَثَانِيَ…”
“…และฉันได้รับ ‘อัล-มะษานีย์’ มาแทนที่คัมภีร์อินญีล…”
หมายถึงซูเราะฮ์ที่มีจำนวนอายะฮ์ต่ำกว่า 100 อายะฮ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความยาวถัดลงมาจากกลุ่ม “อัล-มิอูน” (กลุ่มร้อยอายะฮ์) แต่ยังมีความยาวมากกว่ากลุ่ม “อัล-มุฟัศศ็อล” (กลุ่มบทสั้นท้ายเล่ม)
คำว่า “มะษานีย์” มาจากรากศัพท์ที่แปลว่า “การทำซ้ำ” เหตุผลที่เรียกชื่อนี้ มี 2 เหตุผลอย่างแรก เนื่องจากเป็นซูเราะฮ์ที่มักถูกนำมาอ่านซ้ำบ่อยครั้งในการละหมาดและการศึกษามากกว่ากลุ่มซูเราะฮ์ที่ยาวกว่า (อัฏ-ฏิวาล และ อัล-มิอูน) เหตุผลอย่างที่สองนักวิชาการบางท่านระบุว่า เพราะในสูเราะฮ์เหล่านี้มีการกล่าวถึงเรื่องราวของบรรดานบีและเหตุการณ์ในอดีต (เล่าซ้ำ, ทบทวนซ้ำ) สลับกับข้อบทบัญญัติต่างๆ
กลุ่มนี้เรียงตามลำดับได้ดังต่อไปนี้
13. ar-Ra’d (43)
14. Ibrahim (52)
15. al-Hijr (99)
19. Maryam (98)
22. al-Hajj (78)
24. an-Nur (64)
25. al-Furqan (77)
27. an-Naml (93)
28. al-Qasas (88)
29. al-‘Ankabut (69)
30. ar-Rum (60)
31. Luqman (34)
32. as-Sajdah (30)
33. al-Ahzab (73)
34. Saba’ (54)
35. Fatir (45)
36. Ya Sin (83)
38. Sad (88)
39. az-Zumar (75)
40. Ghafir (85)
41. Fussilat (54)
42. as-Shura (53)
43. az-Zukhruf (89)
44. ad-Dukhan (59)
45. al-Jathiyah (37)
46. al-Ahqaf (35)
47. Muhammad (38)
48. al-Fath (29)
49. al-Hujurat (18)
อนึ่ง อัล-มิอูน (الْمِئُوْن) และอัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي) นั้น ไม่ได้อยู่ตามลำดับสูเราะฮ์ที่ถูกจัดเรียงไว้อัลกุรอาน สูเราะฮ์ในสองส่วนนี้อยู่ปนกันไป การพิจารณาให้ดูจำนวนอายะฮ์ของสูเราะฮ์นั้นๆ เป็นหลัก
______________________
4. อัล-มุฟัศศ็อล (الْمُفَصَّل)
______________________
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“…وَفُضِّلْتُ بِالْمُفَصَّلِ”
“…และฉันได้รับความประเสริฐยิ่งขึ้นด้วยกลุ่ม ‘อัล-มุฟัศศ็อล’ ”
การที่ท่านนบี ﷺ ใช้คำว่า “ฟุฎฎิลตุ” (ฉันได้รับความประเสริฐยิ่งขึ้น) สื่อให้เห็นว่ากลุ่มซูเราะฮ์สั้นเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอัลกุรอานที่ไม่มีปรากฏในคัมภีร์เตารอต ซะบูร หรืออินญีล ของบรรดานบีท่านก่อนๆ ถือเป็นกลุ่มที่มีความประเสริฐเป็นพิเศษ
… ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้อธิบายถึงลำดับการประทานอัลกุรอาน ซึ่งชี้ให้ถึงสถานะพิเศษของสูเราะฮ์กลุ่มอัล-มุฟัศศ็อล โดยได้กล่าวว่า
«إِنَّمَا نَزَلَ أَوَّلَ مَا نَزَلَ مِنْهُ سُورَةٌ مِنَ المُفَصَّلِ، فِيهَا ذِكْرُ الجَنَّةِ وَالنَّارِ…»
“แท้จริงสิ่งแรกๆ ที่ถูกประทานลงมานั้น (ส่วนใหญ่) คือสูเราะฮ์จากกลุ่ม อัล-มุฟัศศ็อล ซึ่งในนั้นมีการกล่าวถึงเรื่องสวรรค์และนรก (เพื่อขัดเกลาจิตใจ)…” (บันทึกโดยอัลบุคอรี)
”มุฟัศศ็อล” มาจากรากศัพท์ที่แปลว่า “การถูกแยกออกจากกัน” เหตุผลที่เรียกชื่อนี้ เนื่องจากสูเราะฮ์ในกลุ่มนี้มีความสั้น ทำให้มีรอยคั่นด้วยประโยค “บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม” บ่อยครั้งและถี่กว่ากลุ่มอื่น
ทัศนะที่น่าจะน้ำหนักมากที่สุด (เช่น ทัศนะของท่านเอาส์ บิน หุซัยฟะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และเป็นทัศนะที่อีหม่ามอิบนุ ตัยมียะฮ์ให้น้ำหนัก) ระบุว่ากลุ่มนี้เริ่มตั้งแต่สูเราะฮ์กอฟ (ق) เป็นต้นไปจนจบเล่ม
กลุ่มนี้เรียงตามลำดับ โดยถูกแบ่งย่อยเป็น 3 ระดับย่อย (ยาว, กลาง, สั้น)
มุฟัศศ็อล (1) ฏิวาล อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงยาว): ตั้งแต่สูเราะฮ์ 50 (Qaf) ถึงสูเราะฮ์ 77 (al-Mursalat)
50. Qaf | 51. ad-Dariyat | 52. at-Tur | 53. an-Najm | 54. al-Qamar | 55. ar-Rahman | 56. al-Waqi’ah | 57. al-Hadid | 58. al-Mujadilah | 59. al-Hashr | 60. al-Mumtahanah | 61. as-Saff | 62. al-Jumu’ah | 63. al-Munafiqun | 64. at-Taghabun | 65. at-Talaq | 66. at-Tahrim | 67. al-Mulk | 68. al-Qalam | 69. al-Haqqah | 70. al-Ma’arij | 71. Nuh | 72. al-Jinn | 73. al-Muzzammil | 74. al-Muddathir | 75. al-Qiyamah | 76. al-Insan | 77. al-Mursalat
มุฟัศศ็อล (2) เอาสาฏ อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงกลาง): ตั้งแต่สูเราะฮ์ 78 (an-Naba’) ถึงสูเราะฮ์ 92 (al-Layl)
78. an-Naba’ | 79. an-Nazi’at | 80. ‘Abasa | 81. at-Takwir | 82. al-Infitar | 83. al-Mutaffifin | 84. al-Inshiqaq | 85. al-Buruj | 86. at-Tariq | 87. al-A’la | 88. al-Ghashiyah | 89. al-Fajr | 90. al-Balad | 91. as-Shams | 92. al-Layl
มุฟัศศ็อล (3) กิศอร อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงสั้น): ตั้งแต่สูเราะฮ์ 93 (ad-Duha) ถึงสูเราะฮ์ 114 (an-Nas)
93. ad-Duha | 94. as-Sharh | 95. at-Tin | 96. al-‘Alaq | 97. al-Qadr | 98. al-Bayyinah | 99. az-Zalzalah | 100. al-‘Adiyat | 101. al-Qari’ah | 102. at-Takathur | 103. al-‘Asr | 104. al-Humazah | 105. al-Fil | 106. Quraysh | 107. al-Ma’un | 108. al-Kawthar | 109. al-Kafirun | 110. an-Nasr | 111. al-Masad | 112. al-Ikhlas | 113. al-Falaq | 114. an-Nas
รายงานจากท่านสุลัยมาน บิน ยะซาร ว่าท่านอะบู หุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวถึงการละหมาดของบุคคลหนึ่งที่คล้ายคลึงกับท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ มากที่สุด โดยระบุรายละเอียดของการอ่านอัล-มุฟัศศ็อลไว้ดังนี้
«كَانَ يَقْرَأُ فِي الصُّبْحِ بِطِوَالِ الْمُفَصَّلِ، وَفِي الْمَغْرِبِ بِقِصَارِ الْمُفَصَّلِ، وَفِي الْعِشَاءِ بِأَوْسَاطِ الْمُفَصَّلِ»
“ท่าน (นบี ﷺ) มักจะอ่านในการละหมาดศุบห์ ด้วยกลุ่มมุฟัศศ็อลช่วงยาว (Tiwal), ในการละหมาด มัฆริบ ด้วยกลุ่ม มุฟัศศ็อลช่วงสั้น (Qisar) และในการละหมาด อิชาอ์ ด้วยกลุ่ม มุฟัศศ็อลช่วงกลาง (Awsat)”
[ บันทึกโดย อิหม่ามนะซาอีย์ ใน Sunan al-Kubra (หมายเลข 1150) และ Sunan al-Sughra (หมายเลข 982), และบันทึกโดย อิหม่ามอิบนุ มาญะฮ์ หมายเลข 827: สถานะเศาะฮีฮ์ในหนังสือ Sahih an-Nasa’i ]
ทัศนะของวิชาการได้กำหนดช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละกลุ่มย่อยนี้ในการนำไปอ่านในละหมาด 5 เวลา เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานนี้ ดังนี้
– ฏิวาล อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงยาว): เริ่มตั้งแต่ซูเราะฮ์ Qaf (50) ไปจบที่ซูเราะฮ์ al-Mursalat (77) นิยมใช้อ่านในละหมาดศุบฮ์และซุฮ์ร์
– เอาสาฏ อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงกลาง): เริ่มตั้งแต่ซูเราะฮ์ an-Naba’ (78) ไปจนถึงก่อนซูเราะฮ์ ad-Duha (93) นิยมใช้อ่านในละหมาดอัศร์และอิชาอ์
– กิศอร อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงสั้น): เริ่มตั้งแต่ซูเราะฮ์ ad-Duha (93) ไปจนถึงซูเราะฮ์สุดท้ายคือ an-Nas (114) นิยมใช้อ่านในละหมาดมัฆริบ
เมื่อท่านมุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ นำละหมาดอิชาอ์ด้วยสูเราะฮ์ที่ยาวเกินไป (เช่น สูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์) จนทำให้คนละหมาดตามลำบาก ท่านนบี ﷺ ได้ตักเตือนและแนะนำให้เลือกอ่านสูเราะฮ์จากกลุ่มอัล-มุฟัศศ็อลระดับกลาง (เอาสาฏ อัล-มุฟัศศ็อล) แทน
«فَلَوْلَا صَلَّيْتَ بِـ {سَبِّحِ اسْمَ رَبِّكَ الْأَعْلَى}، {وَالشَّمْسِ وَضُحَاهَا}، {وَاللَّيْلِ إِذَا يَغْشَى}»
“เหตุใดท่านจึงไม่ละหมาดด้วย (สูเราะฮ์) ‘สับบิหิสมะ ร็อบบิกัล อะอ์ลา’ (สูเราะฮ์อัลอะอ์ลา), ‘วัชชัมสิ วะฎุฮาฮา’ (สูเราะฮ์อัชชัมส์) และ ‘วัลลัยลิ อิซา ยัฆชา’ (สูเราะฮ์อัลลัยล์) เล่า?” (บันทึกโดยอัลบุคอรีและมุสลิม)
การจัดแบ่งสูเราะฮ์ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ตั้งแต่อัฏ-ฏิวาลไปจนถึงอัล-มุฟัศศ็อล สะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของโครงสร้างอัลกุรอานที่มีท่วงทำนองและเนื้อหาแตกต่างกัน โดยสามกลุ่มแรกมีการเทียบท่วงทำนองเดียวกับคัมภีร์ก่อนหน้านั้นสามเล่ม (เตารอต ซะบูร อินญีล)
ในขณะที่กลุ่มอัล-มุฟัศศ็อล จะมีความพิเศษด้วยการเน้นถ้อยคำที่สั้นกระชับ ทรงพลัง และมีสัมผัสที่ปลุกเร้าจิตใจให้รำลึกถึงพระเจ้า โลกแห่งการสร้าง และอาคิเราะฮ์ นอกจากนี้เราได้พบศิลปะการดึงมาใช้อย่างเหมาะสมกับความจริงของผู้คนอย่างที่เห็นในการละหมาด และชีวิตนอกละหมาดก็ย่อมเป็นไปในทำนองเดียวกัน
.
[ คำแนะนำการศึกษาอัลกุรอานรายสูเราะฮ์ ]
.
การศึกษาใคร่ครวญอัลกุรอานทีละสูเราะฮ์ เป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะจะทำให้เราเห็น “ภาพรวม” และ “เป้าหมายหลัก” ของแต่ละสูเราะฮฺได้อย่างชัดเจน แทนที่จะอ่านผ่านๆ โดยไม่เข้าใจอะไรเลย
1) Background : สำรวจสูเราะฮ์โดยรวม
ก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหา ให้ลองหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าสูเราะฮ์นี้เป็น มักกียะฮ์ (ประทานที่มักกะฮ์) หรือ มะดะนียะฮ์ (ประทานที่มะดีนะฮ์) เพราะบริบทจะต่างกันมาก กลุ่มมักกียะฮ์มักจะเน้นเรื่องการศรัทธา โลกหน้า และจิตวิญญาณ ส่วนมะดะนียะฮ์จะเน้นเรื่องกฎหมาย การสร้างสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน รวมไปถึงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสูเราะฮนั้นๆ เพราะอัลกุรอานไม่ได้เป็นเนื้อหาลอยๆ แต่เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบริบท (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุการประทานโองการโดยตรงเสมอไป) ผู้ที่ศึกษาจึงจำเป็นต้องเข้าใจบริบทดั้งเดิมก่อน เพื่อจะได้ต่อบริบทนี้ไปสู่บริบทของยุคสมัยเราได้
2) Theme : หา “ธีมหลัก” ของสูเราะฮฺ
แต่ละสูเราะฮ์เปรียบเหมือนหนังสือหนึ่งเล่มที่มีหัวข้อหลักชัดเจน เช่น สูเราะฮ์อาลิอิมรอนเน้นเรื่องความมั่นคงในศรัทธา หรือสูเราะฮ์อันนูรเน้นเรื่องอัคลากและแสงสว่างแห่งทางนำ การรู้ “ธีมหลัก” จะช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมอายะฮ์ต่างๆ ถึงถูกร้อยเรียงมาอยู่รวมกันในบทนี้
นอกจากนี้ พยายามสังเกตว่าสูเราะฮ์นั้นๆ แบ่งออกเป็นกี่ตอน หัวข้อที่อาจเปลี่ยนจากเรื่องการเล่าเรื่อง (Stories) ไปสู่บทบัญญัติหรือการเตือนสติ (Reminders) อย่างไรบ้าง ข้อสังเกตและการตั้งคำถามเป็นการช่วยอย่างมากในการใคร่ครวญลงลึก
จากนั้น ลองหาแผนผังโครงสร้างสูเราะฮ์ (Mind Map) มาประกอบการศึกษา (จากประสบการณ์การศึกษาของคนท่านอื่นๆ ก่อนหน้านี้)
3) Sub-topics : แบ่งกลุ่มเนื้อหาเพื่อทำความเข้าใจ
หากเป็นสูเราะฮ์ที่ยาว อย่าพยายามทำความเข้าใจรวดเดียวทั้งหมด ให้ลองแบ่งเนื้อหาออกเป็นช่วงๆ (เช่น ช่วงที่เล่าเรื่องราวในอดีต, ช่วงที่พูดถึงข้อบัญญัติ, ช่วงที่เตือนสติ) วิธีนี้จะช่วยให้สมองของเราจัดการข้อมูลได้เป็นระเบียบมากขึ้นและไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป (ซึ่งธรรมชาติจริงๆ ของการประทานวะหยุก็เป็นเช่นนั้น คือสูเราะฮยาวๆ จะไม่ลงมารวดเดียว แต่จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ บางสูเราะฮ์ก็ใช้เวลาอยู่หลายปี)
จากนั้นเข้าสู่การศึกษาความหมายและตัฟซีร ให้หาอ่านคำแปลควบคู่ไปกับ “ตัฟซีร” (คำอธิบายเพิ่มเติม) เพราะคำแปลบางครั้งไม่สามารถเก็บความหมายที่ลึกซึ้งหรือบริบททางประวัติศาสตร์ได้หมด การอ่านตัฟซีรจะช่วยไขข้อสงสัยในอายะฮ์ที่เข้าใจยากและทำให้เห็นความอัศจรรย์ของถ้อยคำในภาษาอาหรับ
นอกเหนือจากที่กล่าวมา การมี “ภาพจำ” ของโครงสร้างจะช่วยให้สมองเชื่อมโยงข้อมูลได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การมองโครงสร้างแบบสมมาตร ซึ่งในบางสูเราะฮ์ของอัลกุรอานมีการจัดวางเนื้อหาแบบ Symmetry หรือ Ring Composition (ภาษาอาหรับเรียกว่า Nazm) คือเนื้อหาตอนต้นจะสอดคล้องกับตอนท้าย และใจความสำคัญที่สุดมักจะอยู่ตรง “กึ่งกลาง” ของสูเราะฮ์ เป็นต้น … การศึกษาแบบนี้อาจจะใช้เวลานานกว่าการอ่านปกติ แต่ “หนึ่งอายะฮ์ที่เข้าใจมีค่ามากกว่าการอ่านจบทั้งเล่มโดยไม่ผ่านหัวใจ”
.
[ สู่การศึกษา 114 สูเราะฮฺ ]
.
Surah 1 al-Fātihah (الْفَاتِحَة) – 7 อายะฮ์
เริ่มต้นศึกษาสูเราะฮ์ลำดับ ที่ 1 คืออัลฟาติหะฮฺ เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่เพจ ทฤษฎีนก เราจะเห็นวิธีการจัดวางอายะฮแบบมีความสัมพันธ์กันทั้งระบบ วิธีการทำความเข้าใจสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮฺจะกลายเป็นต้นแบบของการศึกษาความหมายของสูเราะฮอื่นทั้งหมด จำว่าตรงนี้สำคัญที่สุด และเป็นหัวใจของการศึกษาอัลกุรอาน… ก่อนจะเลือกสูเราะฮ์อื่นๆ เเพื่อทำการศึกษาต่อ
ส่วนที่ ๑ อัฏ-ฏิวาล (الطِّوَال): กลุ่มซูเราะฮ์ที่ยาวที่สุด 7 บทแรก
Surah 2 al-Baqarah (الْبَقَرَة) – 286 อายะฮ์
Surah 3 Ali ‘Imran (آلِ عِمْرَان) – 200 อายะฮ์
Surah 4 an-Nisa’ (النِّسَاء) – 176 อายะฮ์
Surah 5 al-Ma’idah (الْمَائِدَة) – 120 อายะฮ์
Surah 6 al-An’am (الْأَنْعَام) – 165 อายะฮ์
Surah 7 al-A’raf (الْأَعْرَاف) – 206 อายะฮ์
Surah 8 al-Anfal (الْأَنْفَال) – 75 อายะฮ์
Surah 9 at-Tawbah (التَّوْبَة) – 129 อายะฮ์
หมายเหตุ; Surah 8 และ Surah 9: al-Anfal (75์) นักวิชาการนับรวมเป็นหนึ่งลำดับเนื่องจากไม่มี “บิสมิลลาฮ์” คั่น หรือบางทัศนะให้นับลำดับที่ 10 Surah Yunus (109 อายะฮ์) แทน
.
ส่วนที่ ๒ อัล-มิอูน (الْمِئُوْن): กลุ่มที่มีจำนวนอายะฮ์ประมาณ 100 อายะฮ์ หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย เป็นกลุ่มที่ถัดลงมาจากกลุ่มซูเราะฮ์ที่ยาวที่สุด
Surah 10 Yunus (يُونُس) – 109 อายะฮ์
Surah 11 Hud (هُود) – 123 อายะฮ์
Surah 12 Yusuf (يُوسُف) – 111 อายะฮ์
Surah 16 an-Nahl (النَّحْل) – 128 อายะฮ์
Surah 17 al-Isra’ (الْإِسْرَاء) – 111 อายะฮ์
Surah 18 al-Kahf (الْكَهْف) – 110 อายะฮ์
Surah 20 Ta Ha (طه) – 135 อายะฮ์
Surah 21 al-Anbiya’ (الْأَنْبِيَاء) – 112 อายะฮ์
Surah 23 al-Mu’minun (الْمُؤْمِنُون) – 118 อายะฮ์
Surah 26 as-Shu’ara’ (الشُّعَرَاء) – 227 อายะฮ์
Surah 37 as-Saffat (الصَّافَّات) – 182 อายะฮ์
อนึ่ง ส่วนอัล-มิอูน (الْمِئُوْن) และส่วนอัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي) นั้นไม่ได้จัดวางลำดับต่อเนื่องเหมือนส่วนอัฏ-ฏิวาล ที่อยู่ตอนต้น และส่วนอัล-มุฟัศศ็อล ที่อยู่ตอนปลาย เพราะสูเราะฮ์ของส่วนอัล-มิอูน (الْمِئُوْن) และส่วนอัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي) จะผสานเข้าด้วยกัน ( การสังเกตว่าเป็นส่วนไหน ก็ต้องดูจำนวนอายะฮ์ของสูเราะฮ์นั้นๆ )
.
ส่วนที่ ๓ อัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي): กลุ่มที่ยาวน้อยกว่า 100 อายะฮ์ คือกลุ่มที่มีจำนวนอายะฮ์ไม่ถึงร้อย แต่มีความยาวมากกว่ากลุ่มมุฟัศศ็อล
Surah 13 ar-Ra’d (الرَّعْد) – 43 อายะฮ์
Surah 14 Ibrahim (إِبْرَاهِيم) – 52 อายะฮ์
Surah 15 al-Hijr (الْحِجْر) – 99 อายะฮ์
Surah 19 Maryam (مَرْيَم) – 98 อายะฮ์
Surah 22 al-Hajj (الْحَجّ) – 78 อายะฮ์
Surah 24 an-Nur (النُّور) – 64 อายะฮ์
Surah 25 al-Furqan (الْفُرْقَان) – 77 อายะฮ์
Surah 27 an-Naml (النَّمْل) – 93 อายะฮ์
Surah 28 al-Qasas (الْقَصَص) – 88 อายะฮ์
Surah 29 al-‘Ankabut (الْعَنْكَبُوت) – 69 อายะฮ์
Surah 30 ar-Rum (الرُّوم) – 60 อายะฮ์
Surah 31 Luqman (لُقْمَان) – 34 อายะฮ์
Surah 32 as-Sajdah (السَّجْدَة) – 30 อายะฮ์
Surah 33 al-Ahzab (الْأَحْزَاب) – 73 อายะฮ์
Surah 34 Saba’ (سَبَأ) – 54 อายะฮ์
Surah 35 Fatir (فَاطِر) – 45 อายะฮ์
Surah 36 Ya Sin (يس) – 83 อายะฮ์
Surah 38 Sad (ص) – 88 อายะฮ์
Surah 39 az-Zumar (الزُّمَر) – 75 อายะฮ์
Surah 40 Ghafir (غَافِر) – 85 อายะฮ์
Surah 41 Fussilat (فُصِّلَت) – 54 อายะฮ์
Surah 42 as-Shura (الشُّورَى) – 53 อายะฮ์
Surah 43 az-Zukhruf (الزُّخْرُف) – 89 อายะฮ์
Surah 44 ad-Dukhan (الدُّخَان) – 59 อายะฮ์
Surah 45 al-Jathiyah (الْجَاثِيَة) – 37 อายะฮ์
Surah 46 al-Ahqaf (الْأَحْقَاف) – 35 อายะฮ์
Surah 47 Muhammad (مُحَمَّد) – 38 อายะฮ์
Surah 48 al-Fath (الْفَتْح) – 29 อายะฮ์
Surah 49 al-Hujurat (الْحُجُرَات) – 18 อายะฮ์
เช่นที่ได้กล่าวมา สูเราะฮ์ของส่วนอัล-มิอูน (الْمِئُوْن) และส่วนอัล-มะษานีย์ (الْمَثَانِي) นั้นจะผสานเข้าด้วยกัน ( การสังเกตว่าเป็นส่วนไหน ก็ต้องดูจำนวนอายะฮ์ของสูเราะฮ์นั้นๆ ) โดยส่วนอัล-มะษานีย์จะมีจำนวนสูเราะฮ์มากกว่า
.
ส่วนที่ ๔ อัล-มุฟัศศ็อล (الْمُفَصَّل): กลุ่มซูเราะฮ์สั้นๆ ช่วงท้ายเล่ม เริ่มตั้งแต่ซูเราะฮ์กอฟ (ق) ไปจนจบเล่มที่ซูเราะฮ์อัน-นาส (النَّاس) โดยถูกแบ่งย่อยเป็น 3 ระดับย่อยอีก (ยาว, กลาง, สั้น)
๔.๑ ฏิวาล อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงยาว) เริ่มจากสูเราะฮ์ที่ 50 ถึง 77
Surah 50 Qaf (ق) – 45 อายะฮ์
Surah 51 ad-Dariyat (الذَّارِيَات) – 60 อายะฮ์
Surah 52 at-Tur (الطُّور) – 49 อายะฮ์
Surah 53 an-Najm (النَّجْم) – 62 อายะฮ์
Surah 54 al-Qamar (الْقَمَر) – 55 อายะฮ์
Surah 55 ar-Rahman (الرَّحْمَن) – 78 อายะฮ์
Surah 56 al-Waqi’ah (الْوَاقِعَة) – 96 อายะฮ์
Surah 57 al-Hadid (الْحَدِيد) – 29 อายะฮ์
Surah 58 al-Mujadilah (الْمُجَادِلَة) – 22 อายะฮ์
Surah 59 al-Hashr (الْحَشْر) – 24 อายะฮ์
Surah 60 al-Mumtahanah (الْمُمْتَحَنَة) – 13 อายะฮ์
Surah 61 as-Saff (الصَّفّ) – 14 อายะฮ์
Surah 62 al-Jumu’ah (الْجُمُعَة) – 11 อายะฮ์
Surah 63 al-Munafiqun (الْمُنَافِقُون) – 11 อายะฮ์
Surah 64 at-Taghabun (التَّغَابُن) – 18 อายะฮ์
Surah 65 at-Talaq (الطَّلَاق) – 12 อายะฮ์
Surah 66 at-Tahrim (التَّحْرِيم) – 12 อายะฮ์
Surah 67 al-Mulk (الْمُلْك) – 30 อายะฮ์
Surah 68 al-Qalam (الْقَلَم) – 52 อายะฮ์
Surah 69 al-Haqqah (الْحَاقَّة) – 52 อายะฮ์
Surah 70 al-Ma’arij (الْمَعَارِج) – 44 อายะฮ์
Surah 71 Nuh (نُوح) – 28 อายะฮ์
Surah 72 al-Jinn (الْجِنّ) – 28 อายะฮ์
Surah 73 al-Muzzammil (الْمُزَّمِّل) – 20 อายะฮ์
Surah 74 al-Muddathir (الْمُدَّثِّر) – 56 อายะฮ์
Surah 75 al-Qiyamah (الْقِيَامَة) – 40 อายะฮ์
Surah 76 al-Insan (الْإِنْسَان) – 31 อายะฮ์
Surah 77 al-Mursalat (الْمُرْسَلَات) – 50 อายะฮ์
๔.๒ เอาสาฏ อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงกลาง) เริ่มจากสูเราะฮ์ที่ 78 ถึง 92
Surah 78 an-Naba’ (النَّبัأ) – 40 อายะฮ์
Surah 79 an-Nazi’at (النَّازِعَات) – 46 อายะฮ์
Surah 80 ‘Abasa (عَبَسَ) – 42 อายะฮ์
Surah 81 at-Takwir (التَّكْوِير) – 29 อายะฮ์
Surah 82 al-Infitar (الْإِنْفِطَار) – 19 อายะฮ์
Surah 83 al-Mutaffifin (الْمُطَفِّفِين) – 36 อายะฮ์
Surah 84 al-Inshiqaq (الْإِنْشِقَاق) – 25 อายะฮ์
Surah 85 al-Buruj (الْبُرُوج) – 22 อายะฮ์
Surah 86 at-Tariq (الطَّارِق) – 17 อายะฮ์
Surah 87 al-A’la (الْأَعْلَى) – 19 อายะฮ์
Surah 88 al-Ghashiyah (الْغَاشِيَة) – 26 อายะฮ์
Surah 89 al-Fajr (الْفَجْر) – 30 อายะฮ์
Surah 90 al-Balad (الْبَلَد) – 20 อายะฮ์
Surah 91 as-Shams (الشَّمْس) – 15 อายะฮ์
Surah 92 al-Layl (اللَّيْل) – 21 อายะฮ์
๔.๓ กิศอร อัล-มุฟัศศ็อล (ช่วงสั้น) เริ่มจากสูเราะฮ์ที่ 93 ถึง 114
Surah 93 ad-Duha (الضُّحَى) – 11 อายะฮ์
Surah 94 as-Sharh (الشَّرْح) – 8 อายะฮ์
Surah 95 at-Tin (التِّين) – 8 อายะฮ์
Surah 96 al-‘Alaq (الْعَلَق) – 19 อายะฮ์
Surah 97 al-Qadr (الْقَدْر) – 5 อายะฮ์
Surah 98 al-Bayyinah (الْبَيِّنَة) – 8 อายะฮ์
Surah 99 az-Zalzalah (الزَّلْزَلَة) – 8 อายะฮ์
Surah 100 al-‘Adiyat (الْعَادِيَات) – 11 อายะฮ์
Surah 101 al-Qari’ah (الْقَارِعَة) – 11 อายะฮ์
Surah 102 at-Takathur (التَّكَاثُر) – 8 อายะฮ์
Surah 103 al-‘Asr (الْعَصْر) – 3 อายะฮ์
Surah 104 al-Humazah (الْهُمَزَة) – 9 อายะฮ์
Surah 105 al-Fil (الْفِيل) – 5 อายะฮ์
Surah 106 Quraysh (قُرَيْش) – 4 อายะฮ์
Surah 107 al-Ma’un (الْمَاعُون) – 7 อายะฮ์
Surah 108 al-Kawthar (الْكَوْثَر) – 3 อายะฮ์
Surah 109 al-Kafirun (الْكَافِرُون) – 6 อายะฮ์
Surah 110 an-Nasr (النَّصْر) – 3 อายะฮ์
Surah 111 al-Masad (الْمَسَد) – 5 อายะฮ์
Surah 112 al-Ikhlas (الْإِخْلَاص) – 4 อายะฮ์
Surah 113 al-Falaq (الْفَلَق) – 5 อายะฮ์
Surah 114 an-Nas (النَّاس) – 6 อายะฮ์
#วิธีการจัดเรียนรู้อัลกุรอาน ในโครงสร้างนี้เป็นที่รู้จักกันดี ท่านอิหม่าม อิบนุ กอยยิม กล่าวไว้ในตำรา มะดาริจญ์ อัสสาลิกีน ไว้ว่า
قيل: أنزل الله مائة كتاب وأربعة كتب، جمع معانيها في التوراة والإنجيل والقرآن، وجمع معاني هذه الكتب الثلاثة في القرآن، وجمع معاني القرآن في المفصل، وجمع معاني المفصل في الفاتحة، ومعاني الفاتحة في ﴿إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ ﴾ [الفاتحة: ٥].
“… อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์ลงมาหนึ่งร้อยสี่เล่ม ซึ่งสรุปรวมความหมายของมันทั้งหมดไว้ในเตารอต, อินญีล และอัลกุรอาน จากนั้นได้สรุปรวมความหมายของคัมภีร์ทั้งสามนี้ไว้ในอัลกุรอาน แล้วจึงได้สรุปรวมความหมายของอัลกุรอาน(ทั้งหมด)ไว้ในส่วน “อัล-มุฟัศศ็อล” และจากนั้นสรุปรวมความหมายของ “อัล-มุฟัศศ็อล” ไว้ในสูเราะฮฺ “อัล-ฟาติฮะฮ์” ต่อจากนั้นได้สรุปรวมความหมายของ “อัล-ฟาติฮะฮ์” อยู่ในโองการ “อีย์ยากะ นะอ์บุดุ วะอีย์ยากะ นัสตะอีน” [อัล-ฟาติฮะฮ์: อายะฮฺที่ 5]… ”
ท้ายที่สุด ความหมายทั้งหมดจากฟากฟ้าได้ถูกรวมไว้ในประโยค “อีย์ยากะ นะอ์บุดุ วะอีย์ยากะ นัสตะอีน” ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างสรรพสิ่ง การจัดโครงสร้างเช่นนี้ของอัลกุรอานแสดงให้เห็นถึงศิลปะของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นให้ผู้ศรัทธาเข้าถึงแก่นของการมอบเอกภาพและการพึ่งพิงอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว โดยมีกลุ่มมุฟัศศ็อลเป็นเครื่องมือสำคัญหลังจากสูเราะฮ์อัล-ฟาติหะฮ์ เพื่อตอกย้ำความจริงนี้ และความจริงนี้จะยังขยายต่อไปยังอีก 3 ส่วนก่อนหน้านั้น ( อัฏ-ฏิวาล อัล-มิอูน และอัล-มะษานีย์ )
.
>>> The Noble Qurʾān
______________________
#หมายเหตุ อ่านคำแนะนำแนวการศึกษาของแต่ละสูเราะฮ์ได้ในเพจ Halaqa • วงกลมเรียนรู้ เพื่อศึกษาข้อมูลความรู้เบื้องต้นของแต่ละสูเราะฮ์และการจัดแบ่งกลุ่มอายะฮ์เพื่อการศึกษาและตะดับบุร จากนั้นค่อยๆ ศึกษาแต่ละกลุ่มอายะฮฺในรายละเอียดต่อไป
แหล่งอ้างอิง
